มะเร็งและโรคร้าย

ไข้ไทฟอยด์หรือไข้รากสาดน้อย สาเหตุ อาการและวิธีรักษาโรค

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
Istock 610787044 m

ไข้ไทฟอยด์ (typhoid fever) หรือไข้รากสาดน้อย เป็นอีกหนึ่งโรคที่ก่อให้เกิดความเจ็บป่วยและเสียชีวิตในประเทศกำลังพัฒนา แต่สามารถพบได้น้อยในประเทศอุตสาหกรรมหรือประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งในปีพุทธศักราช 2558 พบว่าในประเทศไทยมีผู้ป่วยติดเชื้อไข้ไทฟอยด์ถึง 1,585 คน แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต โดยจังหวัดที่มีอัตราป่วยของไข้ไทฟอยด์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ นราธิวาส แม่ฮ่องสอน บึงกาฬ นครศรีธรรมราช และเชียงใหม่ เมื่อพิจารณาแยกตามภาคแล้ว พบว่าภาคใต้เป็นภาคที่มีอัตราการติดเชื้อสูงมากที่สุด

สาเหตุของไข้ไทฟอยด์

ไข้ไทฟอยด์เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Salmonella typhi รวมถึงอีกหนึ่งเชื้อโรคในสกุลเดียวกัน คือ Salmonella paratyphi ซึ่งเชื้อทั้งสองชนิดนี้สามารถก่อโรคติดเชื้อในทางเดินอาหาร โดยเชื้อโรคอาจแพร่กระจายจากผู้ป่วยผ่านทางอุจจาระ ซึ่งอาจจะปนเปื้อนมาในอาหารรวมถึงน้ำดื่ม นอกจากนี้การขับถ่ายของเสียที่ไม่ถูกสุขอนามัย เช่น การขับถ่ายลงแหล่งน้ำ หรือการทิ้งของเสียและสิ่งปฏิกูลลงแหล่งน้ำ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อได้เช่นเดียวกัน

ความเสี่ยงของการติดเชื้อไข้ไทฟอยด์

[caption id="" align="aligncenter" width="450"] พื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค[/caption]

ในปัจจุบันการรณรงค์เรื่องการรักษาสุขอนามัย โดยเฉพาะเรื่องความสะอาดของอาหารและการขับถ่าย จะทำให้อัตราการเกิดไข้ไทฟอยด์ลงลง แต่ในบางสถานการณ์อาจทำให้ความเสี่ยงของการติดเชื้อเพิ่มขึ้นได้ เช่น

  • การอยู่อาศัยหรือเดินทางไปยังสถานที่ที่มีการระบาด
  • การทำงานในสถานรักษาพยาบาล
  • การทำงานในห้องปฏิบัติการที่อาจได้รับการสัมผัสกับเชื้อโรค
  • มีคนในครอบครัวป่วยเป็นไข้ไทฟอยด์ อาจทำให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อในครอบครัวได้

การก่อโรคของไข้ไทฟอยด์

ช่องทางการติดต่อที่สำคัญของไข้ไทฟอยด์ คือ การรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อก่อโรค เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว ก็จะผ่านไปตามทางเดินอาหารส่วนต่าง ๆ โดยทั่วไปเชื้อโรคส่วนใหญ่ทั้งชนิดก่อโรคและไม่ก่อโรค มักจะถูกทำลายหรือทำให้หมดฤทธิ์จากกรดในกระเพาะอาหาร น้ำย่อย และเอนไซม์ต่าง ๆ แต่เชื้อก่อโรคไทฟอยด์สามารถทนทานต่อสิ่งเหล่านี้ได้

เมื่อเชื้อรอดพ้นจากการทำลายที่กระเพาะอาหาร ก็จะเคลื่อนที่ไปยังลำไส้เล็กในส่วนปลาย และสามารถผ่านเยื่อบุของลำไส้เล็กเข้าไปเจริญภายในผนังด้านใน ในบริเวณนี้เชื้อไข้ไทฟอยด์ก็จะถูกเม็ดเลือดขาวจับกิน แต่เชื้อสามารถทนทานต่อการถูกทำลายโดยเม็ดเลือดขาวได้ จึงทำให้เม็ดเลือดขาวที่มีเชื้อโรคอยู่ภายในนี้ สามารถกลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อไข้ไทฟอยด์ไปตามอวัยวะต่าง ๆ ผ่านทางท่อน้ำเหลือง เช่น ต่อมน้ำเหลือง ม้าม ไข้สันหลัง และตับ

เมื่อเชื้อไทฟอยด์กระจายไปตามอวัยวะต่าง ๆ แล้ว ก็จะมีการแบ่งตัวและเพิ่มจำนวนเป็นจำนวนมาก ซึ่งเชื้อโรคเหล่านี้ก็จะเดินทางเข้าสู่กระแสโลหิต ซึ่งอาจเดินทางเข้าสู่ถึงน้ำดี และถูกขับออกมาที่ทางเดินอาหารพร้อมกับน้ำดี โดยเชื้ออาจจะถูกขับออกมาพร้อมกับการถ่ายอุจจาระ ซึ่งจะแพร่กระจายเชื้อไปสู่บุคคลอื่น หรือเชื้ออาจจะเดินทางเข้าสู่ระบบน้ำเหลือง และกระจายไปตามอวัยวะต่าง ๆ ซ้ำอีกครั้งก็ได้

อาการของไข้ไทฟอยด์

หลักจากที่ผู้ป่วยได้รับเชื้อ ก็จะเข้าสู่ระยะฟักตัวของเชื้อโรค โดยไข้ไทฟอยด์จะมีระยะฟักตัวในร่างกายอยู่ที่ประมาณ 3 ถึง 21 วัน เมื่อพ้นระยะฟักตัวแล้ว ก็จะเริ่มเข้าสู่ระยะที่มีอาการแสดงของโรค โดยอาการเริ่มแรกและถือว่าเป็นอาการเด่นของการติดเชื้อไทฟอยด์ คือ ไข้

ไข้ในไทฟอยด์นั้นจะค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้นในแต่ละวัน โดยอุณหภูมิร่างกายอาจจะลดลงได้ในตอนเช้า จากนั้นก็จะค่อย ๆ สูงขึ้นอีก ไข้อาจสูงได้ถึง 39 – 40 องศาเซลเซียส โดยไข้จะเริ่มสูงคงที่หลังจากมีอาการมาแล้วประมาณ 7 วัน นอกจากนี้ยังสามารถพบว่าผู้ป่วยอาจมีภาวะจับสั่น มีเหงื่อออก เหนื่อยล้า ปวดศีรษะ ไอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รวมถึงอาการเบื่ออาหาร นอกจากนี้ผู้ป่วยประมาณ 1 ใน 4 อาจมีภาวะเลือดกำเดาไหลได้

ในช่วงสัปดาห์แรกจนถึงสัปดาห์ที่สอง

ผลการตรวจร่างกาย (physical examination) ผู้ป่วยอาจมีภาวะหัวใจเต้นช้า (bradycardia) รวมถึงอาจพบว่ามีผื่นแดงนูนหรือผื่นแดงราบเกิดขึ้น ลักษณะผื่นจะใหญ่ประมาณ 2 ถึง 4 มิลลิเมตร และมักจะพบผื่นได้ไม่เกิน 5 ตำแหน่ง โดยทั่วไปแล้วผื่นที่เกิดขึ้นมักจะหายไปเองภายใน 2 ถึง 5 วัน สำหรับผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการในช่วงสัปดาห์แรก อาจพบว่ามีภาวะเม็ดเลือดขาวชนิด eosinophils ต่ำลง อีกทั้งยังสามารถพบเชื้อ S. Typhi ได้จากการเพาะเชื้อจากเลือดของผู้ป่วย

ในช่วงสัปดาห์ที่สาม

ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา อาจพบว่าผู้ป่วยบางรายมีอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้บ่อย และเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไข้ไทฟอยด์ คือ ภาวะเลือดออกในลำไส้ และภาวะลำไล้เล็กส่วนปลายทะลุ นอกจากนี้ยังสามารถพบอาการแทรกซ้อนได้ในอวัยวะหลาย ๆ ระบบ เช่น

  • การติดเชื้อเยื่อหุ้มหัวใจและกล้ามเนื้อหัวใจ ส่งผลทำให้เยื่อหุ้มหัวใจและกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
  • ภาวะการอักเสบของเส้นประสาทส่วนปลาย ส่งผลทำให้แขนและขาอ่อนแรง
  • การติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมอง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการชัก คอแข็ง ซึ่งเพิ่มอัตราเสี่ยงของการเสียชีวิต รวมถึงอาจส่งผลทำให้เกิดความพิการขึ้นได้
  • อาจเกิดการติดเชื้อที่ทางเดินหายใจ ทำให้เกิดปอดอักเสบ
  • การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ อาจทำให้ปัสสาวะแสบขัดจากกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรืออาจเกิดกรวยไตอักเสบซึ่งมีอาการรุนแรงกว่าได้
  • เกิดฝีหนองตับ ม้าม รวมถึงอาจเกิดตับอ่อนอักเสบ
  • เกิดการติดเชื้อที่กระดูกและกล้ามเนื้อได้ด้วยเช่นกัน

ถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ อาการต่าง ๆ ก็จะดีขึ้น อาการไข้ก็จะหายได้เร็วขึ้นภายใน 3 ถึง 5 วันเท่านั้น แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาการไข้อาจเกิดขึ้นได้ 14 ถึง 28 วัน นอกจากนี้การได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ก็จะช่วยป้องกันไม่ได้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่จะเกิดตามมาได้ อัตราการเสียชีวิตลดลงเหลือเพียงไม่ถึงร้อยละ 1 จาก เมื่อเทียบกับการไม่ได้รับการรักษา ไข้ไทฟอยด์อาจทำให้ผู้ป่วยมีอัตราเสียชีวิตถึงร้อยละ 10 ถึง 20 ดังนั้น การพบแพทย์ให้เร็วที่สุดหลังจากเริ่มมีอาการที่น่าสงสัยว่าน่าจะเป็นไข้ไทฟอยด์ ก็จะช่วยลดอุบัติการณ์ของการเสียชีวิตลงได้

การวินิจฉัยไข้ไทฟอยด์

นอกเหนือจากการสังเกตอาการ รวมถึงการตรวจร่างกายแล้ว แพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยและยืนยันการติดเชื้อไข้ไทฟอยด์ได้จาก

  1. การเพาะเชื้อจากสารคัดหลั่งและเนื้อเยื่อจากตัวผู้ป่วย โดยการเพาะเชื้อจากไขกระดูกที่มักมีความแม่นยำสูง ซึ่งมีแนวโน้มตรวจพบเชื้อได้มากกว่าร้อยละ 90 แต่วิธีนี้อาจทำให้เกิดความเจ็บปวดแก่ตัวผู้ป่วย สำหรับการเพราะเชื้อจากเลือดนั้น อาจไม่เจ็บตัวเท่ากับการใช้ไขกระดูก แต่โอกาสที่จะพบเชื้อนั้นมีน้อยกว่า
  2. การตรวจหาเชื้อไทฟอยด์จากแอนติเจน (antigen) ซึ่งเป็นสารที่พบได้ในตัวเชื้อโรค และจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อ วิธีนี้เรียกว่า Widal Test เป็นวิธีที่ง่าย สะดวกและมีราคาไม่แพงมากนัก แต่มีข้อเสีย คือ ผลการตรวจไม่ค่อยมีความแน่นอน มีความผิดพลาดของการตรวจสูง
  3. การตรวจอื่น ๆ เช่น จำนวนเม็ดเลือดขาว การตรวจสภาวะการทำงานของตับ แม้ว่าค่าจากการตรวจเหล่านี้อาจผิดปกติเมื่อผู้ป่วยติดเชื้อไข้ไทฟอยด์ แต่อาจบอกผลการตรวจได้ไม่แม่นยำนัก เนื่องจากอาจมีภาวะอื่น ๆ ที่ส่งผลทำให้ค่าเหล่านี้ผิดปกติได้เช่นเดียวกัน

การรักษาไข้ไทฟอยด์

ในปัจจุบันนี้ความก้าวหน้าทางการแพทย์ รวมถึงการคิดค้นวิจัยยาชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อ ทำให้การรักษาไข้ไทฟอยด์นั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สำหรับยาปฎิชีวนะที่ใช้ส่วนใหญ่นั้น เป็นยาในกลุ่ม fluoroquinolones เช่น ciprofloxacin รวมถึงยาในกลุ่ม cephalosporin รุ่นที่สาม เช่น ceftriaxone สำหรับการรักษาในผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อน อย่างเช่นภาวะลำไส้เล็กทะลุ อาจจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันการติดเชื้อในช่องท้อง นอกจากการรักษาโดยใช้ยาปฏิชีวนะแล้ว ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาแบบประคับประคองควบคู่กันไปด้วย เช่น

  • การให้ยาลดไข้ในกรณีที่มีไข้สูง เช่น การใช้ยา paracetamol ทาน 500 มิลลิกรัม ทุก ๆ 4 ถึง 6 ชั่วโมง
  • การเช็ดตัวลดไข้ เพื่อช่วยลดอุณหภูมิของร่างกาย
  • การดื่มน้ำเกลือแร่ทดแทนในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะท้องเสีย หรืออาจเจียน
  • ถ้าผู้ป่วยมีภาวะท้องเสียและอาเจียนที่รุนแรง อาจให้สารน้ำทดแทนทางหลอดเลือดได้

วิธีป้องกันการติดเชื้อไข้ไทฟอยด์

แม้ว่าไข้ไทฟอยด์เป็นโรคที่สามารถรักษาหายได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ แต่ในบางครั้งอาการของโรคก็มีความรุนแรง รวมถึงมีภาวะแทรกซ้อนที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต เช่น ลำไส้ทะลุ การติดเชื้อในอวัยวะต่าง ๆ เช่น สมอง และหัวใจ โดยการป้องกันการติดเชื้อไข้ไทฟอยด์นั้น มีดังต่อไปนี้

  1. รักษาสุขอนามัยส่วนตัวให้สะอาด เช่น ล้างมือหลังจากการเข้าห้องน้ำ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ ดื่มน้ำที่สะอาด ควรล้างมือให้สะอาดก่อนการรับประทานอาหารทุกครั้ง ถ้าไม่สะดวกก็อาจพกเจลแอลกอฮอล์ล้างมือก็ได้
  2. ก่อนการปรุงอาหาร ควรล้างวัตถุดิบ เช่น ผักสด เนื้อสัตว์ ให้สะอาด เพื่อลดการปนเปื้อนของเชื้อที่อาจติดมากับวัตถุดิบ
  3. ช่วยกันรักษาความสะอาดของแหล่งน้ำ ไม่ทิ้งขยะ สิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ลงแม่น้ำ เพราะอาจจะทำให้เกิดการแพร่เชื้อในวงกว้างได้
  4. ในกรณีที่มีผู้ป่วยไข้ไทฟอยด์อาศัยอยู่ร่วมภายในบ้านเดียวกัน ควรระมัดระวังเรื่องสุขอนามัยส่วนตัวของผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น ควรซักเสื้อผ้าของผู้ป่วยด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค จัดสถานที่ขับถ่ายของผู้ป่วยให้สะอาดถูกสุขลักษณะ และไม่ควรให้ผู้ป่วยเป็นคนทำอาหาร เพราะอาจนำเชื่อโรคปนเปื้อนไปที่อาหารได้
  5. การฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไข้ไทฟอยด์ ซึ่งให้ผลในการป้องกันได้เพียงแค่ 2 ถึง 5 ปี ซึ่งระยะเวลาในการป้องกันโรคจะขึ้นกับชนิดของวัคซีนที่ได้รับ โดยวัคซีนมีทั้งชนิดฉีดและชนิดรับประทาน ซึ่งการใช้วัคซีนในประเทศไทยนั้น จะแนะนำให้กับเฉพาะผู้ที่ต้องการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาด ทำงานกับเชื้อโรค หรือต้องอยู่อาศัยกับผู้ป่วยติดเชื้อ
  6. สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาด มีคำแนะนำว่าก่อนการเดินทาง ควรฉีดวัคซีนล่วงหน้าอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ก็จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้

ไข้ไทฟอยด์เป็นโรคที่พบได้บ่อยในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีการติดต่อกันระหว่างคนผ่านทางแหล่งน้ำที่ไม่สะอาด หรืออาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยผู้ป่วยจะมีไข้ร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการท้องเสียได้ อีกทั้งผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างรวดเร็ว ก็จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงลดลง รวมถึงอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยยังลงลงอีกด้วย นอกจากนี้การรักษาสุขอนามัยส่วนตัว ถือว่าเป็นวิธีที่ช่วยป้องกันการเกิดไข้ไทฟอยด์ที่ดีที่สุด

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่