มะเร็งและโรคร้าย

การรักษาโรคความดันโลหิตสูง

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 7, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 7 นาที
Istock 667591886 %281%29

การรักษาโรคความดันโลหิตสูงหลักๆ จะมีอยู่สองวิธี คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ หยุดสูบบุหรี่ เป็นต้น และอีกวิธีคือการใช้ยาลดระดับความดันโลหิต ซึ่งมีอยู่หลายกลุ่ม โดยยาลดความดันโลหิตแต่ละชนิดอาจเหมาะสมกับคนแต่ละคนแตกต่างกัน ดังนั้นให้ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาลดความดันโลหิตใดๆ 

การรักษาโรคความดันโลหิตสูงจะขึ้นอยู่กับระดับความดันโลหิตของคุณและความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดของคุณ เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือ โรคหลอดเลือดสมอง

ปัจจัยเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด มีอยู่ 7 ปัจจัยหลัก ได้แก่

  • อายุ
  • ความดันโลหิตสูง
  • การสูบบุหรี่ (หรือเคยสูบบุหรี่)
  • อ้วน
  • ขาดการออกกำลังกาย
  • ระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดสูง
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด

ถ้าความดันโลหิตสูงเล็กน้อย

ถ้าความดันโลหิตของคุณสูงกว่าค่าปกติ (120/80 mmHg) เล็กน้อย และแพทย์พิจารณาแล้วว่าคุณมีความเสี่ยงต่ำต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด คุณสามารถลดความดันโลหิตได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตด้วยวิธีง่ายๆ

ถ้าความดันโลหิตสูงปานกลาง

ถ้าระดับความดันโลหิตของคุณสูงปานกลาง คือสูงตั้งแต่ 140/90 mmHg ขึ้นไป หรือแพทย์พิจารณาแล้วว่าความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดในอีก 10 ปีข้างหน้าของคุณมากกว่า 1 ใน 5 กรณีนี้คุณจะได้รับคำแนะนำในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต และอาจได้รับการสั่งยาลดความดันโลหิตร่วมด้วย

ถ้าความดันโลหิตสูงมาก

ถ้าความดันโลหิตของคุณสูงมาก คือ สูงตั้งแต่ 180/110 mmHg ขึ้นไป คุณควรได้รับการส่งต่อไปรักษากับแพทย์เฉพาะทางด้านความดันโลหิตสูง

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่อไปนี้จะช่วยลดระดับความดันโลหิตได้:

  • ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ เช่น การเดิน ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ
  • ลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ลงให้อยู่ในระดับที่แนะนำ (น้อยกว่า 21 หน่วยต่อสัปดาห์ในผู้ชาย และน้อยกว่า 14 หน่วยต่อสัปดาห์ในผู้หญิง)
  • รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ ไขมันต่ำ และหลากหลายครบ 5 หมู่ และให้จำกัดปริมาณการบริโภคเกลือให้น้อยกว่า 6 กรัมต่อวัน
  • ถ้าน้ำหนักเกินหรืออ้วน ให้ทำการลดน้ำหนัก
  • จำกัดการดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีน โดยให้กาแฟหรือชาน้อยกว่า 5 ถ้วยต่อวัน
  • ฝึกการผ่อนคลาย เช่น เล่นโยคะ และนั่งสมาธิ

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ นอกจากจะช่วยลดระดับความดันโลหิตแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพในภาพรวมด้วย

ยาลดความดันโลหิต

มียาหลายชนิดสำหรับใช้เพื่อลดความดันโลหิต คุณอาจจำเป็นต้องรับประทานยาลดความดันโลหิตมากกว่า 1 ชนิด เพราะบางครั้งอาจจำเป็นต้องใช้ยาหลายชนิดเพื่อช่วยให้การรักษาประสบความสำเร็จ

หากคุณมีภาวะความดันโลหิตสูง คุณอาจจำเป็นต้องรับประทานยาลดความดันโลหิตไปตลอดชีวิต อย่างไรก็ตามหากคุณสามารถควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในช่วงเป้าหมายได้เป็นเวลาต่อเนื่องหลายปี คุณควรสอบถามแพทย์ที่ดูแลว่าคุณสามารถหยุดยาและติดตามความดันโลหิตแทนได้หรือไม่

ยาลดความดันโลหิตส่วนใหญ่มีผลข้างเคียงบางประการ (รายละเอียดผลข้างเคียงของยาแต่ละชนิดแสดงไว้ด้านล่าง) หากคุณมีผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยจากยาลดความดันโลหิตเหล่านี้ ให้ปรึกษาแพทย์ทันที:

  • รู้สึกง่วงนอน
  • มีอาการปวดบริเวณด้านข้างของหลังส่วนล่าง (บริเวณที่อยู่ของไต)
  • มีอาการไอแห้ง
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม
  • มีผื่นที่ผิวหนัง

ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่ายาลดความดันโลหิตแต่ละชนิดจะออกฤทธิ์ได้ดีแตกต่างกันขึ้นอยู่กับกลุ่มชาติพันธุ์ของผู้ป่วยที่ใช้ยา ตัวอย่างเช่น ยาในกลุ่มยับยั้งเอนไซม์ เอซีอี หรือเรียกว่า เอจ อินฮิบิเตอร์ (ACE inhibitors) เป็นยาที่มีประสิทธิภาพมากกว่าและควรใช้เป็นตัวแรกในคนผิวขาว ในขณะที่ยาในกลุ่ม calcium channel blockers หรือ ยาขับปัสสาวะไทเอไซด์ (thiazide diuretics) มีแนวโน้มที่จะออกฤทธิ์ได้ดีในคนผิวดำ เป็นต้น

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะคนผิวดำมีแนวโน้มที่จะมีระดับเรนนิน (renin) ในเลือดน้อยกว่า เรนนิน เป็นเอนไซม์ที่ช่วยควบคุมความดันโลหิตของร่างกาย ยาในกลุ่ม ACE inhibitors จะออกฤทธิ์ได้ดีเมื่อมีปริมาณเอนไซม์เรนนินในเลือดสูง ดังนั้นคนผิวดำที่มีเอนไซม์เรนนินน้อยกว่า จึงใช้ยาในกลุ่ม ACE inhibitors เพื่อลดความดันโลหิตไม่ค่อยได้ผล

จากข้อมูลข้างต้น ทำให้แพทย์ผู้ทำการรักษาจะพิจารณาชาติพันธุ์ของผู้ป่วยด้วยเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเลือกยาในการรักษา

ยาที่ใช้กันอย่างกว้างขวางเพื่อลดความดันโลหิต ได้แก่:

  • ยาในกลุ่ม Angiotensin-converting enzyme (ACE) inhibitors อ่านว่า เอจอินฮิบิเตอร์
  • ยาในกลุ่ม Calcium channel blockers อ่านว่า แคลเซียม แชลแน่ล บล็อกเกอร์
  • ยาขับปัสสาวะกลุ่ม Thiazide อ่านว่า ไทเอไซด์
  • ยาในกลุ่ม Alpha-blockers อ่านว่า อัลฟ่า บล็อกเกอร์
  • ยาในกลุ่ม Beta-blockers อ่านว่า เบต้า บล็อกเกอร์

ยากลุ่ม Angiotensin-converting enzyme (ACE) inhibitors

ยาในกลุ่ม Angiotensin-converting enzyme (ACE) inhibitors จะออกฤทธิ์ยับยั้งการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนบางชนิดที่ควบคุมระดับความดันโลหิตของร่างกาย

จากการยับยั้งฮอร์โมนดังกล่าว ยาจะช่วยลดปริมาณน้ำในเลือด, ขยายหลอดเลือดแดง ทำให้ความดันโลหิตลดลง

ยากลุ่ม ACE inhibitors ไม่เหมาะสำหรับ:

  • หญิงตั้งครรภ์ หรือ หญิงให้นมบุตร
  • คนที่มีสภาวะที่มีปัญหาเกี่ยวกับเลือดไปเลี้ยงไต

ยากลุ่ม ACE inhibitors จะลดปริมาณเลือดไปที่ไต ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของไตลดลงได้ ดังนั้นก่อนการใช้ยานี้ จะต้องตรวจเลือดและตรวจปัสสาวะก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าคุณไม่เป็นโรคไตอยู่ก่อนใช้ยานี้

ระหว่างการใช้ยาในกลุ่ม ACE inhibitors คุณอาจจำเป็นต้องได้รับการตรวจเลือดและตรวจปัสสาวะปีละครั้ง

ผลข้างเคียงของยาในกลุ่ม ACE inhibitors ได้แก่:

ผลข้างเคียงโดยส่วนใหญ่จะดีขึ้นและหายได้เองในเวลาไม่กี่วัน แต่จะมีผู้ป่วยบางรายที่จะยังมีอาการไอแห้งอย่างต่อเนื่อง

หากผลข้างเคียงมีอาการมากขึ้น และรบกวนคุณ มียาอีก 1 ชนิดที่ออกฤทธิ์คล้ายๆ กันกับยากลุ่มนี้ ได้แก่ยาในกลุ่ม angiotensin-2 receptor antagonist (อ่านว่า แองจิโอเทนซิน ทู รีเซปเตอร์ แอนตาโกนิส) ซึ่งแพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาในกลุ่มนี้แทน

ยาในกลุ่ม ACE inhibitors สามารถทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ถ้าคุณรับประทานยานี้ร่วมกับยาอื่น ได้แก่ยาที่หาซื้อได้เองบางชนิด ดังนั้นก่อนการรับประทานยาชนิดใด ร่วมกับยาในกลุ่ม ACE inhibitors ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอว่าสามารถรับประทานร่วมกันได้อย่างปลอดภัยหรือไม่

ยากลุ่ม Calcium channel blockers

ยาในกลุ่ม Calcium channel blockers ออกฤทธิ์โดยการคลายกล้ามเนื้อของผนังของหลอดเลือดแดง ทำให้หลอดเลือดแดงขยายตัวและความดันโลหิตลดลงได้

ตัวอย่างของยาในกลุ่ม Calcium channel blockers ได้แก่:

  • Diltiazem อ่านว่า ดิวไทเอเซ็ม
  • Verapamil อ่านว่า เวราปามิล
  • Amolodipine อ่านว่า แอมโลดิปีน
  • Nifedipine อ่านว่า ไนเฟดิปีน

ยาในกลุ่ม calcium channel blocker แต่ละตัวออกฤทธิ์ได้แตกต่างกัน ผลข้างเคียงของยาในกลุ่มนี้ที่พบได้บ่อยจะดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่วัน โดยมีผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย ดังนี้:

  • หน้าแดง
  • ปวดศีรษะ
  • ข้อเท้าบวม
  • เวียนศีรษะ
  • อ่อนเพลีย
  • ผื่นที่ผิวหนัง
  • หัวใจเต้นเร็ว เต้นช้า หรือเต้นผิดปกติ

ยาในกลุ่ม calcium channel blocker บางรายการอาจทำให้ผู้ป่วยบางรายมีอาการท้องผูกได้

อย่ารับประทานน้ำผลไม้ grapefruit ระหว่างใช้ยาในกลุ่ม calcium channel blocker เพราะจะยิ่งลดความดันโลหิตให้ต่ำลงเกินไปได้

ยาขับปัสสาวะกลุ่ม Thiazide

ยาขับปัสสาวะกลุ่ม Thiazide จะออกฤทธิ์โดยการลดปริมาณน้ำในเลือดและขยายผนังของหลอดเลือดแดง ยาในกลุ่มนี้ไม่แนะนำให้ใช้ในผู้หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคเกาต์ (โรคข้อชนิดหนึ่งที่มีผลึกสะสมที่บริเวณข้อ)

ยาขับปัสสาวะกลุ่ม Thiazide เป็นยาที่ลดระดับโพแทสเซียมในเลือดด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานของหัวใจและไต ยาสามารถเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด และอาจทำให้เกิดโรคเบาหวานขึ้นได้

ดังนั้นคุณจะได้รับการตรวจเลือดและปัสสาวะทุกๆ 6 เดือน เพื่อติดตามระดับโพแทสเซียมและระดับน้ำตาลในเลือด

ตัวอย่างของยาขับปัสสาวะกลุ่ม Thiazide ได้แก่:

  • Furosemide อ่านว่า ฟูโรซีไมด์
  • Torasemide อ่านว่า ทอราซีไมด์

ผลข้างเคียงของยาขับปัสสาวะกลุ่ม Thiazide ได้แก่:

  • เวียนศีรษะ
  • คลื่นไส้
  • เป็นตะคริวที่กล้ามเนื้อ
  • ปัสสาวะบ่อยครั้งในช่วงกลางวัน และอาจเป็นในช่วงกลางคืนด้วย

มีผู้ป่วยชายจำนวนเล็กน้อยที่รับประทานยาขับปัสสาวะกลุ่ม Thiazide แล้วพบว่า อวัยวะเพศชายไม่แข็งตัว หรือไม่สามารถแข็งตัวได้นาน อย่างไรก็ตามผลข้างเคียงนี้จะหายเป็นปกติเมื่อหยุดรับประทานยานี้

นอกจากยาขับปัสสาวะกลุ่ม Thiazide แล้ว ยังมียาขับปัสสาวะกลุ่มอื่นๆ ซึ่งแพทย์อาจพิจารณาจ่ายให้กับคุณ ได้แก่:

