สุขภาพจิต

บริหารเวลา

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
Istock 623427744 %281%29

แม้แต่ซูเปอร์แมนก็ต้องหาเวลาออกกำลังกาย เพียงแต่หนัง ไม่ได้ฉายตอนที่ซูเปอร์แมนหลบไปออกกำลังกายให้เราเห็น

ผมสังเกตว่าพนักงานส่วนใหญ่ทำงานที่ละอย่างหรือทำงานละสองอย่าง เช่น ทำงานและเข้าเฟซบุ๊กพร้อมกัน เป็นต้น ชวนให้นึกถึงตนเองที่มักตกอยู่ในสถานการณ์ทำงานที่ละสี่ห้าอย่างพร้อม ๆ กัน

เราจะบริหารเวลาได้อย่างไร

ข้อที่หนึ่ง หาความรู้ ดังที่บอกว่าซูเปอร์แมนก็รู้จักหลบไป ออกกำลังกาย คนที่ทำงานหลายอย่างพร้อมกันในเวลาเดียวกัน เป็นเพราะเขามีทรัพยากรเต็มตัวอยู่ก่อนแล้ว นั้นคือ “ทุนสะสม” ที่เขาสามารถงัดออกมาใช้ได้ตลอดเวลาและใช้ได้เรื่อย ๆ อีกต่างหาก เรามักมองเห็นเพียงภาพตรงหน้าว่า เขาทำงานได้เร็ว ดี และทำหลายอย่างได้พร้อมกัน แต่ที่เราไม่ค่อยมองคือ เขาเป็นคนที่มีความรู้ เต็มตัว กล้าเผชิญความผิดพลาดมาก่อน และพร้อมปรับเปลี่ยนวิธี ทำงานเสมอ ๆ เพื่อให้งานเสร็จและสำเร็จ

การหาความรู้ที่ดีที่สุดยังเป็นการอ่านหนังสือ การอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมที่ไม่มีวันไล่กันทัน ใครเริ่มอ่านหนังสือเร็วกว่าแล้วอ่านไปเรื่อย ๆ อย่างไรก็มีความรู้มากกว่า คนที่ฝึกนิสัยรักการอ่านมาตั้งแต่ชั้นประถม ยังไงก็อ่านหนังสือได้จำนวนมากกว่าคนที่มาเริ่มอ่านหลังจบ ปริญญาแล้วหรือคนที่ไม่อ่านหนังสือเลย ที่ได้มากกว่าความรู้คือ ความสามารถในการเชื่อมโยงเรื่องราวต่าง ๆ และศาสตร์ต่าง ๆ เป็น หนึ่งเดียว สามารถมองเห็นภาพใหญ่และภาพรวม ขณะเดียวกัน ก็มองเห็นภาพเล็กและแก้ไขรายละเอียดได้ด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นทุนสะสมที่ใช้เวลาสะสมนาน ไม่ใช่อะไรที่จะมีได้ ในสองสามวัน ใครอยากเป็นคนที่ทำงานได้หลาย ๆ อย่างพร้อมกันก็ต้อง เริ่มด้วยการอ่านหนังสือ

ข้อสอง คือ ไม่ทำงานที่ไม่จำเป็นต้องทำ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่ทำกัน ที่จริงแล้วบางคนชอบทำงานที่ไม่จำเป็นและ บางคนชอบทำงานที่ง่าย ๆ เปรียบเหมือนทำกุญแจรถตกหายในพงหญ้าเวลากลางคืน บางคนจะเลือกหากุญแจเฉพาะบริเวณที่อยู่ใต้เสาไฟฟ้า เป็นต้น

ในชีวิตประจำวันเรามีงานที่ไม่จำเป็นจำนวนมาก เช่น คอยติดแสตมป์ (แปลว่าเลีย) เป็นวอลล์เปเปอร์ (แปลว่ายืนข้างหลังเจ้านาย) จุดธูป (เช่น ทำงานเอกสารที่ไม่จำเป็นซ้ำซาก) นั่งเป็นตุ๊กตาพยักหน้า (ในห้องประชุม) ถ้าเรามองเห็นความไม่จำเป็นของงานเหล่านี้แล้วกล้าไม่ทำจึงจะได้เวลาคืนมาจำนวนมากมาย เวลาที่ได้คืนมานี้นอกจากจะเอามาทำงานอื่นที่สำคัญกว่าแล้ว ยังเหลือไปอ่านหนังสือได้อีก คนที่ใช้เวลาเป็นจึงเก่งขึ้นทุกขณะ คนที่ใช้เวลาไม่เป็นไม่สามารถไล่ทัน

ผมเป็นคนไม่ทำงานที่ไม่จำเป็น นิสัยนี้เริ่มตั้งแต่เป็นนักศึกษา หากต้องนั่งเสียเวลาในห้องบรรยายฟังอาจารย์สักคนที่ไม่เตรียมการสอนที่ดีมา ผมใช้เวลาอ่านหนังสือนวนิยายกำลังภายในยังมีประโยชน์มากกว่า ด้วยวิธีนี้ตัวเองจะได้ทั้งความรู้และวิชาทั้งนอกตำราและในตำราอย่างสม่ำเสมอ

ประเด็นคือ เราอาจจะต้องใช้ความกล้าที่จะไม่ติดแสตมป์ ไม่เป็นวอลล์เปเปอร์ ไม่จุดธูป รวมทั้งไม่เข้าห้องประชุมที่ไม่มีสาระทำ ๆ ไปก็จะชินเองและบริหารเวลาได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

ข้อสาม คือ รู้ว่าตอนไหนไม่ควรทำอะไร ตรงข้ามกับที่บางคนสอนว่า รู้ว่าตอนไหนควรทำอะไร ผมกลับพบว่าตนเองมักใช้วิธีรู้ว่า ตอนไหนไม่ควรทำอะไร มาถึงสมัยที่คนเราสามารถทำงานได้ทุกเวลา ในทุกสถานที่เช่นทุกวันนี้ การรู้ว่าตอนไหนไม่ควรทำอะไรจะยิ่งทวีความเข้มข้นมาก

อย่างง่าย ๆ คือ ตอนไหนควรทำงานด้วยกระดาษ ตอนไหนควรทำงานด้วยโน้ตบุ๊ก ตอนไหนควรทำงานด้วยสมาร์ทโฟน ขอเพียงใส่ใจเรื่องนี้เรื่องเดียวผมสามารถปิดงานเอกสารจำนวนมากได้ทุกวัน ปิดงานวิชาการได้ทุกสัปดาห์ มีงานที่ทำแล้วเสร็จทุกเดือน เรื่องตอน ไหนไม่ควรทำอะไรนี้จะพ่วงมากับคำถามว่า เรามีเวลาเท่าไรในแต่ละจังหวะที่ควรจะทำอะไรด้วย

เช่น ถ้าผมต้องรอคิวในที่ทำการไปรษณีย์ หรือธนาคาร หรือรอซื้อตัวเครืองบิน ผมเลือกอ่านหนังสือไปเรื่อย ๆ หรืออ่านงานเอกสารสั้น ๆ สักชิ้นให้เสร็จเดียวนั้น เพียงเท่านี้งานก็จะก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ ในทุก ๆ วัน อีกตัวอย่าง ถ้าผมต้องอยู่บนเครื่องบินนานหนึ่งชั่วโมง ผมเลือกที่จะทำงานเอกสารที่เสร็จในหนึ่งชั่วโมง ดีกว่าที่จะ เริ่มงานที่ไม่เสร็จในหนึ่งชั่วโมง

เคล็ดลับคือ เราไม่ควรเสียเวลากับการวอร์มอัพหรือบิลด์อารมณ์กับงานแต่ละชิ้นมากเกินไป คนส่วนใหญ่ชอบทำงานค้างคาในแต่ละห้วงเวลา พอมาเริ่มใหม่ต้องมาทบทวนกันใหม่ว่าครั้งที่แล้วทำถึงไหนกว่าจะไปต่อได้ แต่ถ้าเราใช้วิธีทำงานแต่ละชิ้นให้เสร็จไปในแต่ละช่วงเวลาสั้น ๆ เก็บเวลาสามสี่ชั่วโมงไว้ทำงานใหญ่สักชิ้นหนึ่ง เช่นนี้ เราจะเสียเวลากับการอุ่นเครื่องน้อยกว่าคนอื่นมาก มีงานวิจัยที่บอกว่า คนที่เช็กเมลไม่เป็นเวลาได้ผลผลิตน้อยกว่าคนที่เช็กเมลตามเวลา ที่กำหนดมาก เพราะหลังจากการเช็กเมลแต่ละรอบแล้วต้องมาเริ่มทำงานต่อจากที่ทำไว้เดิมนั้น เสียเวลาอุ่นเครื่องนานมาก

ตอนเช้ามีดผมเลือกเขียนหนังสือ เพราะเป็นเวลาที่สมองทำงานดีที่สุด ตอนเช้าผมเลือกสะสางเอกสารสั้น ๆ และเช็กเมลเพราะไม่ควรทำงานอื่นที่จะไม่เสร็จ จากนั้นจึงเข้าสู่โหมดทำงานยาวสามสี่ชั่วโมงติดต่อกัน ตอนเที่ยงเลือกออกกำลังกายเพื่อผ่อนคลายร่างกายและ สมองรอทำงานรอบบ่าย ตอนบ่ายเข้าสู่โหมดการทำงานช่วงยาวอีกครั้งหนึ่ง ตอนเย็นเลือกกินและดื่มเพื่อผ่อนคลาย ตอนค่ำเลือกดูหนัง หรืออ่านหนังสือการ์ตูนซึ่งบัดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานไปแล้ว ตอนดึกเลือกทำงานเอกสารที่ไม่ต้องใช้สมองมากนักให้จบไปเป็นชิ้น ๆ ในแต่ละวัน

ทำเช่นนี้จึงได้ผลผลิตทุกวัน

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะรู้ว่าตอนไหนควรทำอะไร แต่ให้รู้ว่าตอนไหนไม่ควรทำอะไร

คุณสามารถอ่านข้อมูลดีๆมีประโยชน์แบบนี้ได้เพิ่มเติมที่หนังสือ "บำบัดเครียด" โดยน.พ. ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จากสำนักพิมพ์อมรินทร์สุขภาพ เพื่อสนับสนุนผู้แต่ง 

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
3  เหตุผลที่ทำให้การพยายามทำหลายสิ่งขณะขี่จักรยานเป็นความผิดพลาด
3 เหตุผลที่ทำให้การพยายามทำหลายสิ่งขณะขี่จักรยานเป็นความผิดพลาด

การพยายามทำหลายอย่างเกินไปขณะขี่จักรยานอาจกลายเป็นผลเสียได้และนี่คือเหตุผล

ช่วงของจังหวะการเต้นหัวใจกับการออกกำลังกาย
ช่วงของจังหวะการเต้นหัวใจกับการออกกำลังกาย

การใช้ 5 ช่วงอัตราการเต้นของหัวใจเพื่อการออกกำลังกายอย่างมีประสิทธิภาพ