ความรู้สุขภาพ

การตรวจไขมันในเลือด บอกโรคได้ !

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 11 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,067,516 คน

การตรวจไขมันในเลือด บอกโรคได้ !

อาหารไขมัน ฟังเพียงชื่อแล้วดูน่ารังเกียจ ในความเป็นจริงนั้น ไขมันนับเป็นสารอาหารจำเป็น อาหารประเภทไขมัน เมื่อถูกร่างกายย่อยสลายให้เล็กลง จนถึงขนาดเป็นโมเลกุลเล็กที่สุดนั้น จะถูกเรียก “Fatty acid” หรือ กรดไขมัน

กรดไขมัน มีความจำเป็นที่ร่างกายจะต้องได้จากการกินเข้าไปเท่านั้นและร่างกายจำเป็นต้องมีใช้เพื่อประโยชน์มากมายนับตั้เงเต่เป็นวัตถุดิบสร้างผนังเซลล์ของทุกๆเซลล์ทั่วร่างกาย  กรดไขมันจึงถูกเรียกให้ชัดเจนว่า “Essential Fatty Acid” หรือกรดไขมันจำเป็นเป็นการบอกให้ชัดว่า ขาดไม่ได้

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

Lipid Profile

คำแนะนำ ต้องงดอาหารก่อนเจาะเลือดอย่างน้อย 8 ชั่วโมง

วัตถุประสงค์

  • เพื่อต้องการทราบค่าของ องค์ประกอบที่สำคัญของไขมันทุกตัวในกระแสเลือด(lipid = ไขมัน)
  • การได้ทราบค่าระดับไขมันทุกชนิดในเลือดที่ผิดปกติแต่เนิ่น ย่อมช่วยให้มีโอกาสที่จะแก้ไข เยียวยา หรือรักษา ให้ไขมันลดลงมาสู่ระดับปกติได้ทันท่วงที ทั้งนี้ ย่อมจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary artery disease, CAD) โรคลมปัจจุบันหรือโรคอุบัติเหตุขาดเลือดในสมอง (cerebrovascular accident, CVA)

หมายเหตุ

coronary            =          มงกุฎ, รูปร่างมงกุฎ
Artery                =          หลอดเลือด
Cerebro            =          สมอง
Vascular            =          เส้นเลือด

คำอธิบายอย่างสรุป

1. ตามตำราโดยทั่วไปคำว่า Lipid Profile จะประกอบด้วยการวัดค่าไขมัน 5 ตัว คือ 1) total cholesterol (TC) 2) triglycerides (TG) 3) HDL-c 4) LDL-c 5)VLDL

2. ตามแบบฟอร์มใบตรวจเลือดของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ท่านต้องการทราบผลของไขมันในเลือดเฉพาะที่สำคัญสำคัญเพียง 4 ตัว

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

4. โดยเหตุผลข้างต้น เฉพาะตรงจุดนี้ คำว่า Lipid Profile จึงยังไม่มีค่าปกติใดๆ ให้ต้องพิจารณา  เมื่อได้กล่าวถึงไขมัน อันเป็นองค์ประกอบครบถ้วนทั้ง 4 ตัวแล้วจึงจะกล่าวถึง Lipid Profile (ต่อ) อย่างสรุปในหน้า 255 ต่อไป อีกครั้งหนึ่ง

Cholesterol

วัตถุประสงค์

  • เพื่อจะทราบว่า สารคล้ายไขมัน ซึ่งไหลเวียนในเลือดที่มีชื่อคอเลสเตอรอล ว่าอาจมีบทบาทในการมีส่วนร่วมทำให้หลอดเลือดอาจอุดตันทั้งที่หัวใจ สมอง และแหล่งอื่นๆ ทั่วร่างนั้น มีค่าอยู่ในระดับใด หรือสูง-ต่ำ กว่าเกณฑ์ปกติหรือไม่ เพียงใด?

