Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
สุขภาพผู้หญิง

เชื้อราในช่องคลอด ปัญหากวนใจที่สาวๆ ห้ามละเลย

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,807,727 คน

เชื้อราในช่องคลอด ปัญหากวนใจที่สาวๆ ห้ามละเลย

การติดเชื้อราในช่องคลอดเป็นภาวะที่พบได้บ่อยมากในผู้หญิง มีสาเหตุมาจากเชื้อราที่ชื่อว่าแคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida albicans) ซึ่งพบได้เป็นปกติในบริเวณช่องคลอด รวมไปถึงเชื้อแบคทีเรียต่างๆ แต่หากแบคทีเรียที่ทำหน้าที่ควบคุมเชื้อราเหล่านี้มีจำนวนน้อยลง เชื้อราก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นจนเกิดการติดเชื้อในที่สุด ทำให้มีอาการคัน บวม และระคายเคืองบริเวณปากช่องคลอดอย่างที่หลายคนเป็นนั่นเอง

การติดเชื้อราในช่องคลอดสามารถพบได้ทั้งในผู้หญิงที่มีและไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน จึงไม่จัดว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม การมีเพศสัมพันธ์นับเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ หากอวัยวะเพศชายไม่สะอาด และหากเคยติดเชื้อมาแล้วครั้งหนึ่งก็จะมีโอกาสเป็นซ้ำสูงขึ้น  

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
รู้ตัวว่าเสี่ยงอย่ามัวกังวล ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ให้รู้ผลกันไปเลย

ตรวจความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น HIV ไวรัสตับอักเสบบี ซิฟิลิส เริ่มต้นที่ 518 บาท

Istock 500358904

อาการของเชื้อราในช่องคลอด

อาการของการติดเชื้อราในช่องคลอดที่พบบ่อย ได้แก่

เชื้อราในช่องคลอดที่ไม่ได้รับการรักษาอาจส่งผลให้มีอาการรุนแรงยิ่งขึ้นได้ ดังนั้นหากคุณสงสัยว่าตัวเองมีอาการติดเชื้อราในช่องคลอดดังข้างต้น ก็ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้อง

สาเหตุของเชื้อราในช่องคลอด

เชื้อรา Candida albicans ที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อราในช่องคลอดนั้นพบได้ในบริเวณช่องคลอดตามธรรมชาติ เช่นเดียวกันกับเชื้อแบคทีเรียแลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus) ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดดีในช่องคลอด ที่จะช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของเชื้อราให้เหมาะสม แต่หากเกิดการสูญเสียสมดุลระหว่างแบคทีเรียและเชื้อราทั้ง 2 ชนิดนี้ ก็จะทำให้แบคทีเรียทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพและส่งผลให้เชื้อรามีจำนวนเพิ่มขึ้น จนเกิดเป็นอาการของการติดเชื้อราในช่องคลอด

ปัจจัยที่ทำให้เกิดเชื้อราในช่องคลอด

ภาวะเชื้อราในช่องคลอดเกิดขึ้นได้จากหลากหลายปัจจัย ดังนี้ 

  • การใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งจะไปลดปริมาณของแบคทีเรียแลคโตบาซิลลัส
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่เกิดจากการตั้งครรภ์ การให้นมบุตร การเข้าสู่ช่วงวัยทอง การรับประทานยาคุมกำเนิด หรือแม้แต่ในช่วงใกล้มีรอบเดือน
  • โรคเบาหวานที่ควบคุมได้ไม่ดี
  • ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
  • พฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม เช่น กินอาหารที่มีน้ำตาลสูง
  • การสวนล้างช่องคลอดด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหรือน้ำสบู่
  • ความเครียด
  • การพักผ่อนไม่เพียงพอ
  • การมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่ติดเชื้อรา

การวินิจฉัยเชื้อราในช่องคลอด

การติดเชื้อราในช่องคลอดนั้นวินิจฉัยได้ไม่ยาก แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติ รวมถึงประวัติการติดเชื้อราในช่องคลอดก่อนหน้านี้ และประวัติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หลังจากนั้นจะเป็นการตรวจภายในเพื่อดูช่องคลอด ปากมดลูก และอวัยวะเพศบริเวณด้านนอก ว่ามีอาการของการติดเชื้อราหรือไม่

นอกจากนี้แพทย์อาจเก็บตัวอย่างเซลล์จากช่องคลอดไปตรวจในห้องปฏิบัติการด้วย และอาจมีการตรวจเลือดในผู้ที่ติดเชื้อราในช่องคลอดเป็นประจำหรือรักษาไม่หาย เพราะมีโอกาสที่จะเกิดจากเชื้อ Candida สายพันธุ์อื่น ไม่ใช่เชื้อราสายพันธุ์ที่พบได้บ่อยอย่างเชื้อ Candida albicans ซึ่งสามารถรักษาได้ง่าย

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
รู้ตัวว่าเสี่ยงอย่ามัวกังวล ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ให้รู้ผลกันไปเลย

ตรวจความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น HIV ไวรัสตับอักเสบบี ซิฟิลิส เริ่มต้นที่ 518 บาท

Istock 500358904

การรักษาเชื้อราในช่องคลอด

การติดเชื้อราในช่องคลอดแต่ละครั้งอาจมีสาเหตุและอาการที่แตกต่างกันไป ดังนั้นแพทย์จะวางแผนการรักษาที่เหมาะสำหรับคุณที่สุด ซึ่งมักขึ้นกับความรุนแรงของอาการ โดยอาการของการติดเชื้อราในช่องคลอดจะทุเลาลงภายในไม่กี่วันหลังจากเริ่มรักษา แต่ในรายที่มีอาการรุนแรง อาจจะต้องใช้เวลารักษานานถึง 2 สัปดาห์ 

การติดเชื้อในช่องคลอดแบบธรรมดา

การติดเชื้อราในช่องคลอดแบบธรรมดามักจะรักษาได้ด้วยการใช้ยากำจัดเชื้อราแบบครีม ยาทา หรือยาเหน็บ เป็นเวลา 1-3 วัน

ยาที่มักใช้รักษาประกอบด้วย

แม้จะเป็นการติดเชื้อแบบทั่วไป แต่ก็ควรไปตรวจติดตามการรักษากับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่ายานั้นใช้ได้ผล และอาจจะต้องมาตรวจซ้ำหากมีอาการติดเชื้ออีกครั้งภายใน 2 เดือน

การติดเชื้อในช่องคลอดแบบซับซ้อน

แพทย์อาจให้การรักษาที่มีขั้นตอนมากขึ้นหรือนานขึ้น ในกรณีที่เห็นว่าเป็นการติดเชื้อราในช่องคลอดแบบซับซ้อนหรือรุนแรง เช่น

  • มีอาการบวม แดง หรือคันอย่างรุนแรง จนทำให้เกิดแผลหรือรอยฉีกขาดในเนื้อเยื่อบริเวณช่องคลอด
  • มีการติดเชื้อราในช่องคลอดบ่อยกว่า 4 ครั้งใน 1 ปี
  • เป็นการติดเชื้อจากเชื้อราสายพันธุ์อื่นที่ไม่ใช่ Candida albicans
  • กำลังตั้งครรภ์
  • เป็นโรคเบาหวานที่ควบคุมได้ไม่ดี หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่องจากการใช้ยา
  • ติดเชื้อเอชไอวี (HIV)

การรักษาการติดเชื้อราในช่องคลอดที่ซับซ้อนมักจะประกอบไปด้วย

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
รู้ตัวว่าเสี่ยงอย่ามัวกังวล ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ให้รู้ผลกันไปเลย

ตรวจความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น HIV ไวรัสตับอักเสบบี ซิฟิลิส เริ่มต้นที่ 518 บาท

Istock 500358904
  • การใช้ยาฆ่าเชื้อราในรูปแบบยาทา ยารับประทาน หรือยาเหน็บอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 14 วัน
  • การรับประทานยาฟลูโคนาโซล 2-3 ครั้ง
  • การใช้ยาฟลูโคนาโซลหรือยาฆ่าเชื้อราแบบทาในระยะยาว

หากยังมีการติดเชื้อซ้ำหลังจากที่รักษาไปแล้ว คุณอาจจะต้องพาคู่นอนมาตรวจด้วยว่ามีการติดเชื้อราหรือไม่ และอย่าลืมใส่ถุงยางอนามัยป้องกันทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ หากสงสัยว่าคุณติดเชื้อรามาจากคู่นอนของคุณ

ทางเลือกอื่นในการรักษาเชื้อราในช่องคลอด

หากไม่อยากใช้ยา คุณอาจลองใช้วิธีธรรมชาติต่อไปนี้ในการช่วยบรรเทาอาการติดเชื้อราในช่องคลอด แต่ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะยังไม่มีหลักฐานที่บอกได้ชัดเจนว่าวิธีเหล่านี้จะปลอดภัยและได้ผลจริงหรือไม่

  • น้ำมันมะพร้าว
  • ครีมจากน้ำมันต้นชา
  • กระเทียม
  • ยาเหน็บช่องคลอดจากกรดบอริก
  • รับประทานโยเกิร์ตรสธรรมชาติหรือทาโยเกิร์ตเข้าไปในช่องคลอด

เพื่อความปลอดภัยอย่าลืมล้างมือให้สะอาดก่อนทาครีมหรือน้ำมันลงในช่องคลอด และควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก่อนเสมอ เพราะสมุนไพรบางตัวอาจส่งผลต่อยาที่รับประทานอยู่และทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้

การป้องกันเชื้อราในช่องคลอด

สิ่งที่ควรทำ

  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
  • รับประทานโยเกิร์ตหรืออาหารเสริมที่มีแลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus)
  • ใส่เสื้อผ้าหลวมๆ หรือทำจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน และผ้าไหม
  • ทำความสะอาดชุดชั้นในด้วยน้ำร้อนเพื่อกำจัดเชื้อราที่หมักหมม
  • เปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ เมื่อมีประจำเดือน
  • ล้างทำความสะอาดช่องคลอดบริเวณภายนอกเท่านั้น

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

  • การใส่กางเกงที่รัดแน่นเกินไป หรือถุงน่อง เพราะจะทำให้เกิดการอับชื้นหรือสะสมของเชื้อราได้ง่าย
  • การใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดช่องคลอดหรือผ้าอนามัยที่มีกลิ่น
  • การอยู่ในชุดที่เปียกเป็นเวลานาน โดยเฉพาะชุดว่ายน้ำ
  • การสวนล้างช่องคลอด

หากสังเกตอาการของตัวเองเป็นประจำ คุณอาจจะพอคาดเดาได้ว่าติดเชื้อราในช่องคลอดจากอะไร เช่น ผู้หญิงบางคนจะติดเชื้อทุกครั้งที่รับประทานยาปฏิชีวนะ เป็นต้น ซึ่งการรู้และหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงของตัวเองนั้นก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยป้องกันการติดเชื้อซ้ำในอนาคตได้อย่างดี

ที่มาของข้อมูล

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
อาการคันและแสบในช่องคลอดไม่ใช่เรื่องปกติ
อาการคันและแสบในช่องคลอดไม่ใช่เรื่องปกติ

จุดซ่อนเร้นคือจุดสำคัญ ขอให้หมั่นสังเกตเพื่อแก้ไขก่อนที่อาการจะรุนแรงและยากต่อการรักษา

ดูในแอป