ยา

วิธีการให้ยา

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
วิธีการให้ยา

วิธีการให้ยา (จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์, 2545: 13-16)

วิธีการให้ยามีหลายวิธี ดังนี้

  1. การรับประทาน (Oral = O) การให้ยาโดยการรับประทานเป็นวิธีการให้ยาที่ปลอดภัยและสิ้นเปลืองน้อยที่สุด และเป็นวิธีที่นิยมมากที่สุด แต่มีข้อจำกัดสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร เช่น มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน รับประทานอาหารได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หรือหมดสติ เป็นต้น
  2. การฉีด (Injection) การให้ยาโดยการฉีด มีหลายทาง ดังนี้
    • การฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ (Intravenous injection =V) วิธีนี้จะช่วยให้นาออกฤทธิ์ได้เร็วที่สุด ใช้ได้กับผู้ป่วยทุกประเภท เหมาะสำหรับยาที่ถูกทำลายโดยกรดในกระเพาะอาหารและระคายเคืองบริเวณที่ฉีด
    • การฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular injection = M) วิธีนี้ยาจะออกฤทธิ์ได้ข้ากว่าการฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ แต่ยาจะมีระยะเวลาการออกฤทธิ์นานกว่าและมีข้อจำกัด คือ เหมาะสำหรับยาฉีดที่มีปริมาณไม่เกิน 5 มิลลิลิตร การฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อจะต้องดันเข็มอย่างรวดเร็วเข้ากล้ามเนื้อใหญ่ ดึงลูกสูบดูว่าไม่มีเลือดย้อนกลับมา เข็มต้องไม่อยู่ในหลอดเลือด ดันยาช้าๆ กล้ามเนื้อจะต้องผ่อนคลาย จะช่วยให้การไหลเวียนเลือดดี ยาดูดซึมดี บริเวณที่ฉีด ได้แก่ กล้ามเนื้อสะโพก กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า และกล้ามเนื้อต้นแขน
    • การฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (Hypodermic หรือ Subcutaneous injection = H หรือ Sc) วิธีนี้ยาจะออกฤทธิ์ได้ช้ากว่าฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ซึ่งจำนวนยาฉีดต้องไม่เกิน 2 มิลลิลิตร ฉีดเข้าไปในเนื้อเยื่อซึ่งอยู่ใต้ชั้นผิวหนัง ฉีดบริเวณต้นแขน ต้นขา และหน้าท้องข้างสะดือ ทำมุม 45 องศา ต้องแน่ใจว่าปลายเข็มไม่แทงเข้าหลอดเลือด โดยดึงลูกสูบออก หากไม่พบเลือดในกระบอกฉีด จึงดันยาเข้าไปช้าๆ ควรย้ายที่บ่อยๆ และสังเกตดูอาการอักเสบเป็นฝี (Abscess) หรือการตายของเนื้อเยื่อ (Necrosis) อย่าใช้วิธีนี้กับผู้ป่วยที่มีภาวะช็อก ความดันโลหิตต่ำ เพราะยาจะดูดซึมช้าหรือไม่ดูดซึม
