สุขภาพตา

ความผิดปกติของตา

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 14 นาที
Istock 623351038 %281%29

อาการไม่สบายตาหรือการอักเสบของตานั้น เกิดได้จากหลายสาหตุเช่น ความผิดปกติเนื่องจากเปลือกตาปิดไม่สนิท ตาอักเสบเนื่องจากการแพ้ ตามีการติดเชื้อ เคืองตาเนื่องจากมีสารหรือฝุ่นละอองปลิวเข้าตา นอกจากนี้ ความผิดปกติของตาอาจเกิดจากอุบัติเหตุ เช่น ตามีบาดแผลกระจกตามีการฉีกขาด ชอกช้ำ จนอาจมีการติดเชื้อร่วมด้วย เราสามารถแบ่งความผิดปกติของตาออกเป็น 2 ประเภท คือ

  1. ความผิดปกติที่เกิดบริเวณนอกลูกตา
    ความผิดปกติที่เกิดบริเวณนอกลูกตาจะนับตั้งแต่กระจกตาออกมา มักมีสาเหตุมาจากการมีสารเคมีเข้าตา การอักเสบของเยื่อบุตาขาว ต่อมไขมันบริเวณเยื่อบุตาอุดตัน ริดสีดวงตา หรือความผิดปกติของการผลิตน้ำตา เป็นต้น
  2. ความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในลูกตา
    เป็นความผิดปกติที่เกิดกับส่วนที่อยู่ด้านในของตานับตั้งแต่กระจกตาเข้าไป ความผิดปกติที่เกิดขึ้นในบริเวณนี้จะเป็นอันตรายกว่าความผิดปกติที่เกิดขึ้นบริเวณภายนอกลูกตา จึงต้องการการวินิจฉัยจากจักษุแพทย์ ตัวอย่างความผิดปกติบริเวณนี้ ได้แก่ ต้อหิน ต้อกระจก ต้อเนื้อ กระจกตาอักเสบ ม่านตาอักเสบ การเกิดความผิดปกติบริเวณนี้มักทำให้การมองเห็นผิดปกติ ร้านยาจึงควรแนะนำให้ผู้ป่วยไปพบแพทย์โดยเร็ว การไปพบแพทย์ได้เร็วเท่าไรก็จะทำให้มีความปลอดภัยต่อตามากขึ้นเท่านั้น


เยื่อบุตาขาวอักเสบ

เยื่อบุตาขาวเป็นเยื่อเมือกบางใส ทำหน้าที่ปกป้องลูกตา ปกคลุมด้านหน้าของเปลือกตาและวกกลับไปคลุมผิวด้านในของหน้าตา เยื่อบุตาอักเสบเป็นโรคตาที่พบบ่อย อาการจะเริ่มจาก เยื่อบุตาขาวมีสีแดง น้ำตาไหล คันตา แสบตา มีความรู้สึกว่ามีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตาทำให้ระคายเคืองตลอดเวลา สำหรับสาเหตุของการอักเสบนี้อาจจะเกิดจากการได้รับสารแปลกปลอมเข้าตา เช่น สารเคมีต่างๆ ตามีการชอกช้ำ มีอาการแพ้ต่อสารบางอย่างหรือเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสซึ่งหากเยื่อบุตาขาวอักเสบ เพราะสาเหตุจากการได้รับสิ่งแปลกปลอม ก็สามารถล้างออกได้ด้วยน้ำยาล้างตาธรรมดา แต่ถ้ากำจัดออกได้ยากควรไปพบแพทย์

ส่วนใหญ่เยื่อบุตาขาวอักเสบมักมาจากสาเหตุ 3 ประการ คือ การติดเชื้อแบคทีเรีย การติดเชื้อไวรัส และจากการแพ้หรือภูมิแพ้ อาการแสดงที่เกิดขึ้นของเยื่อบุตาขาวอักเสบจากทั้ง 3 สาเหตุจะคล้ายกันมาก โดยมักมีอาการร่วมกัน คือ ตาแดง คันตา เคืองตา อาจมีหรือไม่มีขี้ตา อย่างไรก็ตามอาการของเยื่อบุตาขาวอักเสบจากทั้ง 3 สาเหตุมีความแตกต่างกันบ้าง ดังนี้

เยื่อบุตาขาวอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย

พบบ่อยในคนทุกเพศ ทุกวัย

สาเหตุ   เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น สเตรปโตคอกคัส หรือ สแตฟฟิโลคอกคัส

อาการเสดง

  1. ตาแดง หน้าตาบวม มักเป็นทั้งสองข้างของตา
  2. มีขี้ตามาก ขี้ตามีลักษณะเป็นสีขาวขุ่น สีเหลือง หรือสีเขียว บางรายมีขี้ตามาก จนตื่นมาตอนเช้าพบว่าตาติดกันจนลืมไม่ขึ้น

