การกินเพื่อสุขภาพ

พืชผัก สมุนไพร ที่ใช้ลดน้ำตาล

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 11 นาที
พืชผัก สมุนไพร ที่ใช้ลดน้ำตาล

พืชผักสมุนไพรที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ จากการทดลองในห้องปฏิบัติการ หรือบางชนิดได้รับการทดสอบกับผู้ป่วยแล้วว่ามีคุณสมบัติลดน้ำตาลในเลือดได้ หรือบำรุงตับอ่อน ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญที่สร้างและหลั่งอินซูลิน มีดังนี้

          1. กระเทียม มีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ คือ อัลลิซิน โดยสารนี้จะไปกระตุ้นให้มีการหลั่งอินซูลินมากขึ้น หรือไปทำให้อินซูลินอยู่ในรูปอิสระ จึงทำให้มีการจับน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ได้มากขึ้น ทำให้มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้

          โดยทานกลีบกระเทียมสดวันละ 3 - 5 กลีบ เป็นสมุนไพร รสเผ็ดร้อน ช่วยขับลมในลำไส้ แก้ไอขับเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร (ต้องใช้กระเทียมไทยหัวเล็กและไม่เก่าเก็บ)

          สำหรับน้ำมันกระเทียม ใช้ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในหลอดเลือด มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัสได้ด้วย

          2. กะเพรา มีสารสำคัญ คือ เมทิล ชาวิคอล ลินาลอล ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ รับประทานใบกะเพราสด หรือใช้ในรูปของการต้มก็ได้ชงเป็นชาก็ได้ หรือปรุงอาหาร เช่น ผัดกะเพราก็ได้

          จากการทดลองป้อนสารสกัดใบกะเพราด้วยแอลกอฮอล์ 50% พบว่าสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลองได้มากกว่าร้อยละ 30

          3. กาแฟ เมล็ดกาแฟมีแร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งสารฟฤกษเคมี เช่นโพลีฟีนอลในปริมาณสูง ซึ่งมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับกรดคลอโรเจนิค และกรดไฟติก ซึ่งมีผลทำให้ฮอร์โมนอินซูลินทำงานดีขึ้น

          อย่างไรก็ตาม กาแฟมีข้อเสีย คือ กระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร และทำให้แคลเซียมในกระดูกละลายออกมา และอาจทำให้กระดูกพรุนได้ หากติดกาแฟก็ไม่ควรดื่นเกินวันละ 2 แก้ว

          4. ขมิ้น มีสารสำคัญ คือ เคอร์มิน ช่วยให้ฮอร์โมนอินซูลินจับน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ได้ดี จึงช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานควบคุมน้ำตาลในเลือดได้

          ขมิ้นยังช่วยขับน้ำดีมาช่วยย่อยอาหาร ช่วยต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางชนิดด้วย บางรายงานยังบอกว่าเป็นสารต้านมะเร็งอีกด้วย

          5. ข้างกล้อง นอกจากมีดัชนี น้ำตาลต่ำกว่าข้างที่ผ่านการขัดสี ทำให้เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานแล้วยังมีวิตามินบีสูงกว่า ที่สำคัญอีกประการคือ มีกรดไฟติกและโพลีฟีนอล ช่วยลดระดับน้ำตาลได้

          6. เจียวกู้หลาน มีสารสำคัญคือ จิบโนไซด์ ฟลาโวนอยด์ไกลโคไซด์ที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด จึงช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้โดยไปกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งสารอินซูลิน

          รวมทั้งยับยั้งการดูดซึมกลูโคสในทางเดินอาหาร

          7. ช้าพลู มีสารลิกแนนส์ และอัลคาลอยด์ สามารถลดน้ำตาลได้ระดับหนึ่ง แต่การออกฤทธิ์จะค่อนข้างช้าคือหลังจากรับประทานไปแล้วสม่ำเสมอ 6-16 สัปดาห์

