สุขภาพ

อาการสั่นและอาการชักในสุนัข

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
A sick dog at the vet

บางครั้งเจ้าของสุนัขอาจเคยเห็นสุนัขของตัวเองสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ การเคลื่อนไหวนอกเหนืออำนาจจิตใจนี้เกิดได้จากการสั่นและการชัก ซึ่งมีสาเหตุที่แตกต่างกัน ดังนั้นวิธีการวินิจฉัยและรักษาก็แตกต่างกันเช่นกัน เจ้าของควรทราบความแตกต่างเพื่อที่จะสามารถให้ความช่วยเหลือสุนัขได้เมื่อเขาต้องการ

การสั่นและการชักคืออะไร?

Dr. Sarah Moore ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านระบบประสาทประจำคณะสัตวแพทย์แห่งมหาวิทยาลัย Ohio State จะมาอธิบายความแตกต่างระหว่างการสั่นและการชัก

การสั่นเป็นการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่อยู่นอกเหนืออำนาจจิตใจ ระหว่างเกิดการสั่นนี้สุนัขจะยังคงตื่นและมีสติต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัว ซึ่งเป็นจุดที่ใช้แยกการสั่นออกจากการชัก (ขณะชักสุนัขมักจะมีสติและการรับรู้ลดลง)

การชักเกิดจากคลื่นไฟฟ้าในสมองทำงานผิดปกติแบบกระทันหันและไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งผลคือสุนัขจะมีระดับการรับรู้ที่เปลี่ยนแปลงไป การทำงานของคลื่นไฟฟ้าในสมองเป็นตัวกำหนดอาการที่แสดงออก การชักไม่ใช่โรคที่เกิดขึ้นแต่เป็นอาการแสดงออกที่บ่งชี้ว่ามีบางสิ่งกำลังเกิดขึ้นภายในร่างกายหรือสมอง

สุนัขบางตัวมีแนวโน้มที่จะแสดงอาการสั่นและชักมากกว่าไหม?

อาการเบื้องต้นเกี่ยวกับความผิดปกติในการทำงานของระบบประสาทอาจไม่ชัดเจน เช่น ระดับความกระตือรือร้นลดลง หรือมีนิสัยที่เปลี่ยนไป สิ่งอื่น ๆ ที่ควรสังเกตุร่วมด้วย ได้แก่ ความผิดปกติในการใช้ขา การสูญเสียการทรงตัว มีปัญาหาในการกระโดดขึ้นหรือลง ขึ้นบันไดลำบาง เป็นต้น แต่บางครั้งสุนัขสามารถแสดงอาการชักหรือสั่นได้เลยโดยที่ไม่มีสัญญาณใด ๆ มาก่อน

สุนัขบางพันธุ์มีแนวโน้มที่จะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาทมากกว่าพันธุ์อื่น ๆ

หรือบางครั้งปัญหาโน้มนำอื่นที่มักจะพบในสุนัขบางพันธุ์ได้บ่อย เช่น โรคความผิดปกติเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันที่ทำลายเนื้อเยื่อสมอง มักจะพบในสุนัขพันธุ์เล็กที่โตเต็มที่ และโรคบางโรคที่ทำให้กล้ามเนื้อของสุนัขเกิดความอ่อนแรงจะแสดงออกโดยมีอาการสั่น มักพบในสุนัขพันธุ์ใหญ่

Dr. Adam Denish สัตวแพทย์ประจำ Rhawhurst Animal Hospital รัฐ Pennsylvania กล่าวว่า “ปัญหาเกี่ยวกับการชักพบได้ค่อนข้างบ่อย”

บางครั้งก็พบว่ามาจากพันธุกรรมของตัวสุนัข แต่เรามักจะไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับพ่อ-แม่พันธุ์ หรือลูกสุนัขตัวอื่นที่มาจากครอกเดียวกัน การผสมพันธุ์สุนัขที่มีสายเลือดชิดและการเพาะพันธุ์ที่ไม่เหมาะสมจะทำให้พบโรคได้มากขึ้นผ่านทางพันธุกรรมของสุนัข

สาเหตุของการชักและการสั่น

การสั่นเกิดได้จากสาเหตุหลากหลาย เช่น ปัญหาพฤติกรรม (ความกลัว ความกระวนกระวาย) อิเลกโทรไลท์ไม่สมดุล ปัญหาเกี่ยวกับเส้นประสาทหรือกล้ามเนื้อ สภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ การได้รับสารพิษบางอย่าง และปัญหาที่เกี่ยวกับสมอง

สุนัขอาจแสดงอาการชักหลังจากได้รับอุบัติเหตุอย่างรุนแรง เช่น ถูกรถชน หรืออุบัติเหตุอื่น ๆ ทำให้สมองกระทบกระเทือน การชักโดยไม่ทราบสาเหตุก็พบได้บ่อยเช่นกันและมีแนวโน้มว่าจะเกิดจากพันธุกรรม แต่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงได้ สาเหตุอื่น ๆ ที่เป็นไปได้ ได้แก่ การติดเชื้อในสมอง เนื้องอกในสมอง การอักเสบ หลอดเลือดในสมองอุดตัน ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ตับวาย หรือภาวะที่เกี่ยวกับระบบเผาผลาญของร่างกาย ความผิดปกติของฮอร์โมน อิเลกโทรไลท์ไม่สมดุล และการได้รับสารพิษ เป็นต้น

ประเภทและระยะของการชัก

การชักในสุนัขแบ่งออกได้เป็นหลายแบบ

  • การชักที่มีรอยโรคในสมองเพียงตำแหน่งเดียว (focal seizures) ในกรณีนี้จะตรวจพบความผิดปกติของสมองเพียงบริเวณเดียวที่ส่งผลให้แสดงอาการชัก สุนัขมักจะแสดงการเคลื่อนไหวบางอย่างที่สามารถสังเกตุเห็นได้ เช่น เลียริมฝีฝาก หรือทำท่าเหมือนไล่งับแมลง (แต่ความจริงไม่ได้มีแมลง) สุนัขอาจจะมีการสูญเสียการรับรู้หรือไม่ก็ได้
  • การชักที่มีรอยโรคในสมองหลายบริเวณ (generalized seizures) สมองหลายส่วนอาจมีความผิดปกติที่ทำให้เกิดอาการชัก การชักในประเภทนี้ที่พบได้บ่อยที่สุดคือ การชักโดยมีการเกร็งและกระตุกของกล้ามเนื้อ (tonic-clonic หรือ grand-mal) การชักรูปแบบนี้สุนัขจะล้มลง มีการเกร็ง ขาตะกายพื้น และอาจมีการขับถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระขณะเกิดการชัก สุนัขจะไม่มีการรับรู้ต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวขณะเกิดการชัดประเภทนี้

การชักมีระยะที่แน่นอน สัตว์บางตัวจะแสดงอาการในระยะก่อนชัก (pre-ictal phase) เป็นอาการที่บ่งบอกได้ว่าสัตว์กำลังจะมีอาการชักตามมา และมีระยะหลังชัก (post-ictal phase) เป็นระยะที่ร่างกายเริ่มหยุดชักแต่สัตว์อาจยังไม่ได้สติจากการชัก

อาการที่สัตว์อาจแสดงก่อนเกิดการชัก ได้แก่ เกิดความกลัวกระทันหัน ดมไปทั่ว อาจตอบสนองต่อกลิ่นที่ไม่ได้มีอยู่ เลียริมฝีปาก พยายามใช้เท้าเกาบริเวณหัว (อาจเป็นการแสดงว่าสัตว์กำลังปวดหัว)

สิ่งที่ต้องทำเมื่อสุนัขมีอาการชัก

สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับเจ้าของแต่ต้องทำให้ได้คือ “ใจเย็น” การเห็นสุนัขชักเป็นเรื่องที่น่าตกใจ แต่เจ้าของควรตั้งสติเพื่อรับมือรับสถานการณ์ สิ่งที่ควรทำคือทิ้งระยะห่างจากตัวสุนัข อย่าพยายามกอด กลสุนัขลงกับพื้น หรือเอาสิ่งของใส่ในปากของสุนัข เนื่องจากสุนัขอาจจะกัดเจ้าของโดยไม่ได้ตั้งใจ

หลายคนอาจเคยได้ยินมาว่าผู้ป่วยที่มีอาการชักมักจะกัดลิ้นหรือลิ้นจุกคอตัวเอง แต่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลในสุนัข สิ่งที่ดีที่สุดคือปล่อยให้สุนัขแสดงอาการชักจนกว่าจะหยุด แต่ควรระวังไม่ให้มีที่เป็นอันตรายอยู่รอบตัวสุนัข พยายามเก็บของที่มีอันตรายออกจากบริเวณรอบตัวของสุนัขให้หมด

เมื่อสุนัขหยุดชักแล้ว เจ้าของสามารถใช้หมอนหรือผ้าห่มขนาดใหญ่ประคองหัวของสุนัขเอาไว้ กันสัตว์เลี้ยงตัวอื่นออกจากบริเวณ และให้สุนัขของคุณได้พักผ่อนจนกว่าจะฟื้นตัวอย่างเต็มที่ สุนัขอาจมีอาการมึนงง สับสน ง่วงนอน หรือไม่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม บางตัวอาจมีอาการหวาดกลัว เมื่อสุนัขเริ่มฟื้นและได้สติกลับมาจนสามารถลุกขึ้นเดิน กินอาหาร และดื่มน้ำเองได้ ควรปล่อยให้สุนัขได้ดื่มน้ำเองและปล่อยให้ขับถ่ายในที่ประจำ