  • กลุ่ม Loop Diuretics อ่านว่า ลูป ไดยูเรติก
  • กลุ่ม Potassium-sparing diuretics อ่านว่า อ่านว่า โพแทสเซียม สะแปริ่ง ไดยูเรติก

ยากลุ่ม Alpha-blockers

ยาในกลุ่ม Alpha-blockers เป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการลดความดันโลหิตเช่นกัน อย่างไรก็ตามยานี้มักไม่ถูกจ่าย ยกเว้นแต่ว่า คุณกำลังรับประทานยาลดความดันโลหิตตัวอื่นอยู่แล้ว แต่ความดันโลหิตยังคงสูงอยู่

ยากลุ่ม Alpha-blockers ออกฤทธิ์โดยป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อที่บุรอบๆ หลอดเลือดหดตัว ทำให้หลอดเลือดคลายตัวและเปิดกว้างมากขึ้น ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น และความดันโลหิตลดลง

ตัวอย่างของยาในกลุ่ม Alpha-blockers ได้แก่:

  • Doxazosin อ่านว่า ด็อกซ่าโซซิน
  • Trazodone อ่านว่า ทราโซโดน

ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยของยาในกลุ่ม Alpha-blockers คือ:

  • เหมือนจะเป็นลมเมื่อเริ่มใช้ยาเป็นครั้งแรก
  • เวียนศีรษะ
  • ปวดศีรษะ
  • ข้อเท้าบวม
  • เหนื่อย อ่อนเพลีย

ยากลุ่ม Beta-blockers

ยากลุ่ม Beta-blockers เคยเป็นยาที่นิยมใช้เพื่อลดความดันโลหิตในสมัยก่อน แต่ในปัจจุบันยานี้จะถูกใช้เฉพาะในกรณีที่ใช้ยาอื่นแล้วไม่ประสบความสำเร็จในการลดความดันโลหิต สาเหตุเป็นเพราะยาในกลุ่ม Beta-blockers มีผลข้างเคียงค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับยากลุ่มอื่นที่ใช้ลดความดันโลหิต

ยากลุ่ม Beta-blockers ออกฤทธิ์โดยทำให้หัวใจเต้นช้าลง และลดแรงในการบีบตัวของหัวใจ ทำให้ลดแรงในการส่งเลือดจากหัวใจได้

ตัวอย่างยาในกลุ่ม Beta-blockers ได้แก่:

  • Atenolol อ่านว่า อะทีโนลอล
  • Bisoprolol อ่านว่า บิโซโพรรอล
  • Carvedilol อ่านว่า คาวิไดรอล
  • Propranolol อ่านว่า โพรพาโนรอล

ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยของยาในกลุ่ม Beta-blockers คือ:

  • อ่อนเพลีย เหนื่อย
  • คลื่นไส้
  • มือเท้าเย็น
  • หัวใจเต้นช้า
  • ท้องเสีย

ผลข้างเคียงที่พบได้น้อยกว่าของยาในกลุ่มนี้ ได้แก่:

  • มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ
  • ฝันร้าย
  • เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

แม้ว่ายาในกลุ่ม beta-blockers จะไม่ถูกแนะนำให้ใช้เป็นยาตัวแรกสำหรับรักษาผู้ที่มีความดันโลหิตสูง แต่อาจถูกแนะนำให้ใช้ในผู้ที่มีอายุน้อย ถ้า:

  • ใช้ยาตัวอื่น เช่น ยาในกลุ่ม ACE inhibitors แล้วไม่ได้ผล
  • ใช้ในหญิงวัยเจริญพันธุ์ (หญิงที่สามารถตั้งครรภ์ได้)

ยาในกลุ่ม beta-blockers อาจเกิดปฏิกิริยากับยาชนิดอื่นๆ ทำให้เกิดผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ได้ ดังนั้นก่อนใช้ยาใดร่วมกับยาในกลุ่ม beta-blockers จะต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

อย่าหยุดรับประทานยาในกลุ่ม beta-blockers อย่างทันทีทันใด โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ เพราะการหยุดรับประทานยานี้กะทันหันสามารถทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงได้ เช่น ความดันโลหิตสูงขึ้น หรือ เจ็บหน้าอก อันเนื่องมาจากการลดลงของปริมาณออกซิเจนในกล้ามเนื้อหัวใจ

https://www.nhsinform.scot/illnesses-and-conditions/heart-and-blood-vessels/conditions/high-blood-pressure-hypertension#treatment

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่