โรคเบาหวาน

ความหมายและชนิดของโรคเบาหวาน

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
Istock 688821366 %281%29
  1. 10.2.1 ความหมายของโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นที่รู้จักทั่วไปในวงการทางแพทย์มาตั้งแต่โบราณ ประมาณต้นคริสต์ศตวรรษนายแพทย์ชาวกรีก ชื่อ กาเลน (Galan) ได้บรรยายถึงโรคที่ทำให้ผู้ป่วยผอมลง ปัสสาวะบ่อย หิวบ่อย กินน้ำมากและถึงแก่ความตายภายหลังจากเป็นโรคไม่นานนัก ต่อมาแอรีเทียส (Aretaeus) นายแพทย์ชาวโรมัน ได้ตั้งชื่อโรคดังกล่าวตามอาการนี้ว่า “ไดอะบีตีส” (Diabetes) หมายถึง การที่ร่างกายขับน้ำหรือปัสสาวะออกมามากกว่าปกติ ต่อมานายแพทย์อวิเซนนา (Avicenna) ได้ให้คำจำกัดความของโรคนี้ว่า เป็นโรคที่มีปัสสาวะเป็นรสหวานเหมือนน้ำผึ้งและผู้ป่วยมักมีอาการอื่นร่วมด้วยเสมอ เช่น แผลอักเสบเรื้อรังหรือเป็นฝี ต่อมาได้มีผู้เติมคำว่า “เมลลิตัส” (Mellitus) ซึ่งเป็นภาษาละติน หมายถึง น้ำผึ้งต่อท้าย ดังนั้น โรคเบาหวาน (Diabetes mellitus) จึงหมายถึง โรคที่ปัสสาวะมีรสหวานเหมือนน้ำผึ้ง (วลัย, 2549) นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการหลายท่านได้อธิบายความหมายของโรคเบาหวานไว้ดังนี้

โรคเบาหวาน (Diabetes mellitus) หมายถึง การตรวจเลือดหลังอดอาหารนาน 12 ชั่วโมง (Fasting Plasma Glucose; FPG) พบระดับน้ำตาลในเลือด 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือเป็นผู้ป่วยเบาหวานที่เคยได้รับการวินิจฉัยมาก่อน และขณะนี้กำลังได้รับการรักษาด้วยยากินหรือยาฉีดลดน้ำตาลในเลือด (สำนักงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย, 2551)

โรคเบาหวาน (Diabetes mellitus) หมายถึง ภาวการณ์ไม่สมดุลของฮอร์โมนที่ชื่อว่า “อินซูลิน” ซึ่งมีหน้าที่นำน้ำตาลในเลือดเข้าสู่เซลล์ เพื่อเผาผลาญให้เกิดพลังงานในการทำกิจกรรมต่าง ๆ น้อยไม่พอกับความต้องการหรือมีไม่น้อย แต่ไม่สามารถออกฤทธิ์ต่อผนังเซลล์ได้เต็มที่ ผลทำให้น้ำตาลเข้าไปในเซลล์ไม่ได้ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ ซึ่งเป็นภาวะที่เป็นพิษต่อเนื้อเยื่อทั่วไปในร่างกาย (วันทนีย์, 2553)

โรคเบาหวาน (Diabetes mellitus) หมายถึง การมีระดับน้ำตาลสูงในเลือด เนื่องมาจากความบกพร่องในการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน หรือการขาดอินซูลินอย่างสมบูรณ์ อาการในระยะแรกก่อนการเป็นโรคเบาหวานมักจะเกิดจากที่เนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกายมีภาวะดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน (insulin resistance) ทำให้ไม่สามารถนำกลูโคสเข้าเซลล์เนื้อเยื่อ จึงมีกลูโคสอยู่ในกระแสเลือดสูงกว่าปกติ (อัญชลี, 2553)

ซึ่งในปัจจุบันองค์การอนามัยโลกได้ใช้เกณฑ์ในการวินิจฉัยโรคเบาหวาน คือ ถ้าตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดภายหลังการอดอาหารนานกว่า 8 ชั่วโมง ระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่า 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และผู้ป่วยมีอาการของโรคเบาหวาน ได้แก่ หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย น้ำหนักลด อ่อนเพลีย รับประทานมาก ตามัวและแผลหายช้า ให้ตัดสินว่าเป็นโรคเบาหวาน

10.2.2 ชนิดของโรคเบาหวาน

เดิมโรคเบาหวานที่สำคัญและเป็นที่รู้จักกันมี 2 ชนิด คือ เบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน (insulin dependent diabetes mellitus; IDDM) และเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน (noninsulin dependent diabetes mellitus; NIDDM) แต่ต่อมาได้ถูกยกเลิก เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานทั้งสองชนิดมีอาการที่ต้องใช้อินซูลินที่คล้ายคลึงกันในบางระยะเวลาของโรค ดังนั้นการใช้ปัจจัยเดียวของการพึ่งพาอินซูลินมากำหนดคำนิยามจึงไม่ชัดเจน จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2540 คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญโรคเบาหวานนานาชาติ ของสมาคมโรคเบาหวานสหรัฐอเมริกา (American Diabetes Association; ADA) ได้แบ่งชนิดของโรคเบาหวานได้ 4 ชนิด (อภิรักษ์, 2543) ดังนี้

10.2.2.1 โรคเบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1 diabetes; T1D)

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เป็นโรคที่เกิดจากความบกพร่องของภูมิคุ้มกันของร่างกายซึ่งทำให้มีการทำลายบีตาเซลล์ (-cell) ด้วยภูมิคุ้มกันของร่างกายเอง ผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้พบประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด สาเหตุเกิดจากบีตาเซลล์ของตับอ่อนถูกทำลาย ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากกลไก cellular mediated autoimmunity คือ ร่างกายมีการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านตับอ่อนของตนเอง จนทำให้การสร้างอินซูลินลดลง และนำไปสู่การขาดอินซูลินในที่สุด (American Diabetes, 2012) ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ต้องพึ่งพาการฉีดอินซูลินในการรักษาให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เดิมจึงเคยถูกเรียกว่า เบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน (insulinDependent diabetes mellitus; IDDM) เพื่อให้ร่างกายสามารถเผาผลาญน้ำตาลได้เป็นปกติ มิฉะนั้นร่างกายจะเผาผลาญไขมันจนทำให้ร่างกายผ่ายผอมอย่างรวดเร็ว และถ้ารุนแรงจะมีการคั่งของสารคีโตน (ketones) ซึ่งเป็นของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญไขมัน และเป็นพิษต่อระบบประสาททำให้ผู้ป่วยหมดสติและทำให้เสียชีวิตอย่างรวดเร็ว เรียกว่า ภาวะคั่งสารคิโตนหรือคิโตซิส (ketosis) ลักษณะเด่นที่พบในผู้ป่วยกลุ่มนี้ คือ

  1. ผู้ป่วยส่วนใหญ่อายุน้อยกว่า 20 ปี
  2. มีรูปร่างผอม
  3. น้ำหนักลด
  4. มีอาการของโรคเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และรุนแรง

10.2.2.2 โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 diabetes; T2D)

โรคเบาหวานชนิดนี้พบมากที่สุด ประมาณ 90-95 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด เกิดจากภาวะที่ตับอ่อนมีการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินลดลง (deficiency in insulin secretion) หรือการที่ร่างกายมีภาวะดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน (insulin resistance) ซึ่งมักพบว่าผู้ป่วยมีอาการจากทั้งสองสาเหตุร่วมกัน ชื่อเดิมเรียกว่า เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน (noninsulin dependent diabetes mellitus : NIDDM) มีลักษณะทางคลินิก ดังนี้

  1. ส่วนใหญ่อายุมากกว่า 30 ปี
  2. อาการเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือไม่มีอาการ
  3. มีรูปร่างอ้วน โรคอ้วนเป็นสาเหตุเริ่มต้นที่สำคัญที่ทำให้เกิดโรค T2D โดยพบว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ของผู้มีดัชนีมวลกาย (body mass index; BMI) มากกว่า 30 จะเป็นโรค T2D ทั้งนี้การมีเส้นรอบเอวมากกว่า 102 เซนติเมตรในผู้ชาย และมากกว่า 88 เซนติเมตรในผู้หญิง (ตามข้อกำหนดของสหรัฐอเมริกา) แสดงว่ามีการสะสมไขมันบริเวณหน้าท้องหรืออ้วนลงพุง (abdominal obesity) ซึ่งทำให้เกิดโรค T2D ได้ (อัญชลี, 2553)
  4. มักมีประวัติเบาหวานในครอบครัวชัดเจน (กัญญาณัฐ, ม.ป.ป.)

10.2.2.3 โรคเบาหวานชนิดอื่น ๆ (Other type of diabetes)

เบาหวานชนิดนี้เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ที่มีผลกระทบทำให้สมดุลของน้ำตาลกลูโคสผิดปกติ หรือทำให้การสร้างอินซูลินผิดปกติไป ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากการเกิดความผิดปกติที่อวัยวะที่สร้างอินซูลินอย่างตับอ่อน อาจพบร่วมกับผู้ป่วยที่เป็นโรคตับอ่อน โรคต่อมไร้ท่อ โรคที่เกิดจากยาและการใช้สารเคมี ความผิดปกติของอินซูลินหรือตับรับอินซูลินและโรคทางพันธุกรรมบางชนิด เป็นต้น (พัทธนันท์, 2555)

10.2.2.4 โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational diabetes mellitus; GDM)

คือ ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของคาร์โบไฮเดรตระดับรุนแรงที่เพิ่งเกิดขึ้น หรือเพิ่งตรวจพบในระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นภาวะที่ตรวจพบระดับน้ำตาลในเลือดสูงระหว่างตั้งครรภ์ สาเหตุเนื่องจากขณะตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงเมแทบอลิซึมของร่างกาย ทำให้มีการเพิ่มของฮอร์โมนที่ออกฤทธิ์ต้านอินซูลิน ทำให้เกิดภาวะดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน (insulin resistance) มากขึ้นในไตรมาสที่ 2 และ 3 ของการตั้งครรภ์ ส่งผลให้เกิดเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ในผู้ที่มีความเสี่ยงทางพันธุกรรมต่อการเกิดเบาหวาน

ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นในมารดาส่งผลให้ทารกในครรภ์ได้รับน้ำตาลมากเกินไปด้วย จึงทำให้มีน้ำหนักตัวมากอาจทำให้คลอดยาก ผู้ป่วยส่วนมากมักไม่มีอาการแสดง แต่อาจมีอาการปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ หิวบ่อย หรือพบการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะได้ ผู้ป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์เมื่อหลังจากคลอดแล้วระดับน้ำตาลในเลือดจะกลับสู่ปกติไม่เป็นเบาหวานต่อแต่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานชนิด T2D ในภายหลังได้ และเด็กทารกมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นในการเกิดภาวะโรคอ้วน และเบาหวานชนิด T2D เมื่อเป็นผู้ใหญ่ (DeBruyne, Pinna, and Whitney, 2012) หญิงตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดเบาหวานขณะตั้งครรภ์ คือ

  1. มีน้ำหนักเกิน หรืออ้วน
  2. มีอายุมากกว่า 35 ปี
  3. มีประวัติโรคเบาหวานในครอบครัว
  4. เคยมีประวัติเบาหวานขณะตั้งครรภ์ในอดีต
  5. เคยมีประวัติเกี่ยวกับการคลอดที่ผิดปกติ เช่น แท้ง ทารกตายขณะคลอด
  6. ตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ

หากมีความเสี่ยงสูงควรตรวจคัดกรอง glucose challenge test ตั้งแต่แรกฝากครรภ์ หากผลตรวจปกติให้ตรวจกรองขณะอายุครรภ์ 24-48 สัปดาห์ (กัญญาณัฐ, ม.ป.ป.)

ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จากหนังสือ "พื้นฐานโภชนบำบัด" โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อัจฉรา ดลวิทยาคุณ จากสำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่