การขาดฮอร์โมนไทรอยด์ในแมว

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.ค. 17, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,312,972 คน

ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมที่มีความสำคัญต่อร่างกาย โดยจะผลิตฮอร์โมน เช่น T3 (liothyronine) และ T4 (levothyroxine) ซึ่งทั้งคู่จะทำให้ระบบเผาพลาญของร่างกายเป็นปกติ การขาดฮอร์โมนไทรอยด์ในแมวนั้นเกิดขึ้นได้น้อยมาก โดยการขาดนี้มักเกิดขึ้นจากการผลิตฮอร์โมนและปล่อยเข้าสู่ร่างกายได้น้อยกว่าปกติส่งผลให้ระบบเผาพลาญนั้นช้าลงร่วมกับการเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ภาวการณ์ขาดฮอร์โมนนี้มักเกิดขึ้นภายหลังจากการที่แมวได้รับการผ่าตัดหรือการรักษาด้วยการให้ไอโอดีน แมวส่วนมากที่เกิดภาวะนี้มักเกิดเพียงแค่ช่วงสั้น ๆ ไม่จำเป็นที่จะต้องได้รับการรักษาที่เข้มข้น

อาการ 

โรคนี้เกิดขึ้นได้ไม่บ่อยในแมว อาการต่อไปนี้เป็นอาการที่สามารพบได้ 

  • ซึม
  • ไม่ทำกิจกรรม
  • อ่อนแรง
  • น้ำหนักขึ้น
  • ขนร่วง
  • ท้องผูก
  • อุณหภูมิร่างกายต่ำ

สาเหตุ

  • ไม่ทราบสาเหตุ
  • มาจากพันธุกรรม
  • ขาดไอโอดีน
  • มะเร็ง
  • ผลข้างเคียงจากการใช้ยาหรือการผ่าตัด

การวินิจฉัย 

การซักประวัติและการวินิจฉัยถือเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยในการวินิจฉัยโรคนี้ คุณเจ้าของควรทำการบอกเล่าถึงประวัติเกี่ยวกับสุขภาพให้แก่สัตวแพทย์โดยเฉพาะเวลาที่เริ่มแสดงอาการ 

การหาสาเหตุของการเกิดโรคนั้นจะต้องมีการสอบสอน โดยใช้การตรวจเบื้องต้นทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ การตรวจค่าเลือดทางชีวเคมี การนับเม็ดเลือดและการวิเคราะห์ทางปัสสาวะ ซึ่งจากผลการตรวจเลือดนี้จะทำให้สัตวแพทย์สามารถวินิจฉัยเบื้อต้นได้แต่ก็จะต้องทำการเกี่ยวกับต่อมไร้ท่อด้วยเพื่อยืนยันการขาดฮอร์โมนไทรอยด์ โดยจะทำการวัดระดับของ T3 และ T4 ว่าอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปกติหรือไม่ การเอ็กซ์เรย์จะช่วยบอกถึงความผิดปกติของอวัยวะภายในว่าเป็นสาเหตุของการที่ต่อมไทรอย์ทำงานผิดปกติหรือไม่

การรักษา 

ในแมวมักจะไม่มีการรักษาการขาดฮอร์โมนไทรอยด์เนื่องจากความถี่ในการเกิดมีน้อย แต่ถ้าหากต้องได้รับการรักษาจะต้องเป็นวิธีการรักษาระยะยาว โดยการให้ฮอร์โมนในรูปแบบสังเคราะห์ในขนาดที่ขึ้นกับสภาพร่างกายของแต่ละตัวและความรุนแรง อาการต่างๆจะหายไปภายในไม่กี่เดือนหลังจากเริ่มทำการรักษาแต่สัตวแพทย์จะเป็นผู้ที่รู้เท่านั้นว่าปริมาณยาจะต้องได้รับการปรับเปลี่ยนหรือมีการเปลี่ยนตัวยาหรือไม่

การจัดการและความเป็นอยู่

ถ้าหากกินยาและอาหารตามที่ได้รับการสั่งจ่ายจะทำให้ประสบความสำเร็จในการรักษา สัตวแพทย์จะทำการปรับเปลี่ยนขนาดของฮอร์โมนไปตามความต้องการของแมวร่วมกับติดตามการใช้จ่ายตามที่ได้สั่งจ่ายไป เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อน คุณเจ้าของห้ามทำการปรับเปลี่ยนขนาดยาด้วยตนเองและห้ามให้อะไรโดยที่ไม่ได้ทำการปรึกษาสัตวแพทย์ เช่น การใช้สมุนไพรต่างๆ การปรับเปลี่ยนอาหาร เช่น การลดไขมันมักนำมาใช้ในช่วงแรกของรักษา แมวส่วนมากมักจะตอบสนองได้ดีต่อการรักษาโดยจะกลับมาตื่นตัวและทำกิจกรรมมากขึ้นภายหลังจากการรักษาไม่นาน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามสัตวแพทย์ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งคำถาม