          ช้าพลูมีสารออกซาเลตสูง จะไปรวมตัวกับแคลเซียมที่รับประทานส่งผลให้ร่างกายได้รับแค,เซียมน้อยลง และมีโอกาสเกิดนิ่วในไต หรือทางเดินปัสสาวะได้สูง

          8.เตยหอม มีสารลินาลิล อะซิเตต, ลินาลิล, คูมาริน ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ โดยต้มเป้นชา หรือดื่นน้ำจากใบสดต่างน้ำเป็นประจำ

          ตำรับยาแผนโบราณ ใช้ใบสักทองและใบเตยหอมอย่างล่ะเท่าๆกันมาคั่วให้เหลือง ส่วนรากเตยหอมไม่ต้องคั่ว แต่เอามาทุบให้แตกแล้วใส่ทั้ง 3 อย่างลงในหม้อต้มใช้น้ำยารับประทานต่างน้ำทุกวันประมาณ 1 เดือน อาการเบาหวานก็จะดีขึ้น (หรือจะทำเป็นชาดื่มก็ได้)

          9. ตำลึง ส่วนที่ใช้ คือ ใบและราก หรือทั้งต้น มีสารเบต้าซิโตสเตอรอล, ลูบโคลอะซิตเต, เบต้าอะมัยริน อะซิเตต และคิวเคอบิตาซิน ไกลโคไซด์ ใช้ลดน้ำตาลในเลือด ด้วยการรับประทานเป็นอาหารต้ม ผัด แกง ต้มดื่มต่างน้ำ บางรายอาจทำให้ท้องเสียได้

          ตำลึงยังมีคุณค่าสูงทั้งวิตามินเอ แคลเซียมช่วยบำรุง และยังเป็นแหล่งคลอโรฟิลล์บำรุงร่างกาย คนไทยยังนิยมนำใบมาพอกบริเวณโดนสัตว์กัดต่อย เป็นยาดับพิษร้อน

          10. ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์ เป็นโปรตีนที่มีไอโซฟลาโวนสูง มีผลทำให้ระดับอินซูลินในเลือดเพิ่มขึ้น จึงช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้หรือปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้พอดี จึงเหมาะที่จะทำอาหารสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน

          11. บอระเพ็ด มีสารกลุ่มอัลคาลอยด์ และไดเทอร์ปีน แลคโตน มีรสขมจัด มีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด กระตุ้นการหลั่งอินซูลินได้และยังช่วยลดไขมันในเลือด รวมทั้งกรดยูริกด้วย

          วิธีใช้ลดน้ำตาล คือ นำ เถาสด ครั้งละสองคืบครึ่ง หรือ 30 กรัม ตำคั้นน้ำดื่ม หรือต้มกับน้ำ 3 ส่วน ต้มจนเดือดเหลือ 1 ส่วน ดื่มก่อนอาหารเช้า-เย็น มีการทำยาเม็ดลูกกลอนบอระเพ็ดสำหรับผู้ปวยเบาหวานด้วย

          12. บิลเบอรี่ มีสารสำคัญกลุ่มฟลาโวนอยด์สูง ได้แก่ แอนโทไซยานินส์ หรือแอนโทไซยาโนไซด์ ซึ่งสามารถนำใบบิลเบอรี่แห้งชงน้ำเดือดดื่ม พบว่า ลดระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานได้

          และช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน เช่น เส้นเลือดไปเลี้ยงประสาทตาลดลง ปลายเส้นประสาทตาอักเสบ จอประสาตาเสี่อม

          13. ผักชี สารสำคัญชื่อ โคเรียนดรอล ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้

          ผักเชียงดา ชาวเหนือ นิยมปลูกและรับประทานมาแต่โบราณ โดยเอายอดอ่อน ดอกอ่อนแกงกับปลาแห้ง แกงรวมกับผักเสี้ยว และแกงแค       