อาการชักในสุนัขมักเกิดขึ้นมากกว่าหนึ่งครั้ง เจ้าของควรสังเกตุและจดบันทึกเหตุการณ์ขณะที่สุนัขแสดงอาการชัก ระยะเวลาที่ใช้ และข้อมูลต่าง ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับการชัก ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อสัตวแพทย์ในการวินิจฉัย การจดจำรายละเอียดของปัจจัยและสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุทำให้สุนัขเริ่มแสดงอาการชักจะช่วยให้คุณสามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงและสาเหตุเหล่านั้นได้

อาการชักที่รุนแรงกว่าปกติ ใช้เวลานานกว่าสองถึงสามนาที และมักเกิดเป็นชุด ๆ จะเป็นอันตรายมากกว่าและจำเป็นจะต้องพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์ที่ใกล้มือที่สุดทันที

การรักษา

หากสุนัขของคุณกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการสั่นหรือชัก สัตวแพทย์อาจจำเป็นต้องทำการตรวจเพื่อหาสาเหตุ โดยการทำ MRI และ CT scan ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ หรือ X-rays บางครั้งจำเป็นจะต้องเก็บตัวอย่างจากน้ำไขสันหลังไปเพื่อตรวจหาความผิดปกติ เมื่อสุนัขได้รับผลการวินิจฉัย สัตวแพทย์จะทำการรักษา เช่น ใช้ยาเพื่อรักษาสาเหตุหลัก หรือยาเพื่อควบคุบการสั่นหรือการชัก โดยต้องรักษาอย่างเหมะสมตามอาการและความรุนแรงของสาเหตุ

ยาที่ใช้ในสุนัขเป็นตัวเดียวกับที่ใช้ในคน และยาตัวใหม่ย่อมมีราคาแพงกว่า เรามักจะเริ่มรักษาจากการใช้ยาที่ใช้กันมานานแล้วและเป็นยาที่นิยมใช้ทั่วไป เช่น phenobarbital หรือ diazepam อย่างไรก็ตามยาตัวใหม่ ๆ เช่น Keppra และ potassium bromide หรือ gabapentin และ zonisamide ก็สามารถใช้ได้เช่นกัน

ส่วนมากสัตวแพทย์ทั่วไปสามารถจัดการกับปัญหาการชักได้ อย่างไรก็ตามการเข้ารับการรักษากับสัตวแพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบประสาทจำเป็นในกรณีที่สัตว์ป่วยมีอาการซับซ้อนและรักษาได้ยาก หรือกรณีที่สัตว์ไม่ตอบสนองต่อการใช้ยาทั่วไป นอกจากนี้ความเครียดและโรคอื่น ๆ เช่น เบาหวาน โรค Cushing’s และภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนเกิน อาจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการชักหรือทำให้อาการชักแย่ลงได้

การจัดการ

หากสุนัขของคุณมีอาการสั่น แน่นอนว่าการใช้ชีวิตจะต้องเปลี่ยนแปลงไป แต่ขึ้นกับความรุนแรงของอาการ ควรหลีกเลี่ยงความตื่นเต้นหรือความเครียด และบางครั้งควรหลีกเลี่ยงการเล่นแรง ๆ กับสุนัข สุนัขควรได้รับการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม แต่ควรให้สุนัขสงบมากที่สุด เช่น เดินเล่นในบริเวณบ้านที่เงียบสงบ สัตวแพทย์สามารถช่วยแนะนำแนวทางการใช้ชีวิตสำหรับสุนัขเหล่านี้ได้

คำแนะนำสำหรับสุนัขที่มีอาการชักจะแตกต่างออกไป สุนัขส่วนมากสามารถใช้ชีวิตปกติได้ในช่วงที่ไม่มีอาการชัก บางครั้งเจ้าของอาจไม่อยู่บ้านขณะที่สุนัขเกิดการชักและกลับบ้านมาเมื่อสุนัขหายเป็นปกติแล้ว การใช้ชีวิตขึ้นกับสาเหตุที่ทำให้เกิดการชัก หรือสิ่งที่คาดว่าจะเป็นตัวการที่ทำให้สุนัขเริ่มชัก บางครั้งการเปลี่ยนแปลงเพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยเหล่านั้นก็เป็นสิ่งที่จำเป็น

หากสุนัขได้รับการดูแลโดยสัตวแพทย์ พยากรณ์โรคของการชักถือว่าดีสำหรับสุนัข

สาเหตุส่วนมากที่ทำให้เกิดการสั่นหรือชักสามารถควบคุมได้ เพื่อให้สุนัขใช้ชีวิตได้เป็นปกติและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ถามสัตวแพทย์

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