การรักษา

คู่มืออาการท้องเสีย (Diarrhea) ฉบับสมบูรณ์

รู้จักอาการท้องเสีย ถ่ายถี่และเหลว ทั้งประเภท สาเหตุ การรักษา การป้องกัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาวะร่างกายขาดน้ำ ซึ่งอันตรายถึงชีวิต
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.ย. 2, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
คู่มืออาการท้องเสีย (Diarrhea) ฉบับสมบูรณ์

ท้องเสียเป็นอาการถ่ายอุจจาระในความถี่ หรือปริมาณอุจจาระที่ถ่ายมีของเหลวมากกว่าปกติ มักเกิดแบบเฉียบพลันมากกว่าเรื้อรัง ซึ่งปกติแล้วลำไส้จะดูดซึมของเหลวเหล่านี้นำไปใช้ในการรักษาสมดุลร่างกายและขับส่วนเกินออกมาทางปัสสาวะ แต่เมื่อเกิดความผิดปกติทำให้น้ำปริมาณมากไม่ถูกดูดซึมและถูกขับออกมาทางอุจจาระ อันตรายที่สุดของอาการท้องเสียคือ ร่างกายสูญเสียน้ำ (dehydration) ในปริมาณมากจนทำให้การทำงานของอวัยวะอื่นในร่างกายผิดปกติไป สังเกตได้จากปากคอแห้ง กระหายน้ำ ผิวหนังแห้ง ซึ่งภาวะร่างกายขาดน้ำนี้อาจก่ออันตรายถึงชีวิตได้

ประเภทของอาการท้องเสีย

ท้องเสียสามารถแบ่งประเภทเบื้องต้นได้ 3 ประเภท ได้แก่

  • ท้องเสียแบบเฉียบพลัน เป็นอาการท้องเสียที่เกิดขึ้นน้อยกว่าสองสัปดาห์ อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย ได้แก่ ปวดท้อง ปวดเมื่อกล้ามเนื้อ รู้สึกแน่นท้อง อาการท้องเสียแบบเฉียบพลันมักทุเลาลงใน 1 ถึง 3 วัน
  • ท้องเสียแบบเรื้อรัง เป็นอาการท้องเสียที่เกิดขึ้นนานกว่าสี่สัปดาห์
  • ท้องเสียจากการท่องเที่ยว เป็นอาการท้องเสียที่มักเกิดขึ้นกับผู้ที่เดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่ที่มีสุขอนามัย สภาพสังคม หรือสภาพอากาศที่ต่างจากประเทศที่อาศัยอยู่ มีอาการคลื่นไส้ ปวดเกร็งท้อง และอาจพบอาการอาเจียน เป็นไข้ ร่วมด้วย

สาเหตุของการเกิดท้องเสียเกิดได้จากการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรียในระบบทางลำไส้ การใช้ยาโดยเฉพาะอย่างิ่งการใช้ยาปฏิชีวนะซึ่งส่งผลแบคทีเรียประจำถิ่น (normal flora) การรับประทานอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อนปรสิต หรือพิษของแบคทีเรีย ความเครียด หรือการรับประทานอาหาร

การรักษาอาการท้องเสียโดยการใช้ยา

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า อาการที่อันตรายที่สุดของอาการท้องเสียคือภาวะขาดน้ำ ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องได้รับน้ำและแร่ธาตุชดเชย ยากลุ่มที่จำเป็นที่สุด คือ Oral Rehydration Salts หรือที่รู้จักในชื่อย่อ ORS ตัวยาประกอบด้วยโซเดียม (sodium) คลอไรด์ (chloride) โพแทสเซียม (potassium) และไบคาร์บอเนต (bicarbonate) ใช้สำหรับชดเชยน้ำและแร่ธาตุที่ร่างกายสูญเสียไปกับอุจจาระ หากมีอาการท้องเสียรุนแรงจนไม่สามารถรับประทานได้อาจต้องให้เกลือแร่โซเดียมคอลไรด์ชดเชยผ่านทางเส้นเลือดดำแทนการรับประทาน วิธีการใช้คือให้ผสมผงยากับน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วหรือน้ำเย็นที่สะอาด ตามปริมาณที่กำหนดบนซอง ละลายผงยาและน้ำให้เข้ากัน ใช้ค่อยจิบแทนการดื่มน้ำ ไม่รับประทานหมดในครั้งเดียว หลังผสมแล้วสามารถเก็บไว้ได้ 24 ชั่วโมง เพราะอาจมีจุลินทรีย์เจริญได้