คำอธิบายโดยสรุป

1. คำว่า Cholesterol เป็นคำนามเฉพาะที่เกิดจากการประสมคำโดยนักวิจัยชาวฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1769 ซึ่งพบว่า นิ่วในถุงน้ำดี (gallstone) นั้นประกอบด้วย สารเคมีอันมีชื่อตรงกับคำในภาษากรีก กล่าวคือ

Chole               =                      bile (น้ำดีจากตับ)
Stereos            =                      solid (ของแข็ง)
Ol                     =                      (suffix) แสดงว่าแอลกอฮอลล์

โดยการวิจัยต่อมา ก็ทราบว่าคอเลสเตอรอลนั้น เป็นสารตั้งต้นของน้ำดีหรือกรดน้ำดีและหากน้ำดีอยู่ในถุงน้ำดีจนมีความเข้มข้นมากขึ้นๆ ก็จะตกผลึกจับตัวกันแข็งกลายเป็นนิ่วในถุงน้ำดี ซึ่งก็คือ เปลี่ยนสภาวะมาเป็นของแข็งได้ ตามรากศัพท์ของชื่อที่ได้ตั้งขึ้นมา

2. แม้ว่า คอเลสเตอรอลจะถูกจัดว่าอยู่ใน Lipid Profile (กลุ่มสารไขมันในเลือด) แต่ในความเป็นจริงแล้ว คอเลสเตอรอล เป็นสารคล้ายไขมันแต่มิใช่ไขมันแท้จริง เพราะไม่มีค่าพลังงาน (ไขมัน หรือ fat ทั่วไป จะมีค่าพลังงานประมาณ = 9 แคลอรีต่อกรัม) แต่คอเลสเตอรอลไม่มีค่าเป็นแคลอรี

3. คอเลสเตอรอล เป็นสารลักษณะขี้ผึ้ง (waxy substance) ที่ร่างกายจำเป็นต้องมี เพราะมนุษย์จำเป็นต้องใช้คอเลสเตอรอลในการดำรงชีวิตอย่างเป็นปกติสุขด้วยการใช้คอเลสเตอรอล ในบทบาทต่างๆ ดังนี้

  • เป็นองค์ประกอบของเยื่อผนังห่อหุ้มเซลล์ทุกเซลล์ทั่วร่างกาย(ซึ่งประมาณ 100 ล้านล้านเซลล์)เพื่อสร้างคุณสมบัติความไหลลื่น (fluidity) สะดวกต่อการผ่านเข้า-ออกเซลล์ของสารอาหารวิตามินและแร่ธาตุ ฯลฯ
  • เป็นวัตถุดิบให้ร่างกายผลิตน้ำดี (bile) เพื่อใช้ในการย่อยอาหารประเภทไขมัน รวมทั้งช่วยการดูดซึมวิตามินที่อะไรอยู่ในไขมันซึ่งได้แก่วิตามิน เอ ดี อี และ เค สำหรับร่างกายที่จะใช้ประโยชน์จากวิตามินเหล่านี้ต่อไป
  • เป็นสารเริ่มต้น (precursor) หรือเป็นวัตถุดิบให้ร่างกายใช้สังเคราะห์วิตามิน ดี ขึ้นมาใช้ กล่าวอย่างสั้นที่สุดก็คือเมื่อร่างกายถูกแสงแดด (ด้วยความตั้งใจหรือมิตั้งใจก็ตาม) จะทำให้แสงแดดช่วยสังเคราะห์คอเลสเตอรอลที่อยู่บริเวณใต้ผิวหนังสร้างวิตามิน ดี ขึ้นมา (โดยไม่ต้องซื้อไปวิตามิน ดี จากน้ำมันตับปลามากิน) ผลที่ได้ก็คือ
    • คอเลสเตอรอลแล้วจำนวนหนึ่ง (เมื่อถูกแดด) ย่อมลดลงเพราะถูกนำไปใช้ผลิตวิตามินดี
    • ได้วิตามิน ดี มาใช้ฟรีๆ เพื่อช่วยร่างกายในการสะสมแคลเซียมอันเป็นการปกป้องโรคกระดูกพรุนโดยวิธีธรรมชาติที่สุดและประหยัดที่สุด

โดยเหตุเช่นนี้ท่านผู้อ่านที่เป็นหนุ่มโสดก็ขอได้โปรดพิจารณาเลือกตัดสินใจด้วยตัวท่านเองระหว่างสาวขาวผ่อง (ไร้รอยฝ้าแดดใดๆ) ซึ่งอาจเป็นโรคกระดูกลีบหรือกระดูกพรุนในอนาคตกับสาวขาวเผือด (ฝ่าแดดสู้ฝนมาตามธรรมชาติ) ซึ่งจะมาเป็นแม่ที่มีกระดูกแข็งแกร่งให้กับลูกของคุณในอนาคต 

