Doctor men
เขียนโดย
พ.ญ. สุเนตรา นิตยวรรธนะ แพทย์เฉพาะทางสาขาตจวิทยา (ผิวหนัง)

ลมพิษคืออะไร?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 362,830 คน

ลมพิษ เป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่หลั่งสารก่อให้เกิดอาการแพ้ หรือเกิดอาการคัน สารนี้มีชื่อว่า ฮีสตามีน (Histamine) ซึ่งทำให้หลอดเลือดขยายตัว มีน้ำรั่วออกจากหลอดเลือด ทำให้ผู้ป่วยมีผื่นลักษณะ บวม แดง ไม่มีขุย และคัน  ผื่นลมพิษจะขึ้นอยู่ไม่นานเกิน 24 ชั่วโมง และจะยุบหายไปโดยไม่ทิ้งรอยดำให้เห็น แต่อาจจะขึ้นๆ ยุบๆ และกระจายไปได้หลายตำแหน่ง นานหลายวัน หลายสัปดาห์

ในคนไข้บางรายอาจขึ้นได้นานเป็นปีๆ เนื่องจากสารฮีสตามีนออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย อาจทำให้มีอาการบวม แพ้ ในระบบภายในอื่นนอกเหนือจากที่ผิวหนังได้ เช่น ทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ ทำให้คนบางรายอาจมีอาการแสดง เช่น ริมฝีปากบวม เปลือกตาบวมปิดทั้ง 2 ข้าง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง แน่นหน้าอก หอบหืด หายใจมีเสียงดัง

โดยปกติลมพิษจะพบบ่อยในช่วงวัยผู้ใหญ่ ส่วนในวัยทารกจะพบได้น้อยมาก เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันพัฒนาไม่เต็มที่ และมีความเสี่ยงในการพบสารที่ก่อให้เกิดการแพ้น้อยกว่า แต่ต้องระมัดระวังและรีบรักษา เนื่องจากทางเดินหายใจยังมีขนาดเล็ก ถ้าเกิดการบวมอวัยวะภายในจะเป็นอันตรายได้

ชนิดของลมพิษ

ลมพิษแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

  1. ชนิดเฉียบพลัน มีผื่นมาไม่เกิน 6 สัปดาห์ สาเหตุมักเกิดจากสิ่งกระตุ้นชัดเจน อาหาร ยา การติดเชื้อบางอย่าง
  2. ชนิดเรื้อรัง มีผื่นมานานกว่า 6 สัปดาห์ ส่วนใหญ่ไม่พบสาเหตุกระตุ้น ต้องมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่นๆ เพิ่มเติม

สาเหตุของลมพิษ

ผื่นลมพิษสามารถเกิดได้จากสาเหตุดังต่อไปนี้

  1. ยา มีรายงานการพบผื่นลมพิษในผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ยาในกลุ่มแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) และยาปฏิชีวนะ โดยมักจะเกิดในช่วง 24-48 ชั่วโมงหลังจากรับประทานยาดังกล่าว สำหรับยาแก้ปวดกลุ่มมอร์ฟีนอาจทำให้เกิดผื่นลมพิษได้ เนื่องจากยาในกลุ่มนี้สามารถกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวปล่อยสารฮีสตามีนโดยตรง 
  2. อาหาร เช่น อาหารทะเล สีผสมอาหาร สารกันเสีย ของหมักดอง
  3. การติดเชื้อบางชนิด เช่น แบคทีเรีย ไวรัส พยาธิ เชื้อรา
  4. โรคร่วมอื่นๆ เช่น โรคแพ้ภูมิตนเอง ไทรอยด์
  5. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น การตั้งครรภ์ หลังคลอดบุตร ซึ่งไม่เป็นอันตราย และมักจะดีขึ้นเมื่อฮอร์โมนเริ่มกลับสู่ปกติ
  6. ปัจจัยทางกายภาพ เช่น อากาศร้อนจัด เย็นจัด การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในร่างกาย เช่น การออกกำลังกาย การอาบน้ำ การกดทับ รัด
  7. ปฎิกิริยาจากพิษแมลงกัดต่อย ในผู้ป่วยรางรายอาจเกิดผื่นลมพิษได้จากการโดนแมลงกัดต่อย เช่น ผึ้ง ต่อ แตน ในรายที่มีอาการรุนแรงสามารถพบว่ามีริมฝีปากบวม เปลือกตาบวม แน่นหน้าอก ร่วมด้วย
  8. สารเคมีบางชนิด เช่น ยาง (Latex) พืช
  9. มะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

การวินิจฉัยลมพิษ

นอกจากการซักประวัติเพื่อหาสาเหตุตามข้างต้นแล้ว ในผู้ป่วยกลุ่มลมพิษเรื้อรังอาจจำเป็นต้องเจาะเลือดเพื่อคัดกรองสาเหตุ เช่น ไทรอยด์ แพ้ภูมิตัวอง หรือตรวจหาการติดเชื้อซ่อนเร้น เช่น ฝันผุ ตกขาวผิดปกติในผู้หญิง

เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์

หากเป็นลมพิษแล้วมีอาการต่อไปนี้ ไม่ควรปล่อยไว้ ควรเดินทางไปพบแพทย์

  1. เป็นผื่นลมพิษที่รับประทานยาแก้แพ้แล้วอาการไม่ดีขึ้น
  2. เป็นผื่นติดต่อกันนานเกิน 6 สัปดาห์
  3. มีอาการรุนแรง เช่น เหนื่อย แน่นหน้าอก ปวดท้อง หน้ามืด
  4. ลมพิษในทารก ควรไปพบแพทย์ทันที
  5. ลมพิษในหญิงตั้งครรภ์ เพราะผื่นในหญิงตั้งครรภ์บางอย่างมีอันตรายถึงทารก และอาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อ เช่น ผื่นไวรัสซิก้า ผื่นคันจากทางเดินน้ำดีอุดตัน ดังนั้นควรไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง จะต้องได้รับการซักประวัติ ตรวจร่างกาย เพื่อแยกโรคกลุ่มผื่นผิวหนังอักเสบที่คล้ายลมพิษชนิดพียูพีพีพี PUPPP (Pruritic Urticarial Papules and Plaques of Pregnancy) โดยทั้งลมพิษและผื่น PUPPP จะไม่มีอันตรายต่อทารกในครรภ์ แต่สาเหตุและการพยากรณ์โรคจะแตกต่างกัน โดยลักษณะอาการของ PUPPP มักจะพบในไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะครรภ์แฝด ผู้ป่วยจะมีผื่นลักษณะคล้ายลมพิษ มีอาการคันมาก ผื่นมักจะขึ้นรอบๆ บริเวณท้อง ต้นขา และพบการกลับเป็นซ้ำได้ในการตั้งครรภ์ครั้งถัดไป

การรักษาลมพิษ

ลมพิษสามารถรักษาได้ด้วยวิธีต่อไปนี้

  1. หาสาเหตุและหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น ผู้ป่วยกลุ่มที่พบสาเหตุและถ้าแก้ไขสาเหตุดังกล่าวได้ จะทำให้อาการลมพิษดีขึ้นได้เร็วกว่า เมื่อเทียบกับกลุ่มที่หาสาเหตุไม่พบ
  2. รับประทานยาต้านฮิสตามีน (Anti-histamine) หรือยาแก้แพ้ ยาต้านนี้มีหลายกลุ่ม ทั้งแบบออกฤทธิ์สั้น ออกฤทธิ์ยาว บางตัวรับประทานแล้วเกิดอาการง่วงซึม อีกทั้งการตอบสนองของผู้ป่วยแต่ละคนแตกต่างกันไป บางรายใช้ยาเพียงตัวเดียว บางรายอาจจำเป็นต้องใช้ยาต้านฮิสตามีนร่วมกับยากลุ่มอื่นเพื่อควบคุมอาการ เช่น ยาต้านฮีสตามีนตัวที่ 2 (H2-Antihistamine) ที่นำมาใช้รักษาโรคกระเพาะอาหาร ยาสเตียรอยด์ ยาฉีดชีววัตถุ (Biologic drugs)
  3. ยากลุ่มอิพิเนฟริน (Epinephrine) ในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการเกี่ยวกับเยื่อบุในร่างกาย เช่น ปากบวม ตาบวม เหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก หายใจติดขัด หน้ามืด แพทย์อาจพิจารณาให้มียาตัวนี้ติดตัวและฉีดทันทีเมื่ออาการกำเริบรุนแรง

ข้อควรปฏิบัติในผู้ป่วยลมพิษ

ผู้ที่เป็นลมพิษควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

  1. พยายามสังเกตอาการและหาปัจจัยกระตุ้น แล้วควรหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นนั้นๆ
  2. รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยลมพิษเรื้อรัง การรับประทานยาสม่ำเสมอ ตรงเวลา จะช่วยควบคุมอาการได้ดีกว่าการรับประทานยาเมื่อผื่นขึ้น และในผู้ป่วยกลุ่มนี้การรักษาอาจนานเป็นเดือนหรือนานหลายปี ควรให้แพทย์เป็นผู้ปรับลดหรือเพิ่มยาตามแต่ละอาการ ไม่ควรหยุดยาเองแม้ว่าอาการจะดีขึ้น
  3. ในกรณีผู้ป่วยลมพิษที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากอุณหภูมิเป็นตัวกระตุ้น การอาบน้ำ อยู่ในที่ที่อากาศไม่ร้อนจัดจนเกินไป สามารถช่วยบรรเทาอาการคันได้อีกทางหนึ่ง การเช็ดด้วยน้ำเกลือหรือแอลกอฮอล์เพื่อลดอาการคันเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำ เนื่องจากการเช็ดดังกล่าวจะทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น ผิวแห้งลง และเป็นสาเหตุของผิวหนังอักเสบตามมาได้

ที่มาของข้อมูล

Sewon Kang, Masayuki Amagai, Anna L. Bruckner, Alexander H. Enk, David J. Margolis, Amy J. McMichael, Jeffrey S. Orringer, Fitzpatrick’s Dermatology 9th edition, 27 April 2018.

Matz H, Orion E, Wolf R., Pruritic urticarial papules and plaques of pregnancy: polymorphic eruption of pregnancy (PUPPP) (https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/16487883), March-April 2006.

ศ. พญ. กนกวลัย กุลทนันทน์, โรคลมพิษ (http://www.dst.or.th)

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

ผื่นขึ้นที่ขา ตุ่มใหญ่ๆ เรียกว่าลมพิษรึเปล่าครับ แล้วมีวิธีรักษาอย่างไร
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
ลมพิษขึ้นตามตัวบ่อยๆ ควรทำอย่างไร
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
ผื่นคันขึ้นเฉพาะที่(ต้นแขน)เกิดจากอะไรคับ เป็นมา5เดือนแล้วคับไป รพ. หมอบอกว่าแพ้สบู่ ซึ่งก็ยังไม่ดีขึ้น
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
ลมพิษจะรักษายังไงให้หายขาดคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป