มะเร็งและโรคร้าย

วัณโรค โรคติดต่อร้ายแรง 1 ใน 10 สาเหตุการตายที่สำคัญ

Istock 485079177 m

วัณโรค เป็นโรคติดเชื้อที่ติดต่อโดยการสูดเอาอากาศที่มีตัวเชื้อวัณโรคเข้าไป เมื่อ 20 ปีก่อน วัณโรคเป็นหนึ่งในสิบสาเหตุของการตายที่สำคัญที่สุด แต่เนื่องจากวัณโรคเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ ปัจจุบันวัณโรคจึงไม่จัดอยู่ในสิบสาเหตุการตายที่สำคัญ

ในปัจจุบันวัณโรคได้รับความสนใจจากองค์การอนามัยโลก เนื่องจากมีผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น และเชื้อเริ่มดื้อยาเพิ่มมากขึ้น ประมาณปีหนึ่งมีคนติดเชื้อเพิ่มถึง 8 ล้านคน และเสียชีวิตประมาณ 3 ล้านคนต่อปี

วัณโรคคืออะไร?

วัณโรค โดยปกติเรียกว่าโรค (TB) เป็นโรคติดเชื้อเรื้อรังที่เกิดจากไวรัส Mycobacterium Tuberculosis โดยส่วนใหญ่จะเกิดการอักเสบบริเวณปอด ที่เรียกว่า วัณโรคปอด แต่ก็สามารถเกิดได้กับทุกอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย เช่น ต่อมน้ำเหลือง สมอง และลำไส้ ในสมัยก่อนนั้น เนื่องจากทางการแพทย์ยังไม่พัฒนา ผู้ป่วยวัณโรคเป็นแล้วก็มักจะเสียชีวิต แต่ในปัจจุบันด้วยเพราะการแพทย์ที่พัฒนามากขึ้นจึงทำให้วัณโรคสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยา

วัณโรคนั้นแตกต่างการจากติดเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่น ๆ เนื่องจากเชื้อวัณโรคสามารถอยู่ในร่างกายผู้ป่วยได้เป็นเวลานาน โดยไม่แสดงอาการแต่อย่างใด เรียกว่าวัณโรคระยะแฝง ทั่วโลกมีผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคระยะแฝงอยู่ประมาณ 2,000 ล้านคน โดยสถิติเฉลี่ยแล้ว 10 % ของวัณโรคระยะแฝงจะพัฒนาไปเป็นวัณโรคปอดภายใน 10 ปี

เชื้อวัณโรคจัดเป็นเชื้อโรคในกลุ่มเป็นแท่ง (Bacilli) มีความคงทนต่อความแห้งได้ดี และสามารถแขวนอยู่กับฝุ่นละอองได้นานเชื้อวัณโรคออกจากร่างกายของผู้ป่วย โดยทางเสมหะ และละอองเสมหะ หรือน้ำลายจากการไอ หรือจาม หรืออาจออกมากับน้ำหนองในกรณีป่วยเป็นวัณโรคของต่อมน้ำเหลือง หรือผิวหนังการติดต่อจะติดต่อทางลมหายใจสูดดมเอาฝุ่นละอองหรือละอองเสมหะ ที่มีตัวเชื้อโรคแขวนอยู่

เมื่อพูดถึงวัณโรค ชาวบ้านทั่วไปมักจะนึกถึงโรคปอด คือวัณโรคปอด แต่ความจริงวัณโรคอาจเป็นได้ในทุก ๆ อวัยวะของร่างกาย เช่น ลำไส้ ตับ ม้าม ต่อมน้ำเหลือง ผิวหนังเละเยื่อหุ้มสมอง บางครั้งอาจพบว่าผู้ป่วยไม่เป็นวัณโรคปอด แต่พบวัณโรคของอวัยวะอื่น เช่น ที่ต่อมน้ำเหลืองเพียงอย่างเดียว หรือเยื่อหุ้มสมองเพียงแห่งเดียว อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่าจะต้องเริ่มต้นจากปอดก่อนเสมอ ที่ไม่พบในปอดก็เพราะซ่อนเร้นอยู่ โดยการฉายเอ็กซเรย์ปอดตรวจไม่พบ หรือการตรวยเสมหะเพื่อหาตัวเชื้อแล้ตรวจไม่พบเท่านั้น

วัณโรค ติดต่อได้อย่างไร?

วัณโรค เป็นโรคติดต่อทางการหายใจ โดยปกติเชื้อจะแพร่จากผู้ป่วยวัณโรคปอด ไปสู่บุคคลอื่นทางละอองเสมหะขนาดเล็ก ซึ่งอาจจะเกิดจากการไอ จาม หรือพูด ซึ่งละอองเสมหะเหล่านี้ สามารถมีชีวิตลอยอยู่ในอากาศหลายชั่วโมง และเมื่อมีผู้สูดเข้าไปจะเข้าไปจนถึงถุงลมปอด และเกิดการอักเสบได้ ซึ่งพบว่าการไอหนึ่งครั้งนั้น สามารถก่อให้เกิดละอองเสมหะมากถึง 3,000 ละอองเสมหะ

หลังจากวัณโรคเข้าสู่ถุงลมปอด

ในระยะแรกนั้น เมื่อเชื้อวัณโรคเข้าสู่ร่างกายแล้ว ผู้ป่วยจะไม่มีอาการใด ๆ แสดงออกมาทางกายภาพ และยังไม่สามารถตรวจพบ ต้องรอหลังจากนั้นประมาณ 4 อาทิตย์ ร่างกายจะเริ่มมีปฏิกริยากับเชื้อวัณโรค โดยปกติในร่างกายของคนที่มีภูมิคุ้มกันแข็งแรงก็ย่อมสามารถควบคุมเชื้อวัณโรคให้สงบนิ่งได้ โดยเรียกระยะนี้ว่าระยะแฝง ซึ่งจะไม่มีอาการของโรค และยังไม่แพร่เชื้อ แต่ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือในผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็กจะไม่สามารถควบคุมเชื้อวัณโรคให้สงบนิ่งได้ ทำให้เกิดวัณโรคปฐมภูมิ คือ วัณโรคที่แสดงอาการตั้งแต่ครั้งแรกที่ติดเชื้อ

อาการแสดงของวัณโรคปอด

ระยะแรกจะมีการไอแห้ง ๆ อย่างเดียว อาการจะมากขึ้นเมื่อเนื้อปอดเป็นโรคมากขึ้น ระยะต่อมาไอจะมีเสมหะติดออกมาด้วย และมักจะมีอาการไข้ต่ำ ๆ โดยเฉพาะในเวลาเย็น และกลางคืน ในระยะที่เป็นโรคมากแล้วอาจมีอาการหายใจหอบ และไอมีเสมหะติดเลือดปนด้วย จนถึงขั้นไอเป็นลิ่มเลือดได้ ถ้าเชื้อลามไปติดที่เยื่อหุ้มปอดอาจมีน้ำเกิดขึ้นในช่องปอด และมีอาการเจ็บอก น้ำที่เกิดในช่องปอดนี้จะทำให้อาการหอบเกิดมากขึ้น

อาการสำคัญของผู้ป่วยวัณโรคปอดคือ ไอเรื้อรัง โดยเฉพาะอาการไอ ที่นานมากกว่า 3 สัปดาห์ โดยอาการเริ่มต้นจะเริ่มไอแห้ง ๆ ก่อน ต่อมาจะเริ่มมีเสมหะจนอาจไอเป็นเลือดได้ อาการอื่น ๆ ที่พบได้บ่อยคือ อ่อนเพลีย รู้สึกเบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง และมีเหงื่อออกมากในตอนกลางคืน

อาการแสดงของวัณโรคที่อวัยวะอื่น

ถ้าเป็นที่ต่อมน้ำเหลือง มักมีไข้ และมีก้อน (ต่อมน้ำเหลือง) ที่พบบ่อยมักจะเป็นที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ ต่อมจะโตมากขึ้นจนกลายเป็นฝี และแตกมีน้ำหนองซึมออกมาได้ ถ้าเป็นที่เยื่อหุ้มสมองจะมีอาการปวดศีรษะ มีไข้คอแข็ง และมีอาการทางสมองเกิดขึ้นด้วย

การรักษาจะต้องรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันเท่านั้น ด้วยการปรึกษาแพทย์ที่ศูนย์วัณโรคปอดโรงพยาบาล หรือคลีนิคแพทย์แผนปัจจุบัน เนื่องจากวัณโรคเป็นโรคที่รักษาหายขาดได้ แต่ต้องใช้เวลานานเป็นปี หรือ 2 ปี ผู้ป่วยจึงต้องมีความอดทนโดยปฏิบัติตัวตามสั่งอย่างเคร่งครัด ไม่ควรหยุดการรักษาโดยแพทย์ไม่ได้สั่ง

การตรวจวินิจฉัย

การตรวจวินิจฉัยวัณโรคนั้น ทำโดยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่

  1. เอ็กซเรย์ปอด ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้ตรวจพบความผิดปกติของปอดที่เข้าได้กับลักษณะของวัณโรคปอดเช่น พบการอักเสบของปอด ที่ปอดกลีบบน เนื่องจากเป็นส่วนที่ได้รับออกซิเจนมากที่สุด
  2. การย้อมสีวัณโรคจากเสมหะ วิธีจะทำในผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นวัณโรคปอด เพื่อยืนยันการวินิจฉัย โดยจะใช้การเก็บเสมหะตอนตื่นนอน 3 วันติดต่อกัน ซึ่งจะทำให้สามารถรู้ผลการตรวจภายใน 30 นาที แต่มีข้อเสียคือ วิธีนี้มีโอกาสตรวจพบเชื้อวัณโรคได้เพียงครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยเท่านั้นเอง ดังนั้นหากผู้ป่วยที่เคยตรวจวัณโรคโดยวิธีนี้แล้วไม่พบการติดเชื้อวัณโรคในเสมหะ ก็ยังไม่อาจยันยืนได้ว่าเป็นวัณโรคปอดหรือไม่
  3. การเพาะเชื้อวัณโรคจากเสมหะ ข้อดีของการใช้วิธีนี้คือ สามารถตรวจพบเชื้อได้สูงถึง 80 – 90% แต่ข้อเสียคือใช้ระยะนานเกินไป ต้องใช้เวลานานถึง 2 เดือนจึงจะทราบผล

วิธีสังเกตอาการ เมื่อผู้ป่วยที่มีลักษณะอาการ ตรงตามอาการของผู้ที่ป่วยเป็นวัณโรค เช่น ไอเรื้อรังติดต่อกันเกิน 3 อาทิตย์ และมีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ น้ำหนักตัวลด แพทย์จะทำการเอ็กซเรย์ปอด ซึ่งถ้าหากพบอาการผิดปกติที่ปอดที่ตรงตามกับลักษณะของวัณโรค แพทย์ก็จะให้ผู้ป่วยเก็บเสมหะ ตรวจย้อมเชื้อวัณโรค ซึ่งถ้าพบเชื้อวัณโรค ก็สามารถวินิจฉัยได้อย่างแน่นอน แต่ในบางครั้งผู้ป่วยที่ได้รับการเอ็กซเรย์ปอดและมีอาการตรงตามลักษณะของวัณโรค

แต่เมื่อย้อมสีเสมหะแล้ว กลับไม่พบเชื้อวัณโรค แพทย์อาจให้การวินิจฉัย และให้การรักษาแบบวัณโรคปอดได้ แต่ต้องติดตามดูอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด

ข้อควรปฏิบัติตัวของผู้ป่วยวัณโรค

  1. รับประทานยาวัณโรค ตามที่แพทย์แนะนำจนครบกำหนด เพื่อป้องกันเชื้อวัณโรคเกิดการดื้อยา ในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดอาการผิดปกติหลังจากเริ่มรับประทานยาวัณโรค เช่น อาเจียน ปวดข้อ มีผื่น และปวดข้อ ถ้าหากผู้ป่วยมีอาการเหล่านี้ ต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อปรับยาให้เหมาะสม และที่สำคัญต้องไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอด้วย 
  2. ในช่วงแรกของการรักษานั้น โดยเฉพาะในช่วงสองอาทิตย์แรกนั้นถือว่าเป็นระยะแพร่เชื้อ ผู้ป่วยควรอยู่แต่เฉพาะในบ้านเท่านั้น อยู่ในห้องที่แสงแดดส่องถึง และมีอากาศถ่ายเทสะดวก และควรแยกห้องนอนต่างหากด้วย ไม่ควรออกไปในที่ชุมชน และแออัด หากมีความจำเป็นต้องออกไปข้างนอก ควรสวมหน้ากากควรสวมหน้ากากอนามัยด้วย
  3. ปิดปากทุกครั้งเวลาไอหรือจาม
  4. งดสิ่งเสพติดทุกชนิด เช่น เหล้า บุหรี่ หันมารับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เช่น ผัก ผลไม้ ไข่ และเนื้อสัตว์ อีกทั้งยังควรพักผ่อนให้เพียงพออีกด้วย
  5. คนที่อยู่ใกล้ชิดควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจร่างกายและเอ็กซเรย์ปอด ซึ่งในผู้ใหญ่นั้นหากเอ็กซเรย์แล้ว ไม่พบความผิดปกติของปอด จะถือว่าไม่เป็นวัณโรค ไม่จำเป็นต้องมีการรักษา แต่ถ้าในเด็กเล็ก ถึงแม้จะไม่มีอาการผิดปกติ และหลังจากเอ็กซเรย์แล้วไม่พบความผิดปกติของปอด ยังต้องมีการตรวจเพิ่มเติม ซึ่งเรียกว่าการตรวจทูเบอร์คูลีน ถ้าผลออกมากเป็นบวก แพทย์จึงจะให้การรักษาวัณโรค

การป้องกันวัณโรค

  1. การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ด้วยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ใช้สารเสพติดทุกชนิด และควรตรวจเอกซเรย์ปอดเป็นประจำทุกปี
  2. ฉีดวัคซีนบีซีจี (BCG) ให้ทารกแรกเกิดทุกราย ซึ่งวัคซีนชนิดนี้ สามารถป้องกันวัณโรคชนิดรุนแรงในเด็กเล็กได้ แต่ไม่มีผลในการป้องกันวัณโรคปอดสำหรับผู้ใหญ่ ผู้ที่เคยฉีดวัคซีนบีซีจีมาแล้ว ก็ยังมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นวัณโรคปอดได้
  3. ถ้าหากมีอาการผิดปกติและสงสัยว่าเป็นวัณโรค เช่น มีอาการไอเรื้อรังมากกว่า 3 อาทิตย์ มีไข้ เจ็บหน้าอก เหงื่อออกตอนกลางคืน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หากมีอาการเหล่านี้อยู่ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

[caption id="" align="aligncenter" width="480"]วัณโรค วัณโรค[/caption]

จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลหรือไม่

ในขั้นตอนของการรักษานั้นผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล ส่วนในกรณีของผู้ที่มีเชื้อแบคทีเรียน้อย คือ ตรวจย้อมเสมหะแล้วไม่พบเชื้อวัณโรค แต่ยังมีเชื้ออยู่เมื่อในเสมหะไปเพาะเชื้อเพื่อตรวจหาเชื้อวัณโรค ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักไม่ค่อยแพร่เชื้อ แต่ก็ยังต้องมีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาตามมาตรฐาน

สาเหตุของการรักษาโรคที่ล้มเหลว

สาเหตุส่วนใหญ่ของการรักษาที่ล้มเหลวนั้นเกิดจากตัวของผู้ป่วยเอง ที่ไม่ปฏิบัติตัวให้เคร่งครัดตามคำสั่งของแพทย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำในระยะยาว และต้องอาศัยความสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ตรวจย้อมเสมหะ แล้วพบเชื้อวัณโรค ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถแพร่เชื้อวัณโรคให้กับคนใกล้ชิดได้ ดังนั้นตัวผู้ป่วยเองควรงดการมีปฏิสัมพันธ์การบุคคลอื่นหลังจากเริ่มรักษาเป็นเวลา 2 อาทิตย์ จากสถิติแล้วผู้ป่วยรายใหม่มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้มากกว่า ผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาไปแล้ว แต่รับการรักษาไม่ครบ แล้วกลับมารักษาใหม่ ดังนั้นจึงควรรักษาให้หายขาดตั้งแต่ครั้งแรกที่เป็น

การรักษาวัณโรค แบ่งออกเป็น 2 ระยะ

  1. ระยะเข้มข้น เป็นช่วงเดือนแรกของการรักษา ช่วงนี้จะใช้ตัวยา 4 ชนิด ซึ่งตัวยาอาจจะอยู่ในยาแยกเม็ด หรือยารวมอยู่ในเม็ดเดียวกัน ระยะเข้มข้นนี้เป็นระยะสำคัญมาก เพราะจะช่วยลดปริมาณของเชื้อวัณโรคในปอดได้มากที่สุด และช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อด้วย
  2. ระยะต่อเนื่อง ในช่วง 4 เดือนต่อมา การรักษาใช้ยา 2 ชนิด เพื่อกำจัดเชื้อวัณโรคที่เหลืออยู่ ซึ่งตัวยาอาจจะอยู่ในรูปของยาแยกเม็ด หรือยารวมอยู่ในเม็ดเดียวกันเช่นกัน หากกินยาตามสูตรนี้ ก็จะช่วยรักษาวัณโรคได้ สิ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คือการทานยาอย่างต่อเนื่อง หากทานยาไม่ครบ เชื้อวัณโรคอาจเกิดการพัฒนา และทำให้เกิดการดื้อยาในที่สุด  ทำให้ต้องรักษาด้วยยาราคาแพงและใช้ระยะเวลาในการรักษานานกว่า 18 เดือน และอาจจะเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาเพิ่มมากขึ้น ยิ่งถ้าหากเชื้อที่ดื้อยานี้แพร่ออกไป ก็จะทำให้ผู้ที่ติดเชื้อรักษาได้ยากมากขึ้น

อวัยวะที่ได้รับผลกระทบจากวัณโรค

อาการที่พบมากที่สุด คือวัณโรคที่เป็นที่ปอด แต่อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อยังสามารถแพร่กระจายผ่านกระแสเลือด ไปสู่อวัยวะอื่น ๆ ในร่างกายได้ ทำให้เยื้อหุ้มสมองอักเสบ หรือลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ เช่นกระดูก ไต ระบบทางเดินปัสสาวะ และอวัยวะเพศ ลำไส้ หรือแม้แต่บนผิวหนัง ต่อมน้ำเหลืองบริเวณปอดและลำคอ ก็อาจติดเชื้อได้ด้วย และในบางครั้งอาจพบเยื้อหุ้มสมองอักเสบจากวัณโรค ในเด็กที่เพิ่งรับเชื้อใหม่ ซึ่งเป็นอาการที่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด

หากพบว่ามีอาการไอติดต่อกันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ หรือไอมีเสมหะปนเลือด ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัย และทำการรักษาก่อนที่อาการจะลุกลามมากกว่าเดิม พร้อมกันนี้ หลังจากผู้ป่วยสูดดมเชื้อวัณโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจ โดยมีเพียง 1 ใน 10 ของผู้รับเชื้อที่จะมีโอกาสติดเชื้อ และเชื้อวัณโรคมักไปฟักตัวอยู่ที่ปอดกลีบบน ซึ่งเป็นส่วนที่มีออกซิเจนมากที่สุด โดยปกติเชื้อวัณโรคจะมีระยะฟักตัวอยู่ที่ 4 – 8 สัปดาห์ อีกทั้งในระยะเริ่มแรกจะทำให้เกิดการติดเชื้อเล็กน้อย ซึ่งแทบจะไม่มีอาการปรากฏให้เห็น

เชื้อแบคทีเรียจะแพร่กระจายผ่านทางกระแสเลือด หากคุณเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรง และมีภูมิคุ้มกันโรคดี ส่วนใหญ่การติดเชื้อก็จะกลายเป็นแค่การมีเชื้ออยู่เท่านั้น เชื้อวัณโรคจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นหลายเดือน หรือหลายปี ร่างกายจะถูกกระตุ้นให้เกิดโรคขึ้นได้ในหลายอวัยวะ หากภูมิต้านทานโรคอ่อนแอลง และจะเริ่มทำลายเซลล์ที่อยู่รอบ ๆ ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อจะค่อย ๆ มีอาการ

วัณโรค เป็นโรคที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพอย่างมาก และเป็นโรคเรื้อรัง แต่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือการรับประทานยาให้สม่ำเสมอ และการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ตามคำแนะนำของแพทย์ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ

คำถามจากผู้ป่วยท่านอื่นเกี่ยวกับวัณโรค

ยาวัณโรคต้องกินให้ครบ6เดือน ถึงแม้ว่าเราจะตรวจไม่เจอใช่ไหมค่ะ

คำตอบ: ถูกต้องแล้วค่ะ..การรักษาวัณโรคจำเป็นต้องใช้ยาอย่างเคร่งครัด รับประทานทุกวันอย่างต่อเนื่องถึงแม้จะรู้สึกว่าอาการดีขึ้นหรือไม่มีอาการแล้วก็ตาม ห้าม เพิ่ม ลด หรือหยุด ยาเองโดยไม่มีคำสั่งจากแพทย์ค่ะ..ผู้ป่วยวัณโรคควรดูแลตัวเองและป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่นด้วย - ตอบโดย ศิรินทิพย์ ผอมน้อย (นักจิตวิทยาคลินิก)

ถ้าเราทำงานร่วมกับคนที่เป็นวัณโรคในระยะแพร่เชื้อรวมถึงต้องกินยาอีกหกเดือนเราสามารถปัองกันได้อย่างไรคะ

คำตอบ: ปิดปากเวลาไอจาม ใส่หน้ากาก ทั้งตัวผู้ป่วยและบุคคลใกล้ชิด ล้างมือบ่อยๆ แยกสิ่งของเครื่องใช้ สำคัญที่สุดคือความร่วมมือในการกินยาของผู้ป่วยเองครับ - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)

คุณแม่ป่วยเป็นโรคปอด คุณหมอที่ ร.พ พุทธชินราช บอกคุณแม่เป็น​วัณโรค พอทานยารักษาเกี่ยวกับวัณโรคมีอาการข้างเคียง คลื่นใส้อเจียน เบื่ออาหาร ควรหยุดยาหรือทำเช่นไรดีคะ

คำตอบ: เป็นผลข้างเคียงของยาค่ะ ถ้าอาเจียนจนกินไม่ได้เลยควรไปโรงพยาบาลนะต่ะ แพทย์จะพิจารณา ให้นอนโรงพยาบาลให้น้ำเกลือช่วยค่ะ - ตอบโดย วลีรักษ์ จันทร (พว.)

คำตอบ 2: อาจจะต้องไปตรวจ ที่โรงพยาบาลนะคะ เนื่องจากยาวัณโรค ถ้าทานแล้ว มีคลื่นไส้ อาเจียน เยอะ อาจจะมีค่าตับผิดปกติได้ ในบางราย อาจจะต้องหยุดยา ที่ทำให้ค่าตับขึ้นหรือเปลี่ยนสูตรยาไปเลยค่ะ แต่ยังไงก็แนะนำให้ไปตรวจยิ่งเร็วเท่าไรก็ยิ่งดีค่ะ - ตอบโดย Nawaporn Le. (Dr.)

คำตอบ 3: ควรทานยาให้ครบตามกำหนดค่ะเพื่อไม่ให้เกิดการดื้อยา สำหรับผลข้างเคียงถ้ามีอาการมาก แนะนำให้ปรึกษาหมอที่ดูแลค่ะ จะได้มีการปรับยาหรือให้ยาแก้อาการเหล่านั้น - ตอบโดย นิชดา พงษ์ธัญญกรณ์ (พญ.)

กินยาวัณโรคแล้วมีผื่นขึ้นค่ะ

คำตอบ: อาจเป็นอาการแพ้ยาวัณโรค ควรงดยา แล้วรีบกลับไปพบแพทย์ที่ให้การรักษาอยู่ เพื่อการวินิจฉัยที่แน่นอนอีกครั้งครับ ตอบโดย Dr.Chaiwat​ J.(หมอเปี๊ยก) (นพ.)

วัณโรค ถ้าเป็นแล้วสามารถกลับมาเป็นอีกได้หรือไม่ อะไรเป็นพาหะที่สำคัญสุด

คำตอบ: วัณโรค เกิดจากการติดเชื้อ แบคทีเรีย โดยทั่วไป สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ก็มีโอกาสที่ผู้ป่วยวัณโรคกลับเป็นซ้ำ (Relapse) ได้ ด้วย ขึ้นกับสาเหตุต่าง ๆ เช่น สภาพความแข็งแรงของผู้ป่วย สภาพแวดล้อม ฯลฯ ดังนั้น แม้รักษาหายขาดแล้ว แพทย์ ก็จะนัดมาติดตาม เป็น ระยะ ๆ ถ้า ผู้ป่วยได้รับการรักษา ได้รับยาตั้งแต่ 2 สัปดาห์ไปแล้ว โอกาสแพร่เชื้อจะน้อยมาก แน่นอนว่า การติดเชื้อวัณโรค ขึ้นกับความแข็งแรงของแต่ละบุคคลด้วย เพราะถ้าร่างกายแข็งแรง และเคยได้รับวัคซีน บีซีจี(ตั้งแต่เกิด) แล้ว ร่างกายก็สามารถ กำจัด จัดการกับเชื้อวัณโรคได้ - ตอบโดย Dr.Chaiwat​ J.(หมอเปี๊ยก) (นพ.)

คำตอบ 2: สามารถกลับมาเป็นได้ครับ ปัจจัยสำคัญที่สุดคือคนป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาหรือรักษาไม่ต่อเนื่อง แล้วไปแพร่เชื้อให้ผู้อื่น - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)

คนป่วยเป็นวัณโรคบางรายที่มีอาการปวดตามข้อ แล้วมีอาการบวมร่วมด้วยสาเหตุเกิดมาจากอะไรคะ

คำตอบ: การปวดข้อที่พบ อาจเกิดจากยารักษาวัณโรคบางตัวได้ครับ - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)

ถ้าเราต้องอยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรควัณโรคปอด และผู้ป่วยไม่ได้ปิดปากตลอดเวลา อยากทราบว่าอัตราเสี่ยงที่จะติดโรคนี้มากไหมค่ะ และการจะติดขึ้นกับสภาวะร่างกายเราไหมค่ะ

คำตอบ: ถ้า ผู้ป่วยได้รับการรักษา ได้รับยาตั้งแต่ 2 สัปดาห์ไปแล้ว โอกาสแพร่เชื้อจะน้อยมาก จนไม่ต้องเป็นกังวลครับ แน่นอนว่า การติดเชื้อวัณโรค ขึ้นกับความแข็งแรงของแต่ละบุคคลด้วย เพราะถ้าร่างกายแข็งแรง และเคยได้รับวัคซีน บีซีจี(ตั้งแต่เกิด) แล้ว ร่างกายก็สามารถ กำจัด จัดการกับเชื้อวัณโรคได้ - ตอบโดย Dr.Chaiwat​ J.(หมอเปี๊ยก) (นพ.)

คำตอบ 2: ถือว่าเสี่ยงมาก ทั้งนี้การได้รับเชื้อมาอาจจะยังไม่ป่วยในทันที หากร่างกายอ่อนแอ จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคมากขึ้น - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)

ถ้าหมอบอกว่ากำลังใกล้จะเป็นวัณโรคระยะ3แล้ว แสดงว่าอันตรายมากมั้ย รักษาหายได้อยู่มั้ยคะอยากให้คุณหมอตอบตรงๆเลยนะคะขอบคุณมากค่ะ

คำตอบ: คือระยะ Active TB หมายความว่าเป็นระยะที่แสดงอาการออกมา และสามารถแพร่เชื้อได้ วัณโรคสามารถรักษาหายได้ค่ะถ้ากินยาปฏิชีวนะครบตามระยะเวลาที่แพทย์สั่ง แต่ถ้าไม่รักษาก็อันตรายถึงชีวิตได้เช่นกันค่ะ - ตอบโดย นิชดา พงษ์ธัญญกรณ์ (พญ.)

ยาวัณโรคมีผลต่อเด็กในครรภ์กี่เปอร์เซ็นคะ

คำตอบ: การใช้ยาวัณโรคในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรนะคะ ผู้ป่วยตั้งครรภ์และให้นมบุตร สามารถให้การรักษาเหมือนคนทั่วไป คือ 2HRZE/4HR เนื่องจาก first-line anti-TB drugs ทุกตัวปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ ยกเว้น streptomycin ซึ่งทำให้เกิด พิษต่อหู กับเด็กในครรภ์ ได้จึงห้ามให้ในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตรสามารถให้นมบุตรและอยู่ร่วมกันกับบุตรได้ มารดานอกจากจะได้ยาต้านวัณโรคแล้วควรใช้ผ้าปิดปากเวลาไอจาม เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อวัณโรค - ตอบโดย Nawaporn Le. (Dr.)

คำตอบ 2: ยาวัณโรคมีผลต่อเด้กในครรภ์ค่ะ แต่มีข้อจำกัดในการใช้ยาวัณโรคสำหรับหญิงตั้งครรภ์ โดยมียาบางชนิดและยาปฏิชีวนะที่ไม่ควรจะได้รับในระหว่างตั้งครรภ์คือ กานามัยซิน Ethionamide cycloserine streptomycin amikacin Ciprofloxacin Sparfloxacin Levofloxacin Ofloxacin Capreomycin การรักษาจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และผู้ป่วยต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด - ตอบโดย ศิรินทิพย์ ผอมน้อย (นักจิตวิทยาคลินิก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