  • คลอเรสเตอรอลซึ่งเป็นสารสเตอรอยด์ (steroid) อยู่แล้วจึงถูกร่างกายนำไปใช้ผลิตสเตอรอยด์ฮอร์โมน (steroid hormones)ซึ่งร่างกายจำเป็นต้องใช้อย่างกว้างขวาง เช่น ฮอร์โมนในชื่อต่างๆดังนี้
    • Cortisol และ aldosterone สำหรับต่อมอะดรินัล (ต่อมหมวกไต) ในการควบคุมอารมณ์ ควบคุมโซเดียม
    • testosterone และ estrogen ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศ (ของชายและหญิง) ช่วยให้ร่างกายคึกคัก กระชุ่มกระชวย เพิ่มอารมณ์ทางเพศทั้งชายเเละหญิง โดยเหตุนี้ การกินยาลดคลอเรสเตอรอลใดๆจึงมีผลโดยตรงต่อการลดฮอร์โมนเทสทอสเตอโรน (testosterone) สำหรับท่านชาย หรือฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen) สำหรับท่านหญิง

เมื่อฮอร์โมนเพศของท่านผู้อ่านลดลง หรือหดหายไป ผมคงไม่ต้องบอกผลบั้นปลายให้ต้องสะเทือนใจว่า มันจะกระทบต่ออวัยวะใด

  • บทบาทที่สำคัญยิ่งอีกอย่างหนึ่งของคอเรสเตอรอล ก็คือ เป็นฉนวนปกป้องห่อหุ้มเส้นใยประสาท  (to insulate nerve fibres) เพื่อให้การสื่อประสาทเป็นไปโดยฉับไวถูกต้องตรงเป้าหมายไม่ผิดเพี้ยนไม่ลัดวงจรก็เพราะเส้นใย ประสาททุกเส้นจะถูกห่อหุ้มด้วย "ไมลีน ชีธ" (myelin sheath) ที่ผลิตด้วยคอเลสเตอรอลเสมือนเป็นฉนวนสายไฟฟ้านั่นเอง 

ผมอยากจะเปรียบเทียบว่าเส้นใหญ่ประสาทก็เหมือนสายไฟฟ้าอันเป็นวงจรในอุปกรณ์เครื่องมือสื่อสารหากไม่มีฉนวนหุ้มหรือมีแต่หากชำรุดก็ย่อมจะเกิดการลัดวงจร (short-circuit) ทำให้อุปกรณ์สื่อสารนั้นทำงานติดขาดหรือทำงานไม่ได้สมบูรณ์ตามแบบที่ได้ออกแบบไว้ทั้งนี้ในสมองมนุษย์หรือสมองของสัตว์ เช่น หมูจึงเต็มไปด้วยเส้นใยประสาท สำหรับเป็นวงจรให้เซลล์สื่อประสาท (neuron) วิ่งไปมาระหว่างจุดเชื่อมต่อประสาท (synapse) เพื่อการรับรู้ เช่นการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น ฯลฯ เพื่อการเคลื่อนไหว เช่น การใช้นิ้วมือ ใช้แขน ใช้ขา ฯลฯ เพื่อการจดจำ เช่น การจำสถานที่ จำตัวบุคคล จำตัวเลข จำประสบการณ์ ฯลฯ ตลอดจนเพื่อการคิดและจินตนาการ เช่น ความคิดริเริ่ม ความคิดบริหารจัดการ ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดในงานวิจัยค้นคว้าฯลฯ

ทั้งนี้ทุกกระบวนการ ย่อมหมายถึงว่าเซลล์สื่อประสาท (neuron) ทุกเซลล์ต้องวิ่งไปตามเส้นใยประสาท อย่างถูกต้อง ฉับไว และแม่นยำ มิฉะนั้นอาจจะเกิดอาการจมูกรับกลิ่นไม่ได้ อาการมือสั่น อาการเดินเซ การจำชื่อคนหรือจำเบอร์โทรศัพท์ไม่ได้ หรือจำทางกลับบ้านไม่ถูก อาการไร้ความคิดสร้างสรรค์อาการเกิดความท้อแท้สิ้นหวัง ฯลฯ

ความสมบูรณ์แบบส่วนหนึ่งของวงจรเส้นใยประสาท ก็คือการมี "myelin sheath " เป็นฉนวนหุ้มที่ทำจากคอเลสเตอรอลซึ่งไม่ชำรุดบกพร่องหรือสรุปว่าต้องมีอย่างสมบูรณ์ครบถ้วน

โดยเหตุนี้เหนือมันสมองของมนุษย์หรือหมูจึงเต็มไปด้วยคอเลสเตอรอลในที่นี้ใคร่จะขอยกตัวเลขมาแสดงให้เห็นดังนี้

เนื้ออวัยวะหมู

(3 ออนซ์ ประมาณ 100 กรัม)

คอเรสเตอรอล

(มก.)