    • การฉีดยาเข้าชั้นผิวหนัง (Intradermal injection =ID) เป็นการฉีดยาจำนวนน้อยมาก ไม่เกิน 0.3 มิลลิลิตร เข้าไปในชั้นหนังแท้ (Dermis) ซึ่งอยู่ใต้หนังกำพร้า วิธีนี้ใช้สำหรับทดสอบว่าผู้ป่วยแพ้ยานั้นหรือไม่ เช่น การทดสอบภูมิแพ้ของร่างกายต่อยาเพนนิซิลลิน (Penicillin test) ยาต้านพิษบาดทะยัก (Tetanus antitoxin test) เป็นต้น หรือใช้ในการทดสอบภูมิต้านทานวัฯโรค (Tuberculin test หรือ Purified protein derivative test = PPD) หรือทดสอบโรคภูมิแพ้ (Allergic disease) หรือให้ภูมิคุ้มกันโรค หรือฉีดยาชาเฉพาะที่ นิยมฉีดที่ท้องแขน การฉีดต้องให้เป็นตุ้มนูนเล็กๆ (Wheal) ควรทำเครื่องหมายเพื่ออ่านผลใน 24-48 ชั่วโมง
    • การหยดยาเข้าทางหลอดเลือดดำ (Infusion via intravenous drip = Vdrip) เป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับการให้ยาที่มีจำนวนมากๆ และต้องให้ยาเป็นระยะเวลานานๆ หรือเพื่อรักษาหลอดเลือดไว้สำหรับให้สารน้ำหรืออาหารทดแทนในผู้ป่วยที่รับประทานไม่ได้
  3. การให้ยาเฉพาะที่ (Topical application) ยาที่ให้เฉพาะที่ นิยมใช้ในรูปขี้ผึ้ง ครีม โลชั่น ยาน้ำ ยาผง ยาพวกนี้มักเป็นยาที่ใช้ภายนอก ดังนี้
    • ใช้ทา เช่น Prednisil cream, Whitfield’s ointment เป็นต้น
    • ใช้ถูนวด เช่น Analgesic cream, Mobilat เป็นต้น
    • ใช้หยอด เช่น Silmecetin eye drop, Sofradex, Bactacin ear solution เป็นต้น วิธีใช้ยาหยอดตา ล้างมือให้สะอาด เขย่าขวดยา ให้ผู้ป่วยนอนหรือนั่งแหงนหน้ามองขึ้นข้างบน ใช้มือดึงหนังตาล่างให้เป็นกระพุ้ง หยอดยาตามจำนวนหยดลงไป ระวังอย่าให้หลอดหยดแตะกับตาหรือเปลือกตา ให้ผู้ป่วยหลับตาพร้อมทั้งใช้มือกดหัวตาไว้ประมาณ 1-2 นาที ซับส่วนที่เกินออก หากจำเป็นต้องหยอดยาตาหลายชนิดในช่วงเวลาเดียวกัน ให้เว้นช่วงระยะเวลา 5 นาที เพื่อให้ยาแต่ละชนิดออกฤทธิ์ได้ดี วิธีใช้ยาหยอดหู ล้างมือและทำความสะอาดใบหูด้วยผ้าชุบน้ำ เช็ดให้แก้ง กำขวดยาไว้ในอุ้งมือ 2-3 นาที เพื่อปรับอุณหภูมิให้ใกล้เคียงกับร่างกาย เอียงหูหรือนอนตะแคง ให้หูข้างที่จะหยอดอยู่ด้านบน ดูดยาและหยอดยาตามจำนวนหยด ดึงใบหูเบาๆ เพื่อให้ยาไหลลงหูได้สะดวก เอียงหูข้างนั้นไว้ 2-3 นาที หรือใช้สำลีอุดหูไว้ 5 นาที หากต้องการหยอดหูทั้ง 2 ข้าง ให้ทำซ้ำเหมือนเดิม วิธีหยอดจมูก ให้ผู้ป่วยสั่งน้ำมูกเบาๆ และใช้กระดาษเช็ดภายในจมูก ล้างมือให้สะอาด ให้ผู้ป่วยแหงนคอไปด้านหลังให้มากที่สุด หรือนอนราบบนเตียง เงยหน้าขึ้น หยอดยาลงในรูจมูก ระวังอย่าให้ปลายหลอดแตะจมูก แล้วให้ผู้ป่วยก้มศีรษะมาทางด้านหน้าและหมุนซ้ายขวาไปมาช้าๆ ประมาณ 2-3 นาที
    • ใช้พ่น เช่น Beconase, Ventolin inhaler เป็นต้น วิธีพ่นยาทางจมูก ให้ผู้ป่วยสั่งน้ำมูกเบาๆ และใช้กระดาษเช็ดภายในจมูก ล้างมือให้สะอาด ให้ผู้ป่วยแหงนหน้าขึ้นเพียงเล็กน้อย ให้หลอดพ่นสัมผัสปลายจมูกแล้วพ่นยาลงในรูจมูก วีธีใช้ยาสูดพ่นทางปาก เปิดฝาขวดแล้วเขย่าขวดยา ให้ผู้ป่วยหายใจออกทางปากมากที่สุด อมปลายกระบอกยาและหุบปากให้สนิท ใช้นิ้วกดก้นหลอดยาลงให้สุด พร้อมกับหายใจเข้าลึกๆ อย่างช้าๆ ดึงกระบอกพ่นออกจากปาก หุบปากกลั้นหายใจให้นานที่สุดอย่างน้อย 10 วินาที หากต้องการพ่นอีกครั้งให้เว้นระยะห่างอย่างน้อย 1 นาที
    • ใช้ป้าย เช่น Chlor-pyrad, Ophthalmic ointment, Gentian violet, X-Z-G เป็นต้น วิธีใช้ยาป้ายตา บ้างมือให้สะอาด ให้ผู้ป่วยนอนหรือนั่งแหงนหน้ามองขึ้นข้างบน ให้มือดึงหนังตาล่างให้เป็นกระพุ้ง บีบยาลงในกระพุ้งตา โดยเริ่มจากหัวตา ระวังอย่าให้ปลายหลอดแตะกับตาหรือเปลือกตา กะพริบตาเบาๆ ประมาณ 1-2 นาที หรือใช้นิ้วมือคลึงเบาๆ เช็ดยาส่วนเกินออก หากจำเป็นต้องใช้ยาป้ายร่วมกับยาหยอดตา ให้ใช้ยาหยอดตาก่อนยาป้ายตาประมาณ 5 นาที
    • ใช้กลั้วปากและคอ เช่น Special mouth wash, Xylocaine viscous, Mycostatin oral suspension เป็นต้น
    • ใช้เช็ดแผล เช่น Alcohol 70%, Hydrogen peroxide, Providine iodine เป็นต้น
  4. การให้ยาทางทวารหนัก (Suppositories) และทางช่องคลอด หรือเรียกว่า ยาเหน็บ ซึ่งมีลักษณะคล้ายยาเม็ดรับประทานแต่มีขนาดใหญ่กว่า การเหน็บยามักจะเหน็บก่อนเข้านอน เพื่อป้องกันยาไหลออกมาเปรอะเปื้อนเสื้อผ้า