          ในฤดูแล้งผักเชียงดาจะมีรสชาติหอมหวาน ฤดูฝนจะติดเฝื่อนนิดๆ

          14. ผักเชียงดา ถูกใช้เป็นยารักษาเบาหานในอินเดียและประเทศในแถบเอเชียมานานหลายพันปีแล้ว

          สารสำคัญคือ ไกลซีมิค แอซิค ซึ่งสกัดมาจากรากและใบของผักเชียงดา มีรูปร่างเหมือนน้ำตาลกลูโคส จึงไปจับเซลล์ตัวรับในลำไส้ ป้องกันการดูดซึมของน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานทั้งชนิดพึ่งอินซูลิน และไม่พึ่งอินซูลินได้

          15. ฟักทอง ส่วนของเนื้อผล ใช้กระตุ้นการหลั่งของอินซูลินได้ ให้ประโยชน์กับผู้ป่วยเบาหวาน

          16. มะเขือพวง ผลมีสารโซลาโซดีน และโซลาโวดิอีน ส่วนรากมีสารนีโอคลอจีนิน และจูรูบีน ช่วยละน้ำตาลในเลือดได้ ควรตำเอาน้ำสดมาดื่มแต่มีรสขื่น ขม

          17. มะแว้ง มีสารสำคัญหลายชนิด เช่น อัลลีลอยด์, โซลานีน และโซลานิดีน, ไดออสจีนิน, เบต้าซิลูสเตอรอล ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้เล็กน้อย ผลมะแว้งนำมาจากจิ้มเป็นน้ำพริก ยังทานสดเป็นยาแก้ไอ และองค์การเภสัชกรรมไทยยังใช้ทำเป็นยาอมแก้ไอด้วย

          18. มะระจีน จัดเป็นผักจำพวกแตง มีรสขม ใช้เป็นยาดับร้อนถอนพิษไข้ แก้กระหายได้ และมีสารรสขมชื่อ มอมอร์ดิซีน และพี-อินซูลิน ช่วยลดน้ำตาลในเลือด

          19. มะระขี้นก มีสารคารานติน และไฮดรอกซี เซโรโตนิน และมีสารที่ทำให้ขม ชื่อ มอมอร์ดิซีน มีคุณสมบัติช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ดี

          วิธีใช้ คือ นำมะระขี้นกมาประกอบอาหารเช่น ต้มเป็นผักจิ้มน้ำพริกหรือหั่นเนื้อมะระตากแห้ง ชงเป็นน้ำชาดื่ม ถ้าต้องการกลบรสชมให้เติมใบชงลงไปชงด้วย

          หรือทานผลมะระต้ม 6 - 15 กรัม หรือผิงไฟแล้วบดเป็นผง สำหรับน้ำต้มผลมะระ สามารถลดการเกิดต้อกระจกได้ด้วย

          ข้อควรระวัง คือ เมล็ดซึ่งมีสารกลุ่มไพริมิดีนนิวคลีโอไซด์ที่ชื่อว่าไวซิน ที่ทำให้ปวดศีรษะ เป็นไข้ ปวดท้อง และอาจถึงขั้นช็อกได้

          20. มะรุม มีสารมอรินจินีน และมอรินจิน รักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้ ปัจจุบันได้รับความนิยมในด้านช่วยชะลอความเสื่อมความชราด้วย มีขายทั้งในรูปแบบยาเม็ด ยาแคปซูล ผงสมุนไพร เป็นต้น

          21. หม่อน มีสารสำคัญ คือ ดีออกซีนจิมัยซิน ช่วยลดระดับน้ำตาลเพิ่มความแข็งแรงของหลอดเลือดฝอย เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในร่างกาย มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วย รวมทั้งลดปริมาณไขมันแอลดีแอลในกระแสเลือด

          ส่วนใหญ่นิยมดื่มในรูปแบบชาใบหม่อน ใช้ใบอ่อน และแก่ นำมาทำเป็นชาเขียว ชงน้ำดื่ม เช้า-เย็น

          เปลือกรากใบหม่อน นำมาทุบให้แหลก 90 - 120 กรัม มาต้มน้ำดื่ม เช้า-เย็น

          22. ยอ ส่วนที่ใช้ คือ ราก มีสารแอนทราควิโนน ชนิดที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาท้องผูกได้ด้วย

          23. เห็ดหลินจือ สารสำคัญ คือ บิทเทอร์ไตรปีนอยด์, โพลีแซคคาไรด์ และนิวคลิโอไทด์ ชนิดที่ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ ด้วยฤทธิ์ที่ไปเพิ่มการหลั่งอินซูลินให้ไปจับกับน้ำตาลมากขึ้น มีขายหลายรูปแบบทั้งแคปซูลตอกเม็ด และตากแห้งนำไปต้มเป็นน้ำดื่ม

          24. สะตอ ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ โดยนำมารับประทานเป็นอาหาร อีกทั้งมีวิตามินเอสูงช่วยบำรุงสายตา แต่ให้พลังงานค่อนข้างสูง ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักไม่ควรรับประทานมาก

          25. โสม มีสารสำคัญ คือ จินโนไซด์ และโพลีแซคคาไรด์ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ และยังช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ต้านเซลล์มะเร็ง ลดไขมันในเส้นเลือด ยับยั้งการสร้างคอเลสเตอรอลและกรดไขมันแต่เป็นสมุนไพรราคาแพง

          26. หอมใหญ่ มีสารฟลาโวนอยด์ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด เป็นสารที่ช่วยกระตุ้นให้ตับเปลี่ยนกลูโคสเป็นไกลโคเจน และกระตุ้นการหลั่งอินซูลินด้วย

          ควรรับประทานในรูปแบบยำต่างๆ หรือทานเป็นผักสลัดวันละ ¼ หัวหรือทำเป็นไส้แซนด์วิซ ดีกว่าการนำไปผัด หรือต้มผ่านความร้อน

          นอกจากนี้หอมใหญ่ยังช่วยลดอาการท้องอืดเฟ้อ ช่วยระบายและขับเสมหะด้วย

          27. อบเชย สมุนไพรและเครื่องเทศในครัวเรือน มีสารฟลาโวนอยด์หรือโพลีฟีนอล ที่สำคัญคือ เมธิลไฮดรอกซี่ ซาลโคน โพลิเมอร์ ทำงานคล้ายกับฮอร์โมนอินซูลิน และช่วยให้อินซูลินเกาะจับกลูโคสได้ดีขึ้น ลดการดื้ออินซูลิน ทำให้เซลล์ต่างๆ สามรถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้เป็นพลังงานได้ดี

          ในหนึ่งวันผู้ป่วยควรรับประทานอบเชยอย่างน้อย 1 กรัม ทุกวันอย่างต่อเนื่อง

          28. อินทนิลน้ำ ในใบมีสารคารานติน มีคุณสมบัติเร่งให้เกิดการนำส่งน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เซลล์ไขมันเหมือนอินซูลิน สามารถลดระดับน้ำตาลได้

          วิธีใช้คือ ใบอินทนิลน้ำ 2-3 กำมือ ล้างน้ำให้สะอาด ใส่หม้อเติมน้ำต้มให้สุกแล้วดื่มแต่น้ำ

          21. หม่อน มีสารสำคัญ คือ ดีออกซีนจิมัยซิน ช่วยลดระดับน้ำตาลเพิ่มความแข็งแรงของหลอดเลือดฝอย เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในร่างกาย มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วย รวมทั้งลดปริมาณไขมันแอลดีแอลในกระแสเลือด

          ส่วนใหญ่นิยมดื่มในรูปแบบชาใบหม่อน ใช้ใบอ่อน และแก่ นำมาทำเป็นชาเขียว ชงน้ำดื่ม เช้า-เย็น

          เปลือกรากใบหม่อน นำมาทุบให้แหลก 90-120 กรัม มาต้มน้ำดื่ม เช้า-เย็น

          22. ยอ ส่วนที่ใช้ คือ ราก มีสารแอนทราควิโนน ชนิดที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาท้องผูกได้ด้วย

          23. เห็ดหลินจือ สารสำคัญ คือ บิทเทอร์ไตรปีนอยด์ โพลีแซคคาไรด์ และนิวคลีโอไทด์ ชนิดที่ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ ด้วยฤทธิ์ที่ไปเพิ่มการหลั่งอินซูลินให้ไปจับกับน้ำตาลมากขึ้น มีขายหลายรูปแบบทั้งแคปซูลตอกเม็ด และตากแห้งนำไปต้มเป็นน้ำดื่ม

          24. สะตอ ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ โดยนำมารับประทานเป็นอาหาร อีกทั้งมีวิตามินเอสูงช่วยบำรุงสายตา แต่ให้พลังงานค่อนข้างสูงผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักไม่ควรรับประทานมาก

          25. โสม มีสารสำคัญ คือ จินโนไซด์ และโพลีแซคคาไรด์ช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ และยังช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ต้านเซลล์มะเร็ง ลดไขมันในเส้นเลือด ยับยั้งการสร้างคอเลสเตอรอลและกรดไขมันแต่เป็นสมุนไพรราคาแพง

          26. หอมใหญ่ มีสารฟลาโวนอยด์ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด เป็นสารที่ช่วยกระตุ้นให้ตับเปลี่ยนกลูโคสเป็นไกลโคเจน และกระตุ้นการหลั่งอินซูลินด้วย      

          ควรรับประทานในรูปแบบยำต่างๆ หรือทานเป็นผักสลัดวันละ ¼ หัว หรือทำเป็นไส้แซนด์วิซ ดีกว่าการนำไปผัด หรือต้มผ่านความร้อน

          นอกจากนี้หอมใหญ่ยังช่วยลดอาการท้องอืดเฟ้อ ช่วยระบาย และขับเสมหะด้วย

          27. อบเชย สมุนไพรและเครื่องเทศในครัวเรือน มีสารฟลาโวนอยด์หรือโพลีฟีนอล ที่สำคัญคือ เมธิลไฮดรอกซี่ ซาลโคน โพลิเมอร์ทำงานคล้ายกับฮอร์โมนอินซูลิน และช่วยให้อินซูลินเกาะจับกลูโคสได้ดีขึ้น ลดการดื้ออินซูลิน ทำให้เซลล์ต่างๆ สามารถนำน้ำตาลในเลือกไปใช้เป็นพลังงานได้ดี

          ในหนึ่งวันผู้ป่วยควรรับประทานอบเชยอย่างน้อย 1 กรัม ทุกวันอย่างต่อเนื่อง

          28. อินทนิลน้ำ ในใบมีสารคารานติน มีคุณสมบัติเร่งให้เกิดการนำส่งน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เซลล์ไขมันเหมือนอินซูลิน สามารถลดระดับน้ำตาลได้

          วิธีใช้คือ ใบอินทนิลน้ำ 2-3 กำมือ ล้างน้ำให้สะอาด ใส่หม้อเติมน้ำต้มให้สุกแล้วดื่มแต่น้ำ

          29. อัลฟัลฟา มีสารฟลาโวนอยด์ ที่สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ ทั้งยังช่วยขับพิษ ปรับสมดุลร่างกาย รักษาอาการวัยทองด้วย

          30. ฮว่านง็อก หรือพญาวานร เป็นพืชของเวียดนาม ประกอบด้วย ฟลาโวนอยด์หลายชนิด มีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลได้

          วิธีใช้คือ ใบสดเคี้ยวกินแล้วดื่มน้ำตาม หรือคั้นกรองเอาน้ำ ปั่นเอาแต่น้ำมาดื่มซึ่งจะได้ประโยชน์กว่าการนำไปต้มแล้วดื่ม

Tip

  • ผู้ป่วยที่ต้องการใช้พืชผัก สมุนไพรสดหรือแห้ง มาช่วยลดน้ำตาลควรใช้ให้ถูกขนาด ถูกวิธี และรักษาความสะอาด โดยเฉพาะการต้มดื่มต่างน้ำ หรือเก็บไว้ข้ามวัน ต้องระวังไม่ให้บูด
  • เมื่อเลือกใช้สมุนไพรช่วยลดน้ำตาล ขณะใช้ควรรับประทานอาหารในรูปแบบเดิม การควบคุมอื่นๆ เหมือนเดิม การออกกำลังกายและพักผ่อนเท่าเดิม แล้ววัดระดับน้ำตาลในเลือดดู
  • หากวัดระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลงปริมาณหนึ่ง ควรลองใช้ยาสมุนไพรแบบเดิมไปอีกระยะ ถ้าได้ผลดีขึ้นเรื่อยๆ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบเพื่อการปรับลดยาอินซูลินหรือยาเม็ดลดน้ำตาล
  • การใช้สมุนไพรเข้ามาช่วยควบคุมเบาหวาน นอกจากจะได้น้ำตาลที่ลดลงแล้ว ยังได้รับสารอาหารอื่นๆ ที่มีในสมุนไพรนั้น มาช่วยให้ร่างกายแข็งแรงด้วย

พืชผัก สมุนไพรอื่นๆ ที่ลดน้ำตาล

          ผัก ผลไม้ ธัญพืช สมุนไพรต่อไปนี้ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ช่วยบำรุงตับอ่อน เป็นข้อมูลจากตำรับยาแผนโบราณของไทย รวมทั้งบางชนิดเป็นตำรับยาแผนโบราณของประเทศอื่นๆ แต่ยังไม่ค่อยมีการยืนยันทางวิทยาศาสตร์

  • กะเพรา ทำเป็นชาชงดื่ม โดยนำใบกะเพรามาตากแห้งชงดื่มแทนน้ำ หรือปรุงเป็นอาหาร เช่น ผัดกะเพราะ
  • กระเจี๊ยบแดง ใช้กลีบเลี้ยงและใบประดับที่ตากแห้ง 5 ดอก ชงกับน้ำเดือด ดื่มวันละ 3 ครั้ง และยังช่วยลดไขมันในเลือด พร้อมกับช่วยขับปัสสาวะ หรือผลอ่อนกระเจี๊ยบ ต้มเป็นผักจิ้มน้ำพริก หรือทำเป็นผงแห้ง ชงรับประทานกับน้ำ
  • กะเม็ง โดยนำต้นกะเม็งตากแดดให้แห้ง แล้วนำไปคั่วให้พอหอม ชงน้ำร้อนดื่มเป็นน้ำชา
  • กานพลู นำดอกมาปรุงในอาหาร เป็นเครื่องเทศ เช่น ไข่พะโล้ เป็ดตุ่น
  • ขิง ใช้เหง้าขิงแก่สด มาคั้นน้ำให้ได้ครึ่งถ้วย ต้มกับน้ำ 2 ถ้วย ดื่มวันละ 3 ครั้ง ปรุงรสด้วยเกลือ มะนาวด้วยได้ หรือใช้ผงขิง 1 - 2 ช้อนชา ชงน้ำร้อนดื่มบ่อยๆ ลดระดับน้ำตาลในเลือด กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ลดคอเลสเตอรอลได้ด้วย
  • คูน ใช้รากสด 90 - 120 กรัม มาทุบให้แหลก ต้มกับน้ำ 3 แก้ว เคี่ยวนาน 30 นาที แบ่งดื่ม เช้า เย็น ก่อนอาหาร
  • ชุมเห็ดเทศ ใช้ใบสด หรือแห้ง 1 กำมือนำมาต้มน้ำ 3 แก้ว เคี่ยวนาน 30 นาที แบ่งมาดื่มเช้า-เย็นก่อนอาหาร
  • ลูกเดือย ต้มสุก ทานกับน้ำเต้าหู้ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด
  • ฟักทอง หรือลูกน้ำเต้า มีพลังดินสูง แต่มีสภาพกลวงภายใน ซึ่งแสดงว่าเป็นหยินมาก เมื่อนำมาต้มหรือนึ่งให้สุก รับประทานขณะเย็นๆ (แช่ตู้เย็น) จะกลายเป็นยาแก้ความอยากของหวานได้
  • ถั่วแดง กับถั่วรูปไต ช่วยบำรุงไตที่เป็นธาตุน้ำ ช่วยให้ร่างกายดูดซึมของเหลวได้ ไม่ปัสสาวะบ่อย ให้นำถั่วดังกล่าวมาหุงผสมกับข้าวกล้อง
  • น้ำผลไม้สำหรับการรักษาโรคเบาหวาน ได้แก่ ถั่วฝักยาว ผักชี แตงกวา ขึ้นฉ่าย แพงพวงน้ำ ผักกาดหอม น้ำหอมหัวใหญ่ กระเทียม ผลไม้รสเปรี้ยว แตงกวามีฮอร์โมนที่เซลล์ตับอ่อน ต้องการใช้สร้างอินซูลิน
  • ตะไคร้ ใบและราก มีสารคล้ายอินซูลิน มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต สามารถทำน้ำชาตะไคร้ดื่ม หรือใช้ต้นสด หรือเหง้า วันละ 1 กำมือ หรือหนัก 40 - 60 กรัม ต้มกับน้ำ 3 - 4 ถ้วย แบ่งดื่มวันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร ระวังดื่มมากเกินไปจะทำให้นอนไม่หลับ
  • ไหมข้าวโพด หรือเรียกว่า ฝอยข้าวโพด ใช้ลดน้ำตาลในเลือด ด้วยการนำมา ต้มกับน้ำดื่มบ่อยๆ และยังใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ขับนิ่ว แก้ไตอักเสบ แก้อาการดีซ่าน แก้โรคไอกรนได้ด้วย
  • บัว รากบัวสดๆ มีฤทธิ์แรงกว่าน้ำต้มรากบัว ดื่มน้ำรากบัวสดที่ได้จากการตำละเอียด ไม่เกินวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 3 - 4 ช้อนแกง หรือใช้ดอกบัว สดหั่นนำมาตากแห้ง คั่วให้หอมเก็บไว้ชงดื่ม หยิบดอกบัว ครั้งละหยิบมือเล็กๆ ชงกับน้ำร้อน 1 แก้วจิบกินไปเรื่อยๆ ชง 3 ครั้งก็ให้เปลี่ยนยาใหม่
  • บวบเหลี่ยม นำผลบวบมาปรุงเป็นอาหาร เช่น ต้มจิ้มน้ำพริก ผัดกับหมู ต้มจืด แกงเลียง เป็นต้น
  • บอระเพ็ด ใช้เถาสด 30 - 40 กรัมต้มน้ำดื่ม ระวัง ไม่ควรใช้ขนาดสูงติดต่อกันนานๆ เพราะจะทำให้ ตับ ไต ทำงานผิดปกติ
  • ใบย่านาง ผู้ป่วยเบาหวาน เมื่อดื่มน้ำใบย่านางอย่างต่อเนื่อง พบว่าสามารถลดน้ำตาลในเลือด และลดความดันโลหิตได้ด้วย
  • มะเขือยาว นำผลมาปรุงเป็นอาหารประจำวัน เช่น ทำน้ำพริกมะเขือยาว ผัดกับหมู ยำมะเขือย่าง หรือทอดจิ้มน้ำพริกกะปิ
  • มะนาว คั้นมะนาว 3 - 4 ลูก เอาแต่น้ำ มาผสมกับน้ำเย็น หรือน้ำโซดา แล้วดื่ม ระวังมะนาวมีวิตามินซีสูง ถ้าดื่มในปริมาณมากคราวเดียวอาจทำให้ท้องเสียได้
  • มะแว้งต้น ผลใช้ปรุงเป็นอาหาร เช่น ใส่น้ำพริกกะปิ เป็นผักจิ้มน้ำพริก แกงพะแนง โดยมะแว้งต้นและมะแว้งเครือ ต่างก็มีรสขมเช่นกัน
  • มะแว้งเครือ ใช้มะแว้งทั้งห้า นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ตากให้แห้งแล้วคั่วให้เหลือง เก็บไว้ในโหล ใช้ประมาณ 1-2 หยิบมือ ชงกับชาร้อน 1 แก้ว กินต่างน้ำ ดื่มไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหาย
  • หรือถ้าเป็นผงแห้ง ทานครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำ 1 แก้ว วันละ 3 เวลา ติดต่อกัน 15 วัน หรือเอามะแว้งเครือ ปรุงเป็นอาหาร ติดต่อกัน 30 วัน
  • ลูกหว้า เมล็ดเอาไปต้ม หรือบดทาน  แก้โรคเบาหวาน ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
  • ลูกใต้ใบ ใช้ใบและต้น 1-2 กำมือ ต้มกับน้ำ 3 แก้ว แบ่งดื่มเช้า เย็น
  • ว่านหางจระเข้ ใช้วุ้นสดขนาน 2´2 นิ้ว ล้างให้สะอาดหมดยางเหลือง รับประทานวันละ 3 ครั้ง ระหว่างมื้ออาหาร
  • ผักบุ้งไทย ช่วยลดน้ำตาล มีประโยชน์ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  • พริกไทย พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า พริกหยวก ต่างใช้ลดน้ำตาลได้โดยการปรุงในอาหารประจำวัน
  • ฟักข้าว ใช้ยอดอ่อน ใบอ่อน ผลอ่อน มาปรุงเป็นอาหาร เช่น แกงเลียง ต้มจิ้มน้ำพริก
  • สะเดา นำใบสะเดาไปต้มดื่ม หรือเอายอดปรุงเป็นอาหาร ติดต่อกันทุกวัน หรือต้มให้เดือดนาน 5-10 นาที ใบสด 1 กำมือต้มกับน้ำ 3-4 แก้ว เคี่ยวให้เหลือ 2 แก้ว ดื่มครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ก่อนอาหาร
  • สะระแหน่ นำทั้งใบและต้น 1 กำมือ ปั่นเอาแต่น้ำดื่มสดๆ หรือต้มกับน้ำดื่ม เช้าและเย็น
  • โหระพา นำทั้งใบ ต้น 1 กำมือต้มน้ำ ดื่มเช้า-เย็น ก่อนอาหารหรือนำใบมาปรุงเป็นอาหาร
  • หัวปลี ใช้ลดน้ำตาลในเลือด และแก้โรคเกี่ยวกับลำไส้มีธาตุเหล็กจึงบำรุงเลือด แก้โลหิตจาง การนำมาปรุงอาหารได้แก่ ยำหัวปลี หรือรับประทานสดก็ได้

คุณสามารถอ่านข้อมูลดีๆมีประโยชน์แบบนี้ได้เพิ่มเติมที่หนังสือ "โภชนาการ-เมนู เพื่อผู้ป่วยเบาหวาน" โดยวลัยลักษณ์ จากสำนักพิมพ์ Feel Good เพื่อสนับสนุนผู้แต่ง 

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่