มันสมอง

เนื้อแดง

1,866

62

 

 

ผมเองก็เคยชอบต้มยำสมองหมู (จากร้านฝีมือดีหลังกระทรวงกลาโหมฝั่งตรงข้ามกับคลองหลอด) อร่อยอย่าบอกใครทีเดียว แต่เมื่อได้ศึกษาค้นคว้าจนเห็นตัวเลขชัดเจนอย่างนี้แล้วก็ต้องเตือนตัวเองว่าอย่าได้ตามใจปาก !

สำหรับในร่างกายมนุษย์จะพบว่ามีคอเลสเตอรอลอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่งและทุกอวัยวะ ปรากฏตัวเลขในตารางดังนี้

แหล่งคอเลสเตอรอล ของมนุษย์ (ร่างกายหนักประมาณ 70 กิโลกรัม)

 

เนื้อเยื้อ / อวัยวะ

คอเลสเตอรอล จำนวน(กรัม)

ทั่วร่างกาย (เปอร์เซ็นต์)

มันสมอง, ระบบประสาท

ในเนื้อเยื้อ, ของเหลวกล้ามเนื้อ

ผิวหนัง

เลือด

ไขกระดูก

ตับ

หัวใจ, ปลอด, ไต, ม้าม

ช่องทางเดินอาหาร

ต่อมอะดรินอล

กระดูกโครงสร้าง

ต่อมอื่นๆ

32.0

31.3

30.0

12.6

10.8

7.5

5.1

5.0

3.8

1.2

0.7

0.2

23

22

21

9

8

5

4

4

3

1

-

-

รวมทั้งร่างกาย

140.2

100

 

หมายเหตุ ค่าคอเลสเตอรอลจากเลือด คือ จุดเดียวที่ตรวจง่ายที่สุด

เมื่อได้เห็นตัวเลขอันชัดแจ้งเช่นนี้แล้วก็คงจะเป็นที่เข้าใจกันว่าคอเลสเตอรอลนั้นเป็นสารประกอบชีวเคมีที่ร่างกายจำเป็นต้องมีใช้ตลอดทุกอวัยวะสำคัญสำหรับทุกระบบของร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในมันสมองและระบบประสาท

ท่านผู้ใดที่ชอบอวดตัวเลขค่าคอเลสเตอรอลของตนเองกับใครใครว่าต่ำมากๆจากค่าปกตินั้นก็ขอได้โปรดวินิจฉัยเอาเองก็แล้วกันว่าถูกหรือไม่เพียงใด (โดยเฉพาะท่านที่ใช้ยาลดคอเลสเตอรอล)

แต่ค่าคอเลสเตอรอลที่สูงกว่าปกติขึ้นขึ้นไปมากๆนั้นก็ย่อมแน่นอนว่าไม่ใช่ของดีเพราะอาจทำให้หลอดเลือดอุดตันได้

4. โดยเหตุที่คอเลสเตอรอลมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตตามที่กล่าวถึงในข้อที่ผ่านมา ฉะนั้น ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชุดทุกชนิด รวมทั้งมนุษย์จึงถูกตรวจพบความเสี่ยงที่ยืนยันได้ว่าอวัยวะสำคัญของร่างกายจะผลิตหรือสามารถสังเคราะห์คอเลสเตอรอลขึ้นมาใช้ได้เองหรือส่งต่อให้อวัยวะอื่นใช้ประโยชน์ต่อไปก็ได้ ตัวอย่างของอวัยวะที่สามารถผลิตคอเลสเตอรอล ได้แก่ ตับ ลำไส้เล็ก ต่อมอะดรินัล สมองแม้แต่รก (placenta)ในครรภ์ของมารดาที่อุ้มท้อง ก็สามารถผลิตคอเลสเตอรอลสำหรับใช้สร้างฮอร์โมนเพศเพื่อรักษาทารกในครรภ์มีให้แท้งก่อนกำหนดคลอด

มีตัวเลขโดยประมาณว่าจำนวนคอเลสเตอรอลที่ใช้หมุนเวียนซึ่งเกิดขึ้นจากการผลิตเองของร่างกาย บวกด้วยการบริโภคจากอาหาร กับลบด้วยจำนวนที่ใช้จ่ายไปหมดของแต่ละบุคคลในแต่ละวันก็คือจำนวนที่เหลือหมุนเวียนเท่ากับ 1100 มิลลิกรัมในจำนวนนี้มาจากอาหาร (ด้วยการบริโภค) เพียงประมาณวันละ 200 ถึง 300 มิลลิกรัมเท่านั้นหรือแปลว่าคอเรสเตอรอลมาจากอาหารต่อวันไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์

5. คอเลสเตอรอลอาจถูกใช้ให้สิ้นเปลืองไปอันจะเป็นการลดระดับลงพร้อมด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการกว้างๆ อย่างอื่นประกอบด้วย ดังนี้

  • ถูกใช้ในงานตามหน้าที่ของอวัยวะต่างๆตามที่กล่าวแล้ว
  • ถูกตับนำไปผลิตเป็นน้ำดี (bile) ส่งออกทางท่อน้ำดีเข้าสู่ลำไส้เล็ก เพื่อใช้ในการย่อยอาหารไขมัน แต่ในการนี้ลำไส้เล็กเอง ก็กลับดูดซึม (reabsorbed) คอเลสเตอรอลเหล่านั้นที่อยู่ในรูปนี้ดีกลับคืนมาถึง 92-97 เปอร์เซ็นต์ แปลว่า หายไปเพียง 3-8 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเอง

โดยเหตุนี้เองหาก อาหารในลำไส้เล็ก เต็มไปด้วยสารเส้นใย (fibre) ที่มาจากพืช เช่น ผัก ผลไม้ ก็ย่อมจะทำให้ลำไส้เล็กหมดโอกาสดูดซึมกลับเพราะสารเส้นใยมันจะดูดซับคอเลสเตอรอลพาเอาออกไปทิ้งพร้อมกับกากอาหารหรืออุจจาระทำให้ค่าระดับคอเลสเตอรอลลดลงอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด

  • วิธีการที่จะไม่เพิ่มค่าคอเลสเตอรอลจากอาหารให้แก่ร่างกายก็มีหลักการจำและเตือนตนเองอย่างกว้างกว้างดังนี้
    • อาหารได้ที่ขึ้นมาจากดินโดยตรง เช่น พืช ผัก ผลไม้ กะทิ ทุเรียนแม้แต่น้ำมันที่คั้นออกมาจากพืชออกมาได้ เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว น้ำมันถั่ว น้ำมันมะกอก จะไม่มีค่าของคอเลสเตอรอลอยู่ในตัวของอาหารนั้น แต่มีข้อยกเว้นในเรื่องน้ำมันและกะทิที่จะกล่าวถึงภายหลัง
    • อาหารได้ที่ได้จากตัวสัตว์หรือกำเนิดมาจากสัตว์ก่อนจะส่งต่อมาถึงปากมนุษย์จะมีค่าคอเลสเตอรอลแฝงอยู่ด้วยเสมอทั้งสิ้น เช่น เนื้อสัตว์ น้ำมันจากเนื้อสัตว์ ไข่ นมวัว แม้แต่นมพร่องมันเนยก็มีจำนวนคอเลสเตอรอล 10 มิลลิกรัมต่อแก้ว ( 8 ออนซ์) หรือโยเกิร์ตก็มี 15 มิลลิกรัมต่อถ้วย รวมทั้งเนย (จากนม) ก็มี 30 มิลลิกรัมต่อ 1 ช้อนโต๊ะ แต่เนย (จากถั่ว) จะมีจำนวนคอเลสเตอรอล 0 มิลลิกรัม
    • อย่างไรก็ตามประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงที่ร่างกายนั้นมีกลไกในการสังเคราะห์หรือผลิต

คอเลสเตอรอลขึ้นมาใช้เองได้จากอาหารทั่วไปที่ไม่มีค่าคอเลสเตอรอลคนสวยรอเลยก็ได้ แม้แต่จากอาหารที่มีต้นกำเนิดขึ้นมาจากดิน เช่น พืช ผัก ผลไม้และการผลิตค่อยชะลอของร่างกายก็ไม่ได้ผลิตเพียงเท่าที่จำเป็นเท่านั้นเนื่องจากไม่มีกลไกในการยับยั้งแต่ มีกลไกในการดึงเอา 2 อะตอมของคาร์บอนในรูปอะซิเตต ที่เรียกว่า "2-carbon acetate" จากอาหารทั่วไปมาสร้างคอเลสเตอรอลได้เสมอ

เงื่อนไขที่ร่างกายผลิตคอเลสเตอรอลขึ้นเองเกินความจำเป็นมักเกิดจากปัจจัยดังนี้

  1. กินอาหารมากเกินความจำเป็น (in-take calories in excess of our body’s requirement)
  2. อาหารนั้นมาเป็นน้ำตามปริมาณมาก เป็นไขมันอิ่มตัว (saturated fat) รวมทั้งเป็นไขมันจากเนื้อสัตว์และไขมันทรานส์ (trans fat)
  3. ความเครียด ความวิตกกังวลจะทำให้ต่อมอะดรินัล สร้างฮอร์โมนบังคับให้ร่างกายผลิตคอเลสโตรอลขึ้นมาเตรียมการเกิดความจำเป็นหรือมากเกินความจำเป็น
  • คอเลสเตอรอลในเลือด อาจจะถูกชักนำโดยการขนส่งพาไปถูกทำละ ทำลายหรือพาไปให้เพิ่มจำนวนก็ได้ ทั้งนี้เครื่องมือขนส่งนั้นลอยอยู่ในกระแสเลือด ที่มีชื่อว่า “ไลโบโปรตีน” (lipoprotein)

Lipo                 =                      lipid คือ ไขมัน
Protein              =                      สารอาหารโปรตีน

สรุปว่า lipoprotein คือสารประกอบของโปรตีน ผสมกับไขมันซึ่งมีบทบาทอาจช่วยขนส่งคอเลสเตอรอล พาให้ลอยไปในกระแสเลือดได้เนื่องจากคอเลสเตอรอลหรือลอยตัวเองในเลือดไม่ได้ จึงต้องอาศัย lipoprotein เกาะเกี่ยวช่วยให้รอยในกระแสเลือดได้ เปรียบเสมือนเป็น “พาหนะขนส่ง” ให้กับคอเลสเตอรอล

ตัว lipoprotein ซึ่งเกิดจากส่วนผสมของไขมันและโปรตีนนั้นหาชนิดและมีอัตราส่วนไขมันมาก แต่โปรตีนน้อย ก็เรียกว่าเป็น “ไลโบโปรตีน ความหนาแน่นต่ำ” นั้นคือ “low density lipoprotein” เรียกย่อๆว่าLDL  แต่หากชนิดใดมีอัตราส่วนของไขมันน้อย แต่โปรตีนมาก (เฉพาะโปรตีนมีเนื้อแน่นกว่าไขมัน) ก็เรียกไลโบโปรตีนชนิดนั้นว่า “ไลโบโปรตีนความหนาแน่นสูง” นั่นคือ “high density lipoprotein” เรียกย่อๆว่า HDL

เฉพาะไลโบโปรตีนที่สำคัญซึ่งสมควรเอ่ยถึงให้รู้จักชื่อไว้ก่อนเรียงลำดับจากความหนาแน่นต่ำ ที่สุด ไปสู่ความหนาแน่นสูง จำนวน 4 ตัวได้แก่ 1) chylomicron 2) VLDL (ย่อมาจาก very low density lipoprotein) 3) LDL 4) HDL

คอเลสเตอรอลที่เกาะ LDL หรือเรียกสั้นๆ ว่า LDL-Cholesterol หรือ LDL-c นั้น จะมีบทบาทช่วยกัน ชักพาขนส่งคอเลสเตอรอลจากตับออกไปแจกจ่ายจนทั่วร่างกาย LDL จึงถือว่าเป็น ตัววายร้าย ที่ไปเพิ่มค่าคอเลสเตอรอลในร่างกายให้สูงขึ้น

แต่คอเลสเตอรอลที่จับเกาะกับ HDL ซึ่งถูกเรียกว่า HDL-c นั้นจะมีบทบาทตรงกันข้ามกับ LDL-cd กล่าวคือ มันจะพากันจับคอเลสเตอรอลทั่วร่างกาย กลับคืนไปให้ตับทำลาย (โดยผลิตเป็นน้ำดี) ฉะนั้น HDLจะถือว่าเป็น ตัวพระเอก เพราะมันจะช่วยให้คอเลสเตอรอลทั่วร่างกายมีค่าลดลง

ฉะนั้น HDL เพิ่มมากขึ้นเท่าใด ก็คาดหวังได้ว่าในไม่ช้า ค่าคอเลสเตอรอลรวมจะลดลงได้มากเท่านั้น

วิธีการเพิ่มจะขอนำไปอรรถาธิบายในหัวข้อ HDL

6. โดยที่คอเลสเตอรอลจะลอยตัวอยู่เดี่ยวๆในกระแสเลือดไม่ได้มันจำเป็นต้องเกาะเกี่ยวหรือบรรทุกอยู่ในไลโบโปรตีนชนิดใดชนิดหนึ่งเสมอ ฉะนั้นการหาค่าคอเลสเตอรอลรวม (total cholesterol) จึงได้มาจากสูตรว่า

Total C              =          HDL-c + LDL-c+VLDL-c

ไคโลไมครอน ไม่นำมาคำนวณ เพราะมันทำงานในเลือดเป็นครั้งคราวไม่ต่อเนื่องเหมือนระบบโปรตีนทั่วไป

แต่การหาค่า VLDL จากเลือด ยากกว่าการหาค่า triglyceride ทั้งนี้ โดยตัวเลขจากประสบการณ์ทางการแพทย์ พบว่า

VLDL   มัก                    =                        triglyceride
                                    =                      20 %  triglyceride

โดยเหตุนี้ Total cholesterol ในปัจจุบันนี้ จึงสามารถคำนวณได้จากสูตร

Total C              =          HDL + LDL + 20 % triglyceride

ค่าปกติของ Cholesterol

  1. ให้ยึดถือตามข้าที่ระบุไว้ในใบรายงานแสดงผลเลือด (ถ้ามี) 
  2. ค่าปกติทั่วไป

ผู้ใหญ่ / ผู้สูงอายุ             cholesterol :     < 200 mg/dL
เด็ก                               cholesterol :     120  -  200 mg/dL

ค่าผิดปกติ

1. ในทางน้อย อาจแสดงผลว่า

  • ค่าคอเรสเตอรอลต่ำที่คนทั่วไปมักชอบ มีศัพท์แพทย์เรียกเป็นการเฉพาะว่า “hypocholesterolemia” แต่ก็หาแสดงว่าเกิด สภาวะทุโภชนา (malnutrition) ก็ได้
  • อาจมีเซลล์ตับอักเสบ (Hepatitis)
  • อาจเกิดปัญหาท่อในถุงน้ำดีอุดตัน
  • อาจเกิดสภาวะโรคไต (Nephrotic syndrome)
  • อาจเกิดสภาวะดีซ่านจากถุงน้ำดีอุดตัน (Obstructive jaundice) ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงที่ตายแล้วถูกตับทิ้งออกทางท่อถุงน้ำดีไม่ได้ จึงทำให้ค่า bilirubin ในเลือดสูงขึ้น มีผลต่อเนื่องทำให้เกิดอาการตัวเหลือง ตาเหลือง นั่นคือ อาการดีซ่าน แต่ขณะเดียวกัน คอเลสเตอรอลก็มีค่าสูงขึ้นในกระแสเลือดเพราะทิ้งออกไม่ได้เช่นกัน
  • อาจเกิดโรคตับอ่อนอักเสบ จึงอาจผลิตเอนไซม์ย่อยอาหารไขมันและโปรตีนไม่ได้

คำแนะนำเพิ่มเติม

  1. ค่า Total cholesterol ตัวเดียว อาจไม่ใช่ตัวบ่งชี้ที่แม่นยำในการวินิจฉัยสุขภาพ
  2. เมื่อจะเจ็บตัวจากการเจาะเลือดคราวใด ก็สมควรจะได้ตรวจให้ครบ Lipid Profile คือเพิ่มเติมด้วย HDL, LDL และ triglyceride ทุกครั้งจะดีกว่า

หากคุณเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์และอยากอ่านเกี่ยวกับหัวข้อนี้เพิ่มเติม สามารถสนับสนุนผู้แต่ง (พลเอกประสาร เปรมะสกุล) ได้โดยการซื้อหนังสือ (คู่มือแปลผลการตรวจเลือด)

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่