ยาที่ทำหน้าที่เป็นสารดูดซับ เช่น Kaolin-pectin มีคุณสมบัติในการดูดซับน้ำสามารถช่วยให้อุจจาระที่เหลวกลับมาข้นขึ้นได้ activated charcoal หรือผงถ่าน สามารถช่วยดูดซับสารพิษได้ แต่ไม่นำแนะให้ใช้ผงถ่านในท้องเสียที่เกิดจากการติดเชื้อ และไม่ใช้ผงถ่านในผู้ป่วยที่ลำไส้อุดตัน นอกจากนี้การรับประทานผงถ่านอาจดูดซับตัวยาที่รับประทานร่วมกันทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ลดลงจนถึงไม่ออกฤทธิ์ได้ dioctahedral smectite มีฤทธิ์ในการดูดซับเช่นเดียวกัน ซึ่งตายาทั้งหมดควรให้ร่วมกันกับ ORS จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด

ยากลุ่มหยุดถ่าย ได้แก่ loperamide มีกลไกทำให้การเคลื่อนไหวของลำไส้ช้าลง ซึ่งจะส่งผลให้ลดจำนวนการขับอุจจาระลง เพิ่มมวลของอุจจาระ และลดการสุญเสียน้ำและเกลือแร่ มักใช้กับอาการท้องเสียชนิดที่เกิดจากการท่องเที่ยว และท้องเสียแบบถ่ายเหลวมากเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ มีข้อแนะนำยังไม่ให้ใช้ loperamide ในผู้ป่วยท้องเสียธรรมดาเนื่องจากการขับอุจจาระถือเป็นกระบวนการขับสารพิษออกจากร่างกาย การห้ามไม่ให้ถ่ายอาจทำให้สารพิษยังตกค้างอยู่ในร่างกาย

ยากลุ่มต้านการหลั่ง ได้แก่ bismuth subsalicylate โดย salicylate มีกลไกต้านการหลั่ง และ bismuth มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของแบคทีเรีย ผลข้างเคียงของการรับประทานยาต่อเนื่องคือ ลิ้นและอุจจาระอาจเปลี่ยนเป็นสีดำ อาจเกิดภาวะ salicylism คือได้ยินเสียงในหู คลื่นไส้ มึนศีรษะ มักมีข้อบ่งใช้ร่วมกับ loperamide ในการรักษาอาการท้องเสียชนิดที่เกิดจากการท่องเที่ยว

สำหรับยาปฏิชีวนะนั้นอาจไม่จำเป็นต้องได้รับเสมอไป ท้องเสียที่มีอาการอาเจียนเป็นอาการเด่น (ส่วนมากเป็นท้องเสียจากอาหารเป็นพิษ) ไม่จำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะ แต่ท้องเสียที่มีอาการท้องเสียเป็นอาการเด่นอาจต้องมีการพิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อการรักษา ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมาใช้รักษาอาการท้องเสียด้วยตนเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อรับคำแนะนำในการใช้ยาปฏิชีวนะสำหรับรักษาอาการท้องเสีย เนื่องจากการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมสามารถนำไปสู่การดื้อยาได้

การบำบัดนอกเหนือจากการใช้ยา

ผลไม้และสมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย เช่น การรับประทานกล้วยน้ำว้าผลดิบสด ข้อควรระวังคืออาจเกิดอาการท้องอืดหลังรับประทาน หรือใช้ใบฝรั่งแก่ต้มดื่มแทนน้ำก็สามารถช่วยได้เช่นเดียวกัน

ปกติแล้วอาการท้องเสียสามารถหายได้เอง ซึ่งนอกจากการรักษาด้วยยาแล้ว ผู้ป่วยควรดูแลตนเองด้วยการรับประทานน้ำและเกลือแร่ให้เพียงพอเพื่อทดแทนส่วนที่ร่างกายสูญเสียไปจากการอุจจาระใน 1 วัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และรับประทานอาหารเหลว รสอ่อน อย่างเช่น โจ๊ก หรือข้าวต้ม เพื่อให้กระเพาะอาหารและลำไส้ย่อยและดูดซึมได้ง่ายยิ่งขึ้น ผู้ป่วยสามารถกลับมารับประทานอาหารตามปกติได้ภายใน 2 ถึง 3 วัน แนะนำให้พบแพทย์หากอาการท้องเสียไม่ทุเลาลงใน 2 วันหรือมีไข้สูงร่วมด้วย

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่