Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

เกล็ดเลือดต่ำ ภาวะอันตรายที่ควรรู้

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,821,262 คน

เกล็ดเลือดต่ำ ภาวะอันตรายที่ควรรู้


เกล็ดเลือด เป็นเซลล์ที่สร้างจากไขกระดูกและไหลเวียนในกระแสเลือด มีหน้าที่สำคัญในการห้ามเลือดเมื่อเนื้อเยื่อในร่างกายเกิดบาดแผล การที่ร่างกายเกิด ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia) จากสาเหตุใดก็ตาม จะทำให้มีเลือดออกได้ง่าย เมื่อเกิดบาดแผลขึ้นเลือดจะหยุดไหลช้า รวมถึงอาจมีเลือดออกตามเยื่อบุอวัยวะ หรือเลือดออกในสมอง ทำให้ร่างกายเสียเลือดมาก และอันตรายถึงชีวิตได้

โดยปกติคนเราจะมีเกล็ดเลือดประมาณ 150,000 – 450,000 เซลล์ต่อไมโครลิตร คนที่มีเกล็ดเลือดต่ำเพียงเล็กน้อย อาจไม่แสดงอาการใดๆ แต่หากเกล็ดเลือดต่ำลงมาก ร่างกายจะเริ่มจะแสดงอาการให้เห็น ได้แก่

  • มีจุดเลือดเล็กๆ สีแดง กระจายอยู่ใต้ผิวหนัง
  • เกิดรอยฟกช้ำได้ง่ายตามร่างกาย
  • เมื่อเกิดบาดแผล เลือดจะหยุดไหลช้า และมีเลือดออกมาก แม้บาดแผลจะมีขนาดเล็ก
  • มีเลือดออกที่จมูก และในปาก
  • ในผู้หญิงอาจมีประจำเดือนมากผิดปกติ
  • หากเกล็ดเลือดต่ำมาก อาจมีเลือดออกที่อวัยวะภายใน เช่น กระเพาะอาหาร ลำไส้ สมอง และทำให้ความดันโลหิตต่ำลงมาก จนอาจช็อกและหมดสติ และอาจเสียชีวิตได้

สาเหตุของเกล็ดเลือดต่ำ 

1. เกล็ดเลือดถูกใช้หรือทำลายมากกว่าปกติ เกิดได้จาก

  • มีความผิดปกติของภูมิคุ้มกันร่างกาย หรือที่เรียกว่า “โรคภูมิแพ้ตัวเอง” ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันที่ควรจะตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอม กลับมาทำลายเซลล์ในร่างกายตนเอง ทำให้เกล็ดเลือดถูกทำลายไปด้วย
  • เป็นผลจากการใช้ยาบางชนิด เช่น ยา Heparin ซึ่งมีฤทธิ์ต่อต้านการแข็งตัวของเลือด และมักใช้รักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ ยา Quinine ซึ่งเป็นยารักษาโรคมาลาเรีย รวมถึงยา Rifampicin ซึ่งใช้รักษาวัณโรค
  • การติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น Cytomegalovirus รวมถึงการติดเชื้อแบคทีเรียบางตัวด้วย
  • การตั้งครรภ์ โดยผู้หญิงประมาณร้อยละ 5 จะพบภาวะเกล็ดเลือดต่ำในช่วงตั้งครรภ์ ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด
  • มีการผ่าตัดใหญ่ เช่น ผ่าตัดทำบายพาสหัวใจ ทำให้เกล็ดเลือดปริมาณมากถูกใช้ไปในการสมานแผล
  • เกิดภาวะ Thrombotic Thrombocytopenic Purpura ซึ่งทำให้มีลิ่มเลือดอุดตันทั่วร่างกาย

