Doctor men
เขียนโดย
กภ. ธีรวิทย์ วิโรจน์วิริยะกุล นักกายภาพบำบัด
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS

นิ้วล็อค (Trigger finger)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,066,437 คน

รูปแบบการดำรงชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไปของมนุษย์ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของร่างกายหลายอย่างตามมา หนึ่งในความผิดปกติดังกล่าวที่พบได้บ่อยก็ คือ “นิ้วล็อค” ปัจจุบันมีผู้เป็นนิ้วล็อคเดินทางมารับคำแนะนำและการรักษาจากนักกายภาพบำบัดเป็นจำนวนมาก เนื่องจากนิ้วล็อคสร้างความรำคาญและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก

นิ้วล็อคคืออะไร?

นิ้วล็อค (Trigger fingers) เป็นอาการเดียวกันกับ นิ้วติดสะดุด หรือ ข้อนิ้วติดงอ อาการสำคัญคือข้อนิ้วติดแข็ง เมื่อกำมือแล้วไม่สามารถแบออกได้เอง มักมีอาการปวดโคนนิ้วร่วมด้วย เกิดจากการอักเสบของเอ็นกล้ามเนื้อและปลอกหุ้มเอ็นกล้ามเนื้อที่ใช้ในการงอนิ้วมือ (Flexor digitorum superficialis and profundus) เมื่อเอ็นกล้ามเนื้อและปลอกหุ้มเอ็นอักเสบจะเกิดเป็นก้อนแข็ง (Nodule) ซึ่งโดยปกติแล้วการกำและแบมือของมนุษย์เหมือนกับระบบชักรอก โดยเอ็นกล้ามเนื้อต้องลอดผ่านพังผืดที่โคนนิ้วมือ (A1 pulley) เมื่อมีก้อนแข็งเกิดขึ้น ทำให้ไม่สามารถลอดผ่านพังผืดได้ ในผู้ป่วยบางรายที่พยายามกำมือขณะมีอาการ ก็จะได้ยินเสียง “กึก” หรือ “เป๊าะ” ชัดเจน และไม่สามารถเหยียดมือที่กำออกได้ด้วยตนเอง อาจจะต้องอาศัยมืออีกข้างช่วยเหยียดออก

นิ้วล็อคสามารถเกิดขึ้นได้หลายๆ นิ้วพร้อมกัน แต่ที่พบบ่อยที่สุดคือนิ้วกลาง นิ้วชี้ และนิ้วนาง มักพบในมือข้างที่ถนัดมากกว่า และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 3-4 เท่า นิ้วล็อคสัมพันธ์กับกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่ต้องมีการกำ-แบมือซ้ำๆ ร่วมกับมีแรงกดที่มือหรือหิ้วของหนัก เช่น ช่างตัดแต่งกิ่งไม้ ช่างทำผม ทันตแพทย์ เป็นต้น ในปัจจุบันผู้ป่วยส่วนใหญ่มีประวัติสัมพันธ์กับการใช้คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนเป็นเวลานานๆ สามารถพบร่วมกับภาวะอื่น ๆ เช่น เบาหวาน ข้ออักเสบรูมาตอยด์ ตั้งครรภ์ และหลังตั้งครรภ์ นอกจจากนี้ยังสามารถพบอาการนี้ตั้งแต่กำเนิด (Congenital trigger finger) ได้ด้วย

อาการของนิ้วล็อคมีอะไรบ้าง?

นอกจากจากอาการปวดที่โคนนิ้วมือและไม่สามารถแบมือหลังจากกำมือได้แล้ว ยังสามารถพบอาการอื่นๆ ได้ ดังนี้

  1. กำ-แบมือลำบาก รู้สึกฝืดเวลากำมือ
  2. อาการปวดจะมากที่สุดในช่วงเช้าหลังตื่นนอน
  3. คลำพบก้อนแข็งใต้ผิวหนังบริเวณโคนนิ้วมือที่มีอาการปวด
  4. อาจจะพบอาการบวมของฝ่ามือร่วมด้วย

ทั้งนี้หากมีอาการชา หรือมีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อในฝ่ามือร่วมด้วย อาจจะต้องตรวจร่างกายหรือซักประวัติเพิ่มเติม เพื่อวินิจฉัยแยกจากอาการพังผืดรัดข้อมืออักเสบ (Carpal tunnel syndrome) ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ในบ่อยกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงใกล้เคียงกันต่อไป