การรักษา

  1. ใช้ยาหยอดตาหรือยาป้ายตาที่มีส่วนผสมของยาปฏิชีวนะ กรณีมีอาการมากอาจจ่ายทั้งยาหยอดตาและยาป้ายตาร่วมกัน โดยหยอดตาวันละ 2-3 ครั้งและก่อนนอนให้ใช้ทั้งยาหยอดตาร่วมกับยาป้ายตาห้าม !!!
    ใช้ยาหยอดตาหรือป้ายตาที่มีส่วนผสมเป็นสเตียรอยด์
  2. กรณีมีอาการให้รับประทานยาปฏิชีวนะร่วมด้วย

คำแนะนำที่ควรให้ผู้ป่วย

  • หมั่นล้างมือให้สะอาด
  • ห้ามขยี้ตา
  • ใช้ผาปิดตา
  • ใส่แว่นตา
  • พักผ่อน

พบบ่อยในคนทุกเพศ ทุกวัย แต่จะพบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ กรณีเป็นกันหลายคน มัก เรียกว่า “โรคตาแดงระบาด” ซึ่งมักจะระบาดในช่วงปลายฤดูฝน

สาเหตุ  

เกิดจากการติดเชื้อไวรัส

อาการแสดง

  1. ตาแดง บางครั้งตาขาวจะเห็นเป็นปื้นแดงคล้ายเลือดออก หนังตาบวมเล็กน้อย
  2. มีอาการเคืองตา น้ำตาไหล บางคนอาจมีขี้ตาเล็กน้อย แต่เป็นสีขาวใส มัก เป็นที่ตาข้างหนึ่งก่อนแล้วจงลามมาอกข้างหนึ่ง เมื่อเป็นไปสักระยะหนึ่ง อาจติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ทำให้ขี้ตาเปลี่ยนจากสีขาวใสเป็นสีเหลืองเปียว
  3. บางรายพบต่อมน้ำเหลืองที่หน้าบวมโต

ห้าม !!!ใช้ยาหยอดตา หรือป้ายตาที่มี ส่วนผสมเป็น สเตียรอยด์

การรักษา

  1. ให้ยาหยอดตา หรือป้ายตาที่มีส่วนผสมของยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื่อแบคทีเรียแทรกซ้อน
  2. ถ้าคันตามากให้รับประทานยาแก้แพ้หรือแนะนำผู้ป่วยให้ประคบเปลือกตาด้วยน้ำแข็งเพี่อลดอาการคัน

คำแนะนาที่ควรให้ผู้ป่วย    

  • หมั่นล้างมือให้สะอาด - ห้ามขยี้ตา - ใช้ผ้าปิดตา
  • ใส่แว่นตาในระยะที่มีอาการ เพื่อป้องกันการ แพร่สู่ผู้อื่น - พักผ่อน

เยื่อบุตาขาวอักเสบจากการแพ้

สาเหตุ   พบบ่อยมาก และเป็นสาเหตุอันดับแรกของอาการคันตา ตาแดง อาการมักเป็นๆ หายๆ        เรื้อรังเป็นแรมเดือนแรมปี

อาการแสดง สาเหตุจากการแพ้ เช่น แพ้ฝุ่นละออง แพ้ควันต่างๆ แพ้เกสรดอกไม้ ความร้อน ความเย็นเป็นต้น

  1. คันตามากโดยเฉพาะบริเวณหัวตา  ผู้ป่วยมักจะขยี้ตา บางรายขยี้จนหนังตาบวมช้ำ
  2. ตาขาวจะมสิแดงเรื่อๆ และน้ำตาไหลตลอดเวลา
  3. ส่วนใหญ่ไม่มีขี้ตา หรือมีเล็กน้อย ถ้ามีขี้ตา ขี้ตาจะมีลักษณะขาวใส

การรักษา 

  1. ให้ยาหยอดตาที่มีส่วนผสมของยาแก้แพ้หยอดตาวันละ 2-3 ครั้งเมื่อมีอาการ หรือหยอดด้วยยาหยอดตาที่มีส่วนประกอบเป็นสเตียรอยด์กรณีที่ใช้ยาหยอดตาที่สเตียรอยด์ไม่ควรหยอดติดต่อวันเกิน 7 วัน
  2. ถ้าคันมากให้รับประทานยาแก้แพ้
  3. แนะนำผู้ป่วยให้ประคบเปลือกตาด้วยน้ำแข็งเพื่อลดอาการคัน และพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้แพ้

คำแนะนำที่

  • หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้แพ้

ควรให้ผู้ป่วย

  • พักผ่อนให้มากขึ้นในระยะที่มีอาการ

ตารางสรุปแสดงการเปรียบเทียบอาการของเยