ภูมิแพ้

รู้จัก "โรคภูมิแพ้" กับวิธีดูแลรักษาป้องกันอย่างถูกต้อง

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
รู้จัก "โรคภูมิแพ้" กับวิธีดูแลรักษาป้องกันอย่างถูกต้อง

โรคภูมิแพ้ โรคที่มักสร้างความรำคาญใจให้กับใครหลายคน เพราะใครที่เป็นภูมิแพ้ก็มักจะมีอาการจาม คัดจมูก น้ำมูกไหล คันในจมูกและเกิดเยื่อบุอักเสบ สำหรับสิ่งที่ต้องใส่ใจต่อโรคชนิดนี้ก็คือ การรู้จักรักษาป้องกันด้วยวิธีที่ถูกต้อง เพราะมิเช่นนั้นก็อาจทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ชนิดเรื้อรังต่อไป ด้วยเหตุนี้ สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นภูมิแพ้เป็นประจำ นับว่าได้เวลาแล้วที่คุณควรหันมาใส่ใจถึงสาเหตุ อาการและวิธีป้องกันรักษาอย่างถูกต้อง โดยมีรายละเอียดให้คุณได้ติดตามทั้งหมดดังนี้

โรคภูมิแพ้อากาศ

การแพ้อากาศ คือการที่เยื่อบุจมูกเกิดการอักเสบและทำให้บวมจนส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจาม คัดจมูก คันจมูก มีน้ำมูกไหล และนอกจากนั้นอาจจะมีอาการทางเยื่อบุจมูกอักเสบร่วมด้วย โดยสามารถก่อให้เกิดไซนัสอักเสบ หรือคออักเสบตามมา ในส่วนของเยื่อบุจมูกอักเสบมีการพบว่ามีสาเหตุการเกิดมาจากโรคภูมิแพ้ที่ผู้คนเป็นกันส่วนใหญ่ ซึ่งก็เกิดจากโรคภูมิแพ้นั่นเอง

กลไกของการเกิดโรคภูมิแพ้

เมื่อใดที่ร่างกายของคนเราได้รับสารภูมิแพ้ก็จะเกิดการกระตุ้นทำให้ร่างกายสร้างภูมิชนิด IgE ซึ่งภูมินี้จะเข้าไปกระตุ้น Mast cell ซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ทำให้ร่างกายมีการหลั่งสารเคมีหลากชนิดออกมา ไม่ว่าจะเป็น histamine หรือ prostaglandin ซึ่งสารเหล่านี้จะทำให้เกิดอาการคัดจมูกและน้ำมูกไหล

ผลกระทบจากโรคภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย

ถึงแม้ว่าโรคภูมิแพ้จะไม่ก่อให้เกิดผลเสียถึงแก่ชีวิต แต่การเกิดปฏิกิริยาของโรคภูมิแพ้ขั้นรุนแรงก็อาจทำให้เกิด anaphylaxis และนอกจากนั้นอาจจะพบโรคแทรกซ้อนต่างๆ ขึ้น เช่น โรคไซนัสอักเสบ โรคหอบหืด โรคหูชั้นกลางอักเสบ และโรคผิวหนังอักเสบ ในส่วนของการมีโรคแทรกซ้อนอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการหนักมากยิ่งขึ้น ดังนั้น หากผู้ป่วยมีอาการคัดจมูกเรื้อรังก็ควรระวังเรื่องโรคแทรกซ้อนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ยังมีคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ไปจากเดิมอีกด้วย เนื่องจากฤทธิ์ยาจะทำให้มีอาการง่วงนอนอยู่ตลอดเวลา จนมีผลกระทบกับการเรียนหรือทำงานในที่สุด

 

อาการของโรคภูมิแพ้

  1. สำหรับอาการของการเป็นโรคภูมิแพ้นั้น โดยส่วนใหญ่มักจะเริ่มเกิดเมื่อผู้ป่วยมีอายุประมาณ 20 ปี แต่ทั้งนี้ก็มีผู้ป่วยบางรายที่เริ่มเป็นโรคภูมิแพ้เมื่อตอนอายุยังน้อย และเป็นมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเข้าสู่วัยหนุ่มสาว
  2. อาการภูมิแพ้นั้นจะเป็นทั้งปี หรือบางทีก็อาจจะเป็นเฉพาะฤดู หรือบางครั้งก็เป็นทั้งสองแบบผสมกัน อาการภูมิแพ้นั้นจะเป็นทั้งวัน หรือเป็นเฉพาะเมื่อเจอเหตุการณ์ที่พิเศษ ดังนั้นการเป็นคนช่างสังเกต พยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิด เช่น หลีกเลี่ยงฝุ่นละออง ขนสัตว์หรือเกสรดอกไม้ ฯลฯ ก็จะทำให้ป้องกันได้ทัน
  3. เมื่อมีอาการภูมิแพ้มักจะมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหลจาม อีกทั้งในบางรายอาจมีอาการเคืองตาและน้ำตาไหล

ปัจจัยที่มีส่วนกระตุ้นทำให้เกิดโรคภูมิแพ้

ปัจจัยที่กระตุ้นทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ ได้แก่ ฝุ่นละออง ไรฝุ่น ขนสัตว์ และเกสรดอกไม้ เป็นต้น นอกจากนี้ อาการของโรคภูมิแพ้ยังสามารถจะเป็นได้หนักมากขึ้น หากผู้ป่วยได้รับการกระตุ้นจากกลิ่น เช่น ควันบุหรี่ หรือกลิ่นเหม็นฉุนต่างๆ ที่เป็นกลิ่นแรงๆ

การตอบสนองต่อการรักษา

  1. หากตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาแก้แพ้อย่าง antihistamine แล้วทำให้เกิดผลดี ก็จะช่วยในการวินิจฉัยโรคได้
  2. หากตอบสนองต่อยาประเภทพ่นจมูกอย่าง steroid ก็แสดงว่าเกิดอาการภูมิแพ้เช่นกัน

การหาโรคแทรกซ้อน

  1. ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้นั้นมักจะมีโรคแทรกซ้อน เช่น โรคผิวหนังอักเสบ และโรคหอบหืด หากไม่ควบคุมอาการของโรคก็อาจจะทำให้เป็นโรคหอบหืดหรือโรคผิวหนังอักเสบแบบกำเริบได้
  2. ผู้ป่วยจะมีโรคไซนัสอักเสบ มีอาการของหูชั้นกลางอักเสบ โรคนอนกรน ฟันกร่อนที่เกิดจากการนอนกัดฟัน และโรคริดสีดวงจมูก ดังนั้น ผู้ป่วยจึงควรเข้พบแพทย์เพื่อหาโรคแทรกซ้อนดังกล่าว
  3. มีโรคหลากหลายชนิดที่จะทำให้เกิดอาการแพ้ หนึ่งในนั้นก็คือ โรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยนั่นเอง

ลักษณะของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้

  1. ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้จะมีขอบตาดำ เนื่องจากการขยายของเส้นเลือดรอบดวงตา
  2. มีรอยขวางในส่วนของปลายจมูก เพราะผู้ป่วยมักจะมีอาการคันจมูกบ่อยๆ จึงทำให้เกิดการขยี้จมูกอยู่ตลอดเวลา
  3. เยื่อบุจมูกจะมีลักษณะบวมแดง บางคนอาจจะมีสีซีดหรือสีม่วงคล้ำ
  4. ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ลักษณะของน้ำมูกจะใส หากน้ำมูกข้างเดียวมีสีเหมือนหนองก็อาจจะเป็นโรคไซนัสอักเสบ
  5. มีอาการอักเสบของหูจนแก้วหูอาจทะลุและทำให้การได้ยินของผู้ป่วยเป็นไปไม่ค่อยชัดเจนนัก

วิธีการรักษาโรคภูมิแพ้

  1. หากอาการไม่หนัก เป็นนานๆ ครั้ง ไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยยา แต่แนะนำให้พยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดภูมิแพ้
  2. หากอาการหนักในระดับปานกลางหรือเป็นบ่อยก็ควรรักษาด้วยยาแก้แพ้แบบรับประทาน หรือใช้ยาพ่น steroid สำหรับผู้ใหญ่ และสำหรับเด็กนั้นใช้ยาพ่นแบบ mast cell
  3. หากอาการถึงขั้นรุนแรง ก็ต้องเริ่มต้นรักษาด้วยการใช้ยาพ่น steroid และหากอาการหนักมากขึ้นกว่าเดิมก็ควรรับประทานยา prednisolone

ทราบถึงข้อมูลเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้กันไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับผู้ที่ยังไม่เป็นโรคภูมิแพ้ก็อย่าลืมที่จะป้องกันตัวเองให้พ้นจากโรคดังกล่าวให้ดีกันด้วย ส่วนผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ก็ต้องรู้จักการรักษาที่ถูกวิธีพร้อมหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ก่อให้เกิดโรค ทั้งนี้ก็เพื่อให้อาการของโรคดีขึ้นจนคุณสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้ดีดังเดิม

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่