    ยาเหน็บทวารหนัก มักนิ่มเหลว สอดเข้าทวารหนักยาก ดังนั้นก่อนใช้ควรแช่แท่งยาพร้อมทั้งกระดาษตะกั่วที่หุ้มในน้ำแข็ง เมื่อยาแข็งแล้วจึงฉีกกระดาษตะกั่วออกแล้วสอดเข้าทางทวารหนักให้ลึกประมาณ 1-1 1/2นิ้ว วิธีใช้ยาเหน็บทวารหนักล้างมือให้สะอาด แกะกระดาษห่อยาออก ให้ผู้ป่วยนอนตะแคง เหยียดขาข้างที่นอนทับออก และงอเข่าข้างที่อยู่ข้างบน ค่อยๆ สอดยาเข้าทวารหนักให้ลึกจนสุดเม็ดยาที่สอด นอนในท่าเดิมประมาณ 15 นาที เพื่อให้ยาละลายหมด และไม่หลุดออกมา หากยาเหน็บนิ่มหรือไม่คงรูป ควรแช่ยาในตู้เย็นช่องธรรมดา เพื่อให้ยาคงรูปแข็ง

    ยาเหน็บทางช่องคลอด ค่อนข้างแข็ง จึงควรชุบน้ำก่อนสอดเข้าช่องคลอด และควรควรเหน็บให้ลึกประมาณ 1-1 1/2นิ้ว วิธีใช้ยาเหน็บช่องคลอดล้างมือให้สะอาด แกะกระดาษห่อยาออก ปัสสาวะก่อนให้เรียบร้อย จุ้มยาลงในน้ำสะอาดให้พอเปียกหมาดๆ นอนหงายชันเข่าและค่อยๆ สอดยาเข้าช่องคลอดให้ลึกที่สุด นอนพักสักครู่ เพื่อให้ยาละลายหมด ยาอาจเปื้อนกางเกงในได้

  5. การใช้ยาอมใต้ลิ้น (Sublingual, SL) หรือบริเวณกระพุ้งแก้ม การให้ยาโดยวิธีนี้ยาจะดูดซึมได้ดีทางเยื่อบุ (Mucous membrane) ภายในช่องปากเข้าสู่กระแสเลือดได้รวดเร็วกว่าการรับประทาน แต่การให้ยาโดยวิธีนี้ใช้ได้กับยาเพียงบางชนิดเท่านั้นเนื่องจากคุณสมบัติทางเคมีของยา เช่น Nitroglycerin (NTG), Isordil (ชนิด 5 มิลลิกรัม สำหรับอมใต้ลิ้น), Methyltestosterone เป็นต้นยาเม็ดสำหรับอมใต้ลิ้นเพื่อรักษาอาการเจ็บหน้าอก (Chest pain) อมทันทีที่มีอาการ ไม่เคี้ยวหรือกลืนยาหรือกลืนน้ำลายขณะอมยา เมื่ออมยาเม็ดแรกแล้วอาการไม่ดีขึ้น ให้อมยาเม็ดที่ 2 ป้องกันอาการล่วงหน้าได้ 5-10 นาที ก่อนประกอบกิจกรรมที่คาดว่าจะทำให้มีอาการเจ็บหน้าอก
  6. การใช้ยาชนิดแผ่นปิดผิวหนัง เพื่อรักษาอาการเจ็บหน้าอก (Chest pain) ควรปิดแผ่นยาเวลาเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ อย่ารอให้มีอาการก่อนแล้วค่อยปิด เพราะจะได้ผลช้า วิธีใช้ยาแผ่นปิดผิวหนัง ล้างมือให้สะอาดและเช็ดให้แห้งก่อนใช้ยา ติดแผ่นยาในบริเวณที่มีขนน้อยและแห้ง เช่น ท้องแขนหรือใต้ราวนม เป็นต้น อย่าปิดยาบริเวณที่มีรอยแผลหรือรอยพับ ควรปิดแผ่นยาเพียงวันละ 12-14 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการดื้อยาในรายที่ใช้ยาติดต่อกันเป็นเวลานาน ทั้งนี้ควรดึงแผ่นยาออกในเวลากลางคืน
  7. การสูดดม (Inhalation) ยาที่ใช้จะเป็นประเภทสารระเหย หรือเป็นยาน้ำ การให้ยาโดยวิธีนี้ให้โดยการพ่นเป็นฝอยเข้าในโพรงจมูก เช่น ยาขยายหลอดลมทาง Hudson’s nebulizer เป็นต้น ยาจะออกฤทธิ์เร็วและออกฤทธิ์เฉพาะแห่ง ซึ่งวิธีนี้อาจมีข้อเสีย เพราะวิธีการให้และการเก็บรักษายาไม่สะดวก ปริมาณยาที่ได้ไม่แน่นอน และทำให้เกิดการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจได้ง่าย

หากคุณเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์และอยากอ่านเกี่ยวกับหัวข้อนี้เพิ่มเติม สามารถสนับสนุนผู้แต่ง รองศาสตราจารย์ปราณี ทู้ไพเราะ ได้โดยการซื้อหนังสือ “คู่มือยา (Handbook of Drugs)”

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่