2. ร่างกายสร้างเกล็ดเลือดได้ต่ำลง เกิดได้จาก

  • เป็นโรคไขกระดูกฝ่อ หรือ Aplastic anemia ทำให้ไขกระดูกไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดทุกชนิดได้มากพอ รวมทั้งเกล็ดเลือดด้วย
  • การฉายรังสี และการทำเคมีบำบัดเพื่อรักษาโรคมะเร็ง
  • การสัมผัสกับสารเคมีบางชนิด เช่น เบนซีน และสารกำจัดศัตรูพืช ซึ่งมีผลต่อการสร้างเม็ดเลือดและเกล็ดเลือดในไขกระดูก
  • เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ทำให้ไขกระดูกและ stem cell ของเกล็ดเลือดถูกทำลาย
  • การติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น EBV และ Parvovirus
  • การใช้ยาบางชนิด เช่น Chloramphenicol ซึ่งมีผลต่อการสร้างเกล็ดเลือด และยาแอสไพริน ที่ทำให้เกล็ดเลือดทำงานได้ลดลง
  • ขาดวิตามินและแร่ธาตุบางชนิด เช่น วิตามิน บี12 โฟเลต และธาตุเหล็ก

การรักษาภาวะเกล็ดเลือดต่ำ

หากภาวะเกล็ดเลือดต่ำไม่ได้รุนแรงมากนัก และเกิดจากสาเหตุชั่วคราวที่สามารถหายได้เอง อาจไม่จำเป็นต้องรักษา เพียงแค่ดูแลร่างกายให้แข็งแรง ปริมาณเกล็ดเลือดก็จะกลับมาเป็นปกติ แต่หากมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำอย่างรุนแรง จะต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ซึ่งแนวทางการรักษา ได้แก่

  • รักษาโดยการใช้ยา เช่น ยา Corticosteroids ชนิดรับประทานและฉีด เพื่อป้องกันการทำลายเกล็ดเลือด ยา Eltrombopag สำหรับฉีดเพื่อกระตุ้นการสร้างเกล็ดเลือด รวมถึงในรายที่เป็นภูมิแพ้ตัวเอง อาจต้องฉีด Immunoglobulin และ Rituximab เพื่อยับยั้งการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันด้วย
  • หากมีเกล็ดเลือดต่ำมาก หรือมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำเรื้อรัง จะต้องรักษาโดยการให้เกล็ดเลือด
  • หากมีความผิดปกติของร่างกาย ทำให้เกิดการทำลายเกล็ดเลือดมาก อาจต้องรักษาโดยการผ่าตัดม้าม เพื่อยับยั้งการทำลายเกล็ดเลือด ซึ่งหลังผ่าตัดอาจมีภาวะแทรกซ้อนคือร่างกายอ่อนแอ ติดเชื้อง่ายขึ้น จึงต้องระวังและดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ
  • รักษาโดยการเติมเกล็ดเลือด หากมีเกล็ดเลือดต่ำมาก หรือมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำเรื้อรัง
  • รักษาโดยการใช้ยา เช่น
    • ยา Corticosteroids ชนิดรับประทานและฉีด เพื่อป้องกันการทำลายเกล็ดเลือด
    • ในรายที่เป็นภูมิแพ้ตัวเอง อาจมีการพิจารณาให้ Immunoglobulin หรือ Rituximab เพื่อยับยั้งการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
    • ยา Eltrombopag สำหรับฉีดเพื่อกระตุ้นการสร้างเกล็ดเลือด ในกรณีที่ไม่ตอบสนองต่อการใช้ steroid, immunoglobulin และ/หรือ การตัดม้าม
  • หากมีความผิดปกติของร่างกาย ทำให้เกิดการทำลายเกล็ดเลือดมาก อาจต้องรักษาโดยการผ่าตัดม้าม เพื่อยับยั้งการทำลายเกล็ดเลือด ซึ่งหลังผ่าตัดอาจมีภาวะแทรกซ้อนคือร่างกายอ่อนแอ ติดเชื้อง่ายขึ้น จึงต้องระวังและดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ

การป้องกันภาวะเกล็ดเลือดต่ำ

  • หลีกเลี่ยงการรับประทานยาที่มีผลต่อเกล็ดเลือดโดยไม่จำเป็น
  • ระมัดระวังไม่ให้เกิดโรคติดเชื้อซึ่งเป็นสาเหตุให้เกล็ดเลือดต่ำ เช่น โรคไข้เลือดออก
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารเคมีเป็นเวลานาน

ที่มาของข้อมูล

"Eltrombopag / Promacta". fda.gov. United States Food and Drug Administration. Retrieved 18 Feb 2019

McHutchison JG et al. (November 29, 2007). "Eltrombopag for thrombocytopenia in patients with cirrhosis associated with hepatitis C". The New England Journal of Medicine. 357 (22): 2227–2236. .


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป