การรักษาเบาหวานประเภทที่ 2

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ มิ.ย. 23, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที

การรักษาเบาหวานประเภทที่ 2 เกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่นเดียวกับการรักษาโดยวิธีทางการแพทย์

การรักษาเบาหวานประเภทที่ 2 อาศัยทั้งการดูแลตนเองของผู้ป่วย และการดูแลจากแพทย์หรือศูนย์สุขภาพที่เกี่ยวข้องโดยการรักษาเบาหวานประเภทที่ 2 โดยทั่วไปมีดังนี้

  • การรักษาด้วยยา
  • การควบคุมโภชนาการ
  • กิจกรรมการออกกำลังกาย
  • การจัดการความเครียด และปัญหาชีวิตประจำวันอื่นๆ
  • การดูแลพิเศษเพื่อป้องกันและรักษาภาวะแทรกซ้อน
  • การผ่าตัดรักษาโรคอ้วน

ยาเบาหวานประเภทที่ 2

ผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ส่วนใหญ่เริ่มการรักษาด้วยยารับประทานที่มีชื่อว่า Metformin เพื่อช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด แล้วตามด้วยยาชนิดอื่นๆ เข้าไปในข้อกำหนดการใช้ยา(regimen) โดยอาจเริ่มรับประทานทันทีหลังได้รับการวินิจฉัย หรือเป็นเดือน เป็นปี ภายหลังการวินิจฉัยก็ได้ ยาที่ใช้รักษาเบาหวานประเภทที่ 2 มีประมาณ 10 กลุ่มด้วยกัน โดยแต่ละกลุ่มลดระดับน้ำตาลในเลือด ด้วยวิธีที่แตกต่างกัน หากข้อกำหนดการใช้ยา(regimen) ของคุณ ไม่สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เพียงพอ แพทย์อาจจะพิจารณาเพิ่มยาในกลุ่มอื่น ในที่สุดแล้วผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 ส่วนใหญ่มักจะต้องใช้อินซูลิน(insulin) ผู้ป่วยบางรายใช้ อินซูลินชนิดออกฤทธิ์นาน(long-acting insulin)ปริมาณ 1-2 ขนาดยาใน 1 วัน เช่น Lantus (insulin glargine) หรือ Levemir (insulin detemir) บางรายอาจใช้อินซูลินชนิดออกฤทธิ์นาน(long-acting insulin)และออกฤทธิ์เร็ว(rapid-acting insulin)ร่วมกัน เช่น Humalog (insulin lispro) หรือ Novolog (insulin aspart) โดยรับประทานก่อนมื้ออาหาร

ยากลุ่ม Sulfonylureas และ กลุ่ม Meglitinides

ยากลุ่ม Sulfonylureas ได้ถูกนำมาใช้รักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 มาเป็นเวลาหลายปี โดยช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม “ยากลุ่มนี้ ทำให้เซลล์ที่ผลิตอินซูลิน(เซลล์ในตับอ่อน) สามารถผลิตอินซูลินได้เกือบจะในทันที ซึ่งหมายความว่าจะเพิ่มความเสี่ยงต่อระดับน้ำตาลในเลือดที่ต่ำ และน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น แต่มีข้อดีในเรื่องของราคาที่ไม่สูง มีประสิทธิภาพดี และถูกนำมาใช้เป็นเวลานานแล้ว” กล่าวโดย นายแพทย์ Daniel Einhorn รองประธาน the American Association of Clinical Endocrinologists.

ตัวอย่างของยาในกลุ่ม sulfonylureas ได้แก่

  • Amaryl (glimepiride)
  • Glucotrol (glipizide)
  • Glyburide (DiaBeta, Glynase, and Micronase)

ยากลุ่มอื่นที่ช่วยกระตุ้นการสร้างอินซูลิน(insulin)จากเซลล์ในตับอ่อน หรือที่เรียกว่าเบต้าเซลล์(beta cells) ได้แก่กลุ่ม meglitinides เช่น

  • Prandin (repaglinide)
  • Starlix (nateglinide)

เช่นเดียวกับยากลุ่ม sulfonylureas ยากลุ่ม meglitinides สามารถทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าระดับปกติได้เช่นกัน

ยากลุ่ม alpha-glucosidase inhibitors

ยาในกลุ่ม alpha-glucosidase inhibitors เช่น Glyset (miglitol) และ Precose (acarbose) จะไปรบกวนการย่อยคาร์โบไฮเดรต และลดระดับน้ำตาลในเลือดที่ขึ้นสูงหลังมื้ออาหาร ยากลุ่มนี้มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดีหลังมื้ออาหาร อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียง ได้แก่ ระคายเคืองกระเพาะอาหาร ท้องอืด และท้องเสียได้ รวมทั้งยังสามารถทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าระดับปกติ

ยากลุ่ม Thiazolidinediones (TZDs)

ยากลุ่ม thiazolidinediones (TZDs)เป็นยาอีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 โดยช่วยเพิ่มความสามารถของร่างกายในการใช้อินซูลิน(insulin) ที่ร่างกายสร้างเอง ถึงแม้ว่ายากลุ่มนี้จะมีราคาค่อนข้างสูง กว่ายากลุ่มอื่น ยากลุ่ม TZDs ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำผิดปกติ และช่วยป้องกันเบต้าเซลล์(beta cells)ในตับอ่อน ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ Actos (pioglitazone) และ Avandia (rosiglitazone) เนื่องจากยากลุ่ม TZDs สามารถส่งผลเสียต่อตับ จึงควรหมั่นตรวจเลือดเป็นประจำ เพื่อเฝ้าระวังค่าการทำงานของตับที่ผิดปกติในขณะที่ใช้ยากลุ่มนี้ ในเดือนกันยายน ปี 2010 FDA ได้สั่งห้ามการใช้ยา Avandia กับผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วยยาอื่นๆ

ยากลุ่ม DPP-4 Inhibitors

ยากลุ่ม DPP-4 inhibitors เป็นยากลุ่มใหม่ ทำหน้าที่ยับยั้งการสร้างเอนไซม์ dipeptidyl peptidase 4 ส่งผลให้ร่างกายหลั่งอินซูลิน(insulin) ออกมามากขึ้น Januvia (sitagliptin) เป็นยาเพียงชนิดเดียวของยาในกลุ่มนี้ที่นำมาใช้รักษาในปัจจุบัน การนำยากลุ่มนี้มาใช้เพิ่มในผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ถือเป็นข้อดี เพราะไม่ทำให้เกิดภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ(hypoglycemia) ไม่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่ม และยังอาจส่งผลดีต่อระดับคอเลสเตอรอล(cholesterol)ในเลือด

การรักษาแบบใช้ยาผสมผสาน (Combination Therapy)

ในรายชื่อยาหลายชนิดที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ส่วนมากจะมีในรูปแบบที่เป็นยาผสมร่วมกันคละกลุ่ม เช่น  Glucovance(glyburide และ metformin) หรือ Janumet (sitagliptin และ metformin) การรักษาแบบใช้ยาผสมผสานมีประสิทธิภาพสูง และยังช่วยให้การรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น หากคุณได้รับผลข้างเคียงจากยา การหาชนิดของยาที่ทำให้เกิดอาการนั้นจะเป็นเรื่องที่ยาก

การควบคุมโภชนการ (Nutrition Therapy)

หากคุณเป็นโรคเบาหวาน คุณควรวางแผนการรับประทานอาหารที่ไม่เพียงแค่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด แต่ยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล(cholesterol) ลดความดันโลหิต และลดปัญหาสุขภาพอื่นๆ คุณสามารถขอคำแนะนำจากนักโภชนาการมืออาชีพ หรือผู้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโรคเบาหวานที่มีความรู้และประสบการณ์ เกี่ยวกับการวางแผนการรับประทานอาหารที่ถูกต้อง เหมาะสม หาง่าย และตรงกับความต้องการของคุณ

กิจกรรมการออกกำลังกาย (Physical Activity)

The American Diabetes Association ได้แนะนำการออกกำลังกายสำหรับผู้ใหญ่ที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ไว้ดังนี้

  • ออกกำลังกายแบบแอโรบิคความรุนแรงระดับปานกลาง(moderate-intensity aerobic activity) อย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที (เช่น เดินเร็ว)
  • ออกกำลังกายแบบแรงต้าน(resistance training)สัปดาห์ละ 2 ครั้ง

ก่อนการออกกำลังกาย หรือก่อนการเพิ่มระดับความรุนแรงในการออกกำลังกาย ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อให้แน่ใจว่ารูปแบบการออกกำลังกายนั้นมีความปลอดภัย หากคุณมีความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ยาก หรือมีความผิดปกติทางระบบประสาทที่รุนแรง แผลที่เท้า หรือมีภาวะเบาหวานขึ้นจอตา คุณอาจจะต้องออกกำลังกายไในรูปแบบที่จำกัด

การผ่าตัดรักษาโรคอ้วน (Bariatric Surgery)

การผ่าตัดรักษาโรคอ้วนเป็นทั้งการควบคุมปริมาณอาหารที่รับประทานเข้าไป และยังเป็นการเปลี่ยนแปลงการดูดซึมสารอาหารในระบบทางเดินอาหาร ส่งผลให้มีนำ้หนักตัวที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในบางรายของผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 การผ่าตัดรักษาโรคอ้วนสามารถรักษาภาวะเบาหวานได้ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดมีค่าที่ปกติ และไม่จำเป็นต้องรับประทานยาลดระดับน้ำตาลในเลือดอีกต่อไป โดยส่วนมากระดับน้ำตาลในเลือดที่ปกติจะกลับมาก่อนน้ำหนักตัวที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ระดับน้ำตาลในเลือดที่ปกติจะอยู่ได้เป็นเวลาหลายปีหลังจากการผ่าตัด แต่ผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ยังมีความจำเป็นต้องตรวจเช็คร่างกายอยู่เสมอ เพื่อเฝ้าระวังการกลับเป็นซ้ำ

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

เราป่วยเป็นโรคความดัน และเบาหวานรับยาต่อเนื่อง
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
มึนๆงงๆตาลายหูอื้อค่ะเมื่อก่อนไม่เคยเป็นเกียวกับอะไรค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
พ่อเป็นต้อกระจก ตอนนี้บอดไปแล้ว ถ้าไปผ่าจะหายไหมคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่