เบาหวาน

20 ข้อเท็จจริงที่ควรรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน

ความรู้ที่จะทำให้คุณทึ่งและประหลาดใจ
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
20 ข้อเท็จจริงที่ควรรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน

การเรียนรู้ข้อเท็จจริงหรือสิ่งใหม่ๆ เกี่ยวกับโรคที่คุณกำลังเป็น หรือรู้จักคนที่กำลังเป็นอยู่เป็นเรื่องที่น่าสนุกเสมอ และการที่มีความตื่นตัวต่อโรคเบาหวานที่เพิ่มขึ้นจะทำให้คุณมีความสามารถในการควบคุมโรคได้มากขึ้น คุณคือคนที่ควรควบคุมโรค และการมีความรู้เป็นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้คุณมีอาวุธต่อสู้กับโรคนี้

20 ข้อเท็จจริงที่ควรรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน

1. การตรวจเลือดแบบแรกที่เรียกว่า Clinitest ถูกคิดค้นขึ้นในปี 1941 โดย Ames Diagnostics ทำโดยการปั่นปัสสาวะและน้ำในหลอดทดลอง และใส่เม็ดทดสอบสีฟ้าขนาดเล็กซึ่งจะทำปฏิกิริยาเคมี ที่สามารถรุนแรงถึงขั้นทำให้เกิดแผลไหม้ตามร่างกายจากความร้อนระดับสูงของปฏิกิริยาได้ โดยสีของของเหลวที่เปลี่ยนไปจะเป็นตัวแสดงว่ามีกลูโคสอยู่ในปัสสาวะหรือไม่

2. ในปี 1969 เครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบเคลื่อนที่เครื่องแรกถูกผลิตขึ้นโดย Ames Diagnostics เรียกว่า Ames Reflectance Meter (ARM) โดยต่อมาบริษัทนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท Bayer เครื่องมือนี้หน้าตาคล้ายกับเรื่อง tricoder ในหนัง Star Trek ฉบับดั้งเดิม มีราคาประมาณ $650 และใช้สำหรับแพทย์ในโรงพยาบาลเท่านั้น เครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลสำหรับผู้ป่วยใช้ที่บ้านภายในสหรัฐอเมริกาเพิ่งออกวางจำหน่ายในช่วงหลังจากยุค 1980

3. Dr. Richard Bernstein ผู้เขียนหนังสือ Dr. Bernstein’s Diabetes Solution (ทางออกของโรคเบาหวานของ Dr. Bernstein) เป็นคนแรกที่ใช้เครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลแบบเคลื่อนที่ในการตรวจระดับน้ำตาลของตนเองที่บ้าน โดย Dr. Bernstein เป็นวิศวกรซึ่งป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 เขาต้องการจะใช้เครื่อง ARM ที่อนุญาตให้ใช้ในแพทย์เท่านั้น เขาจึงขอให้ภรรยาของเขาซึ่งเป็นจิตแพทย์หาเครื่องมือนี้มาให้เขา ภายหลังจากการได้ตรวจวัดระดับน้ำตาลด้วยเครื่องนี้แล้ว การรักษาโรคเบาหวานของเขาก็ดีขึ้นอย่างมาก เขาจึงเริ่มออกรณรงค์เรื่องการใช้เครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลที่บ้านสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน แต่เนื่องจากเขาไม่สามารถตีพิมพ์งานวิจัยของเขาลงในวารสารทางการแพทย์ได้ เขาซึ่งอายุ 43 ปีในขณะนั้นจึงตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนแพทย์ และกลายเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อ

4.  อินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มากที่สุดในโลก

5. ประเทศที่มีสัดส่วนของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มากที่สุดคือประเทศ Nauru บนเกาะในทะเลแปซิฟิกตอนใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กเป็นลำดับที่ 3 ของโลกรองจากนครรัฐวาติกัน และโมนาโก

6. บันทึกลายลักษณ์อักษรที่เก่าที่สุดที่ระบุถึงโรคเบาหวานคือบันทึก Ebers บนกระดาษปาปิรุสของชาวอียิปต์ในช่วง 1500 ปีก่อนคริสตกาล โดยระบุถึงอาการปัสสาวะบ่อย

7. อาการของโรคเบาหวานเช่นหิวน้ำ น้ำหนักลด และปัสสาวะบ่อย ถูกสังเกตตั้งแต่ 1200 ปีก่อนที่โรคนี้จะมีชื่อเรียก

8. แพทย์ชาวกรีกชื่อ Aretaeus เป็นผู้ที่เริ่มใช้คำว่า Diabetes ในช่วงศตวรรตที่ 1 หลังคริสตกาล และเชื่อว่าการถูกงูกัดเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน

9. Dr. Thomas Willis (1621-1675( เรียกโรคเบาหวานว่าเป็นปีศาจที่น่าโมโห และบรรยายปัสสาวะของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ว่า หวานมากเหมือนเต็มไปด้วยน้ำผึ้ง หรือน้ำตาล นอกจากนั้นเขายังเป็นคนแรกที่บรรยายถึงอาการปวดแปล๊บจากการที่เส้นประสาทถูกทำลายจากโรคเบาหวาน

10. คำว่า Diabetes เป็นคำศัพท์ในภาษากรีกที่หมายถึง “การผ่านออก” เนื่องจากพบว่าปัสสาวะในผู้ป่วยโรคเบาหวานถูกขับออกอย่างรวดเร็ว และคำว่า mellitus เป็นคำภาษาละตินซึ่งหมายถึงหวานเหมือนน้ำผึ้ง

11. ในอดีต แพทย์จะทำการตรวจโรคเบาหวานโดนการชิมปัสสาวะว่ามีรสหวานหรือไม่ คนที่ทำหน้าที่ชิมปัสสาวะจะเรียกว่า ผู้ชิมน้ำ (Water taster) วิธีการตรวจสอบวิธีอื่นเช่นการดูว่ามีมดหรือแมลงวันมาตอมรอบปัสสาวะหรือไม่

12. ในช่วงปลายยุค 1850 แพทย์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Priorry ได้แนะนำผู้ป่วยโรคเบาหวานให้รับประทานน้ำตาลในปริมาณมาก ซึ่งแน่นอนว่าแนวทางการรักษาด้วยวิธีนี้เกิดขึ้นแค่ระยะสั้นๆ

13. Dr. Elliott P. Joslin ผู้ก่อตั้งศูนย์โรคเบาหวาน Joslin (Joslin Diabetes Center) เป็นแพทย์ที่เชี่ยวชาญเรื่องเบาหวานเป็นคนแรก และแนะนำเรื่องการจัดการตนเอง เขาเริ่มสนใจในโรคนี้เมื่อมีป้าเป็นโรคเบาหวาน และได้รับการแจ้งว่าไม่มีทางรักษาได้ และมีหวังน้อยมาก ซึ่งต่อมาป้าคนนี้ก็เสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน ในเวลาต่อมาไม่นาน แม่ของเขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานในปี 1898 (หลังจากที่ป้าเสียชีวิตไปไม่นาน) ซึ่งเป็นปีที่เขาเริ่มเป็นแพท์ เขาได้ช่วยแม่ของเขาดูแลโรคเบาหวาน และแม่ของเขาสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานหลังจากนั้น 10 ปีซึ่งถือว่าค่อนข้างนานมากในสมัยนั้น

14. Dr. Elliot P.Joslin ได้กล่าวว่า โรคเบาหวานเป็น “โรคเรื้อรังที่ดีที่สุด” เนื่องจากเป็นโรคที่สะอาด ไม่น่าเกลียด ไม่ติดต่อ มักไม่ปวด และตอบสนองต่อการรักษา

15. Dr. Priscilla White ได้เริ่มต้นการรักษาโรคเบาหวานระหว่างการตั้งครรภ์ โดยเธอได้เข้าร่วมกับ Dr. Elliott P. Joslin ในปี 1924 ซึ่งมีอัตราการคลอดสำเร็จเพียง 54% ในขณะที่เมื่อเธอเกษียนในปี 1974 มีอัตราการคลอดสำเร็จสูงถึง 90%

16. ก่อนปี 1921 ทางเลือกในการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 คือการอดอาหาร หรืออดอาหารกึ่งหนึ่ง

17. ในปี 1916 Dr. Frederick M. Allen ได้พัฒนาการรูปแบบการรักษาในโรงพยาบาลขึ้นโดยทำการจำกัดอาหารของผู้ป่วยโรคเบาหวาน เหลือเพียงแค่วิสกี้ผสมกับกาแฟดำ (หรือซุปใสในคนที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์) ผู้ป่วยจะได้รับอาหารผสมนี้ทุก 2 ชั่วโมงจนกว่าระดับน้ำตาลในเลือดจะหายไปจากปัสสาวะ (มักเกิดขึ้นใน 5 วัน) หลังจากนั้นผู้ป่วยจะได้รับประทานอาหารที่มีระดับคาร์โบไฮเดรตต่ำมากต่อ รูปแบบการรักษานี้เป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดีที่สุดในช่วงนั้น และโครงการของ Dr. Allen นี้จุดประกายความสนใจของ Dr. Elliot P. Joslin ซึ่งได้นำมาใช้เป็นพื้นฐานของการศึกษา และการรักษาด้วยการควบคุมปริมาณแคลอรี

18. ในปี 1022 มีการค้นพบว่าตับอ่อนมีบทบาทในโรคเบาหวาน โดยนักวิจัยได้ทำการศึกษาการย่อยอาหารในสุนับที่ถูกตัดตับอ่อนออกในห้องปฏิบัติการ และพบว่ามีมดมาตอมปัสสาวะของสุนัขเหล่านี้จำนวนมาก ซึ่งจากการตรวจปัสสาวะพบว่ามีน้ำตาลในระดับที่สูงมาก

19. โรคเบาหวานชนิดที่ 1 และ 2 ถูกแยกประเภทอย่างเป็นทางการในปี 1936 อย่างไรก็ตามความแตกต่างระหว่าง 2 ชนิดนี้นั้นมีการพบตั้งแต่ยุคปี 1700 ที่แพทย์พบว่ามีผู้ป่วยบางคนที่เป็นโรคเรื้อรังกว่าคนที่เสียชีวิตภายหลังจากการเริ่มมีอาการโรคเบาหวานน้อยกว่า 5 สัปดาห์

20. ยา sulfonylurea ซึ่งเป็นยารักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในรูปแบบกินชนิดแรกได้ถูกค้นพบในปี 1942

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่