ภาวะนิ้วล็อคจะสามารถแบ่งออกเป็น 4 ระยะใหญ่ๆ ดังนี้

  1. ระยะอักเสบ (Inflammation phase) อาการที่เด่นชัดที่สุดในระยะนี้คืออาการปวดที่โคนนิ้วมือ มักเป็นๆ หายๆ อาจจะพบอาการบวมของโคนนิ้วร่วมด้วย
  2. ระยะองศาการเคลื่อนไหวของข้อนิ้วถูกจำกัด (Triggering phase) ในระยะนี้อาการปวดและบวมจะมากขึ้น อาจจะคงอยู่ตลอดเวลา ผู้ป่วยจะเริ่มรับรู้ถึงความฝืดเคืองของโคนนิ้วมือ ไม่สามารถงอหรือเหยียดได้ถนัด ต้องใช้ความพยายามในการกำหรือแบมือ บางครั้งอาจจะพบว่ามีเสียง “กึก” หรือ “เป๊าะ” ขณะแบหรือกำมือด้วย
  3. ระยะข้อนิ้วติดแข็ง (Locking phase) อาการปวดที่โคนนิ้วมือยังมีมากอยู่ ผู้ป่วยกำมือด้วยความยากลำบาก ไม่สามารถแบมือได้ด้วยตนเอง ต้องอาศัยมืออีกข้างช่วยแกะมือที่กำไว้ออก
  4. ระยะข้อนิ้วติดแข็ง (Flexion contracture phase) ในระยะนี้เมื่อผู้ป่วยกำหรืองอนิ้วมือแล้ว จะไม่สามารถเหยียดนิ้วมือออกได้สุดไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม ผู้ป่วยส่วนใหญ่รายงานว่าไม่มีอาการปวดแล้วในระยะนี้

จะเห็นได้ว่าพอเข้าระยะที่สอง อาการของผู้ป่วยจะชัดเจนมากจนน่าจะคาดเดาได้ว่าน่าจะเป็นอาการของนิ้วล็อค ซึ่งต่างจากอาการในระยะแรกที่ยังคลุมเครือไม่แน่ชัด รวมทั้งเมื่อผู้ป่วยที่มีอาการระยะแรกหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น การใช้โทรศัพท์ ทำกิจกรรมที่ต้องกำหรือแบมือซ้ำๆ เป็นต้นร่วมกับการลดการอักเสบเบื้องต้น เช่น การประคบร้อน อาการก็อาจจะดีขึ้นได้โดยไม่ต้องไปพบแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด อย่างไรก็ตาม เมื่อเริ่มมีอาการฝืดเคืองขณะงอข้อนิ้วหรือกำ-แบมือ ควรรีบเดินทางไปพบแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดทันที เพราะการรักษาแต่แรกเมื่อมีอาการมักจะให้ผลที่ดีกว่า และใช้เวลาในการรักษาสั้นกว่า

การวินิจฉัยภาวะนิ้วล็อคทำได้อย่างไรบ้าง?

การวินิจฉัยภาวะนิ้วล็อคทำได้โดยการขอให้ผู้ป่วยกำและแบมือให้ดูก็จะสังเกตเห็นการติดขัดของการเคลื่อนไหว หรือได้ยินเสียงอย่างชัดเจน ในกรณีผู้ป่วยที่อาการยังไม่ชัดเจนมากนักกายภาพบำบัดอาจจะให้แรงกดเบาๆ บริเวณโคนนิ้วที่มีอาการ เพื่อกระตุ้นให้เส้นเอ็นที่อักเสบและมีการขยายขนาดเป็นก้อนนั้นผ่านผังผืด (A1 puley) ได้ยากขึ้น ก็จะทำให้เห็นอาการอย่างชัดเจน

การฟื้นฟูทางกายภาพบำบัดของภาวะนิ้วล็อคมีอะไรบ้าง?

การรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะนิ้วล็อคสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ตามวัตถุประสงค์ของการรักษา ดังนี้

  1. ลดความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น (Pain management) ในทางกายภาพ เครื่องมือที่ใช้ลดความเจ็บปวดมีด้วยกันมากมาย เช่น คลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound therapy) คลื่นแสงกำลังสูง (Laser) รวมถึงการใช้อุณหภูมิทั้งความร้อนและความเย็น (Thermal therapy) เป็นต้น

    อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ป่วยนิ้วล็อค มีการรักษาด้วยความร้อนชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมในคลินิกกายภาพบำบัด คือ การแช่ขี้ผึ้งพาราฟิน (Parafin) โดยขี้ผึ้งพาราฟินจะถูกอุ่นไว้ที่อุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส มีลักษณะเหลวใส นักกายภาพขอให้ผู้ป่วยจุ่มมือลงในถัง รอให้ขี้ผึ้งแห้งเปลี่ยนเป็นสีขาวเกาะที่มือใช้เวลา10-15 วินาที แล้วจุ่มซ้ำ 10-15 รอบ ก่อนจะห่อด้วยผ้าขนหนูทิ้งไว้ 20 นาที วิธีนี้จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตบริเวณมือ เร่งกระบวนการซ่อมแซมตัวเองของเนื้อเยื่อ และทำให้พังผืดในฝ่ามืออ่อนนุ่มลง
  2. คงหรือเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหว (Maintain or improve range of motion) อาจจะทำโดยการออกกำลัง (Exercise therapy) หรือดัดดึงเบาๆ ด้วยมือของนักกายภาพบำบัด (Manual therapy) เป็นต้น
  3. ให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเพื่อหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดอาการ สนับสนุนสามารถใช้ชีวิตประจำวันให้ใกล้เคียงกับปกติมากที่สุดแม้จะมีภาวะนิ้วล็อคอยู่ รวมทั้งให้คำแนะนำเรื่องอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับอาการและกิจกรรมในชีวิตประจำวันของผู้ป่วยแต่ละราย

การฟื้นฟูและดูแลตนเองที่บ้านสำหรับผู้ที่มีภาวะนิ้วล็อคทำได้อย่างไรบ้าง?

สาเหตุหลักของนิ้วล็อคมาจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นการหลีกเลี่ยงและป้องกันความเสี่ยงต่างๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด สามารถทำได้ดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงการใช้มือทำกิจกรรมใดกิจกรมหนึ่งนานๆ โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องใช้มือในท่าเดิมๆ ซ้ำๆ เช่น การสับหมู ตัดแต่งกิ้งไม้ รวมถึงการใช้งานคอมพิวเตอร์และสมาร์ตโฟน
  2. สวมถุงมือเมื่อต้องทำกิจกรรมที่ต้องกำมือร่วมกับการออกแรงมากๆ เช่น ขุดดิน ใช้ไขควง เจาะพื้น เป็นต้น เพื่อลดการเสียดสีและอักเสบของเส้นเอ็น ที่จะนำไปสู่การบาดเจ็บลักเสบของเส้นเอ็นและปลอกหุ้มเอ็น นอกจากนี้หากต้องหิ้วของหนักๆ ควรใช้อุปกรณ์ทุ่นแรง หรือมีผ้าขนหนูรองฝ่ามือขณะหิ้ว
  3. ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือเป็นประจำ เช่น ขยำดินน้ำมัน บีบลูกบอลสำหรับออกกำลังกายมือ เป็นต้น
  4. ยืดกล้ามเนื้อบนฝ่ามือและข้อมืออย่างสม่ำเสมอ ทำได้โดยการประสานนิ้วมือทั้งสองข้าง หันด้านฝ่ามือขึ้นบน เหยียดแขนขึ้นเหนือศรีษะ ระวังให้ข้อศอกตึงไว้ตลอดเวลา ค้างไว้ 30 วินาที ทำซ้ำ3 ครั้ง วันละ 1-2 รอบ
  5. เมื่อมีอาการปวด เมื่อย หรือเจ็บที่โคนนิ้ว ให้แช่มือในน้ำอุ่นเป็นเวลา 15-20 นาที วันละ 1-2 รอบ สำหรับผู้ที่เริ่มมีภาวะนิ้วล็อคแล้ว ขณะแช่น้ำอุ่นสามารถใช้มืออีกข้างนวดวนเบาๆ บริเวณโคนนิ้วที่มีอาการไปด้วยก็ได้

นิ้วล็อคเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย สามารถป้องกันได้ด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ การสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับมือและความเข้าใจเกี่ยวกับอาการของนิ้วล็อคจะช่วยให้เข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที ซึ่งแนวโน้มของผลการรักษามักจะเป็นไปในทิศทางที่ดี ระยะการรักษาสั้น และใช้ค่าใช้จ่ายน้อยกว่า หากมีข้อสงสัยควรปรึกษานักกายภาพบำบัดเพื่อรับวิธีการฟื้นฟูที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที


ที่มาของข้อมูล

Ordahan b. Karahan Y. A. Efficacy of paraffin wax bath for carpal tunnel syndrome: a randomized comparative study. Int J Biometeorol.2017.61:2175-2178.

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆที่เกี่ยวกับอาการนี้

ทำยังไงถึงสามารถป้องกันอาการนิ้วล็อคได้ค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ปวดมือและแขนข้างซ้ายหลังคลอดลูก
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
นิ้วล็อคทำไงถึงจะหายคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามคุณหมอที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่