Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
การเลี้ยงลูก

การเลี้ยงลูกแฝด

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,167,486 คน

การเลี้ยงลูกแฝด

ทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับลูกแฝดเมื่อต้องไปโรงเรียน

การที่คุณจะตัดสินใจแยกโรงเรียนของลูกหรือให้เขาไปโรงเรียนเดียวกันนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะนิสัยของเด็ก ความสามารถ และความต้องการ ทั้งนี้คุณอาจลองสอบถามความคิดเห็นของลูกเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจและฟังความต้องการของเด็กว่าพวกเขาอยากอยู่ห้องเดียวกันหรือคนละห้อง อย่างไรก็ดี สำหรับทางเลือกในการแยกลูกแฝดเมื่อเข้าโรงเรียนมี 3 ทางเลือกดังนี้

  • ให้ลูกเริ่มเรียนด้วยกันและวางแผนให้เขาอยู่ด้วยกัน
  • แยกลูกแฝดตั้งแต่เริ่มต้น
  • ให้ลูกเรียนด้วยกันตอนแรกแล้วค่อยแยกกันเรียนในภายหลัง

การให้ฝาแฝดอยู่ด้วยกันที่โรงเรียน

มีงานวิจัยที่ทำโดย Kings College London พบว่า โดยเฉลี่ยแล้วฝาแฝดที่แยกกันเรียนตั้งแต่เริ่มเข้าโรงเรียนประถมจะมีปัญหาเกี่ยวกับอารมณ์มากขึ้นเมื่อเทียบกับฝาแฝดที่อยู่ด้วยกัน ซึ่งจะยิ่งสังเกตได้ชัดในแฝดแท้
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าฝาแฝดทุกคนจะได้รับผลกระทบ และฝาแฝดบางคู่อาจได้รับประโยชน์จากการอยู่แยกกัน ซึ่งการคำนึงถึงลักษณะนิสัยของลูกเมื่อตัดสินใจจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ สำหรับประโยชน์ของการให้ลูกแฝดอยู่ด้วยกันที่โรงเรียนมีดังนี้

  • ฝาแฝดมักปรับตัวเข้ากับโรงเรียนได้เร็วหากพวกเขาได้อยู่ด้วยกัน 
  • ฝาแฝดที่ไม่อยากถูกแยกจากกันอาจไม่มีความสุขหากถูกบังคับให้อยู่ห่างกัน การทำเช่นนี้อาจทำให้พวกเขาต้องการอีกฝ่ายมากขึ้น
  • หากฝาแฝดมีความเป็นตัวของตัวเองสูงและจะรู้สึกเสียใจเมื่อต้องแยกจากอีกคนหนึ่ง คุณก็ควรให้พวกเขาอยู่ด้วยกัน
  • หากฝาแฝดชอบแข่งขันกัน การแยกพวกเขาไม่ให้อยู่ด้วยกันที่โรงเรียนก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล แต่การแข่งขันแบบระดับเบาสามารถช่วยกระตุ้นเด็กได้

การแยกฝาแฝด

มีฝาแฝดประมาณ 1 ใน 3 ที่ถูกแยกจากกันเมื่อไปโรงเรียน สำหรับประโยชน์ของการแยกฝาแฝดมีดังนี้

  • หากมีคนใดคนหนึ่งที่เก่งด้านเข้าสังคมหรือด้านการเรียนมากกว่าอีกคน การแยกฝาแฝดออกจากกันก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดการเปรียบเทียบและการแข่งขัน
  • การให้ฝาแฝดอยู่ด้วยกันอาจทำให้พวกเขาซุกซนมากกว่าเดิม
  • หากแฝดคนหนึ่งพึ่งพาแฝดอีกคนมากเกินไปและไม่ได้แยกจากกันบ้าง มันก็อาจทำให้พวกเขาเข้ากับเด็กคนอื่นๆ ได้ยากขึ้น
  • หากเป็นแฝดเหมือน เขาก็อาจใช้ความเหมือนในการทำให้อาจารย์สับสนและสร้างความบันเทิงให้แก่เด็กคนอื่นๆ ซึ่งสามารถทำให้เด็กคนอื่นเสียสมาธิหรือทำให้รบกวนคนอื่นๆ

สำหรับคำแนะนำอื่นๆ ที่ช่วยให้ลูกพร้อมสำหรับการไปโรงเรียนมีดังนี้ 

  • หากคุณตัดสินใจที่จะแยกลูกแฝด คุณควรอธิบายว่าทำไมคุณถึงทำเช่นนี้ 
  • อนุญาตให้ลูกแฝดได้ใช้เวลาร่วมกับปู่ย่าตายาย
  • ปรึกษาครูเกี่ยวกับการให้ลูกแฝดที่ต้องแยกจากกันได้มีเวลาเจอกันในระหว่างวัน

การชะลอการแยกฝาแฝด

หากคุณเลือกที่จะชะลอการแยกฝาแฝด คุณก็ควรเลือกเวลาให้เหมาะสม เช่น เมื่อจบปีการศึกษา มิเช่นนั้นจะมีแฝดคนหนึ่งที่ได้อยู่กับเพื่อนและครูคนเดิม ในขณะที่แฝดอีกคนอาจรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับการยอมรับ เพราะถูกแยกไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมใหม่
พัฒนาการด้านภาษาของฝาแฝด
โดยเฉลี่ยแล้วฝาแฝดมีพัฒนาการด้านภาษาล่าช้ากว่าทารกที่ไม่มีแฝดประมาณ 6 เดือน สาเหตุที่ทำให้ฝาแฝดพูดได้ช้าและมีทักษะด้านภาษาช้ากว่าปกติประกอบไปด้วย

  • ฝาแฝดมีแนวโน้มได้รับความสนใจเมื่อมีการร้องไห้เป็นเวลาสั้นๆ น้อยกว่าทารกที่ไม่มีแฝด
  • ผู้ปกครองมักพูดกับแฝดคนหนึ่งในขณะที่ตามองเด็กอีกคน ซึ่งการสบตาเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับเด็ก เพราะมันมีส่วนช่วยในพัฒนาการด้านภาษา
  • ฝาแฝดมีแนวโน้มที่จะใช้เวลาร่วมกัน ดังนั้นเขาจะจำคำที่แฝดอีกคนพูดแทนที่จะจำคำพูดจากผู้ใหญ่หรือเด็กโตที่อยู่รอบตัว
  • ฝาแฝดมีเวลาฝึกพูดน้อยลง เพราะพวกเขาอาจพยายามแข่งขันกันฟัง
  • ในบางครั้งแฝดคนหนึ่งอาจตอบแทนแฝดอีกคน

อย่างไรก็ดี หากลูกแฝดของคุณพูดช้า คุณไม่ต้องกังวลแต่คุณควรมั่นใจว่าพวกเขามีเวลาเพียงพอที่ได้พูดและแสดงความรู้สึกของตัวเอง
การพูดกับฝาแฝด
ช่วงเวลาเปลี่ยนผ้าอ้อมสามารถเป็นโอกาสอันดีที่ทำให้คุณมีเวลาสนใจลูกทีละคน หรือคุณจะอาบน้ำให้ลูกแยกกันตอนกลางคืนเพื่อที่คุณจะได้มีเวลาพูดคุยกับลูกแต่ละคน นอกจากนี้คุณยังสามารถ

  • ปิดโทรทัศน์และวิทยุเป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาทีต่อวันเพื่อให้ทารกสามารถได้ยินเสียงรอบๆ โดยไม่มีเสียงรบกวน
  • ฟังทารกและตอบสนองต่อลูกเมื่อเขาทดลองทำเสียงต่างๆ 
  • พยายามเล่นและอ่านหนังสือกับลูกทีละคน
  • หาเวลาคุยกับลูกทีละคนในแต่ละวันโดยพูดชื่อของเขาและสบตา
  • สนับสนุนให้ลูกที่โตกว่า เพื่อน และครอบครัวคุยกับทารกแบบหนึ่งต่อหนึ่ง




บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป