มะเร็งและโรคร้าย

แนวทางการรักษา การเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด ในผู้ป่วยไตเรื้อรัง

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
แนวทางการรักษา การเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด ในผู้ป่วยไตเรื้อรัง

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง พบมีความชุกของการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดสูงกว่าประชากรทั่วไป และมีโอกาสเสียชีวิต จากโรคหัวใจและหลอดเลือด มากกว่าการดำเนินโรคเข้าสู่ไตเรื้อรังระยะสุดท้าย ดังนั้นการรักษา และป้องกันตามปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ
1) ปัจจัยเสี่ยงทั่วไป ได้แก่ การหยุดสูบบุหรี่ การควบคุมน้ำหนัก การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน การใช้ยาแอสไพริน การรักษาภาวะไขมันในเลือดสูงด้วยยาสะแตติน การรักษาภาวะไขมันในเลือดสูงด้วยยาสะแตติน การรักษาความดันโลหิตสูงด้วยยากลุ่มยับยั้งเอซีอี และเออาร์บี
2) ปัจจัยเสี่ยงสัมพันธ์กับโรคไตเรื้อรัง ได้แก่ การรักษาภาวะโลหิตจาง การลดปริมาณไข่ขาวรั่วในปัสสาวะ และการควบคุมระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในเลือด

1. การหยุดสูบบุหรี่

a9.gif การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน โรคหลอดเลือดส่วนปลายตีบตัน โรคไตเรื้อรัง และการเสียชีวิต ข้อมูลการศึกษาพบชัดเจนว่า การหยุดสูบบุหรี่สามารถลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน และสามารถชะลอการเสื่อมของไตได้


2. การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน

a9.gif โรคเบาหวานเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคหัวใจวายในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง การศึกษาส่วนใหญ่พบว่า การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานสามารถลดอัตราการเกิดโรคไตจากเบาหวาน โรคตาจากเบาหวาน และเชื่อว่าจะช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วย


3. ยาแอสไพริน

a9.gif สามารถลดอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน แต่อย่างไรก็ตามขาดข้อมูลการศึกษาในผู้ป่วยไตเรื้อรัง ดังนั้นการเลือกใช้ยาแอสไพริน ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังแต่ละรายควรพิจารณาตามความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และการเกิดภาวะเลือดออกง่ายตามความเหมาะสม

4. การรักษาภาวะไขมันในเลือดสูง

a9.gif การรักษาภาวะไขมันในเลือดสูงด้วยยาลดไขมันในเลือดกลุ่มสะแตติน (statins) สามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ถึงร้อยละ 21 และจากข้อมูลข้างต้นในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังจัดว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้นปัจจุบันจึงแนะนำให้รักษาภาวะไขมันในเลือดสูงด้วยยากลุ่มสะแตติน ให้มีระดับไขมันชนิด LDL คลอเรสเตอรอล

5. การรักษาความดันโลหิตสูง

a9.gif อ้างอิงจากข้อมูลการรักษาความดันโลหิตสูงในกลุ่มผู้ป่วยทั่วไปสามารถลดอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และยากลุ่มยับยั้งเอซีอี (angiotensin-converting enzyme (ACE) inhibitors) และ เออาร์บี (angiotensin II receptor blockers (ARB) สามารถลดระดับไข่ขาวในปัสสาวะ และชะลอการเสื่อมของไต ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยไตเรื้อรังได้ ดังนั้นในผู้ป่วยไตเรื้อรังแนะนำว่า ควรรักษาความดันโลหิตต่ำกว่า 130/80 มม.ปรอท และพิจารณาเลือกใช้ยากลุ่มยับยั้งเอซีอีและเออาร์บี เป็นอันดับแรก เพื่อลดอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด อย่างไรก็ตามพึงระวังภาวะโปแตสเซียมสูงในเลือด ซึ่งเป็นผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้


a9.gif พิจารณากำจัดปัจจัยเสี่ยงสัมพันธ์กับโรคไตเรื้อรังอื่น ๆ ดังกล่าวข้างต้น เพื่อลดอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยไตเรื้อรัง ซึ่งสามารถสรุปเป็นข้อ ๆ ได้ดังต่อไปนี้

  1. การรักษาภาวะโลหิตจาง การรักษาภาวะโลหิตจาง ช่วยให้คุณภาพชีวิต และอาการทางโรคหัวใจวายของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังดีขึ้น นอกจากนี้บางการศึกษาพบว่า การรักษาภาวะโลหิตจางช่วยลดการหนาตัวระยะแรกของผนังหัวใจ ปัจจุบันแนะนำรักษาภาวะโลหิตจางให้ระดับฮีโมโกลบิน ระหว่าง 11-12 กรัมต่อดล.
  2. การลดไข่ขาวรั่วในปัสสาวะ ยากลุ่มยับยั้งเอซีอีก และเออาร์บี สามารถชะลอการเสื่อมของไต ร่วมกับการลดอัตราการเกิด microlabuminuria และลดระดับไข่ขาวในปัสสาวะ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังได้
  3. การควบคุมระดับแคลเซียม และฟอสฟอรัสในเลือด ระดับแคลเซียม และฟอสฟอรัสในเลือดสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้นในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะต้นควรมีระดับฟอสฟอรัสในเลือดระหว่าง 2.7-4.6 มล./ดล. และผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะท้าย ควรมีระดับฟอสฟอรัสในเลือดระหว่าง 3.5-5.5 มล./ดล. ร่วมกับควบคุมผลคูณของแคลเซียมกับฟอสฟอรัสในเลือด (calcium phosphate product) น้อยกว่า 55 มล.ต่อดล. โดยการจำกัดอาหารที่ฟอสฟอรัสสูงหรือควรรับประทานปริมาณฟอสฟอรัสน้อยกว่า 800 มก.ต่อวัน ร่วมกับการรับประทานยาจับฟอสฟอรัสในอาหาร (phosphate binders) ได้แก่ แคลเซียม คาร์บอเนต (calcium carbonate), แคลเซียม อะซีเตต (calcium acetate) อลูมิเนียม ไฮดรอกไซด์ (aluminum hydroxide) ในกรณีที่มีภาวะแคลเซียมในเลือดสูงควรงดรับประทานยาที่มีแคลเซียมเป็นองค์ประกอบชั่วคราวและปรับเปลี่ยนเป็นยากลุ่มอื่นแทน
  4. การรักษาภาวะอักเสบในร่างกาย การรักษาภาวะอักเสบในร่างกาย ยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนว่าได้ประโยชน์มากพอ แม้จะมีบางรายงานการศึกษาการใช้วิตามินอี ซึ่งเป็น antioxidant สามารถช่วยให้อาการทางโรคหัวใจและหลอดเลือดของผู้ป่วยดีขึ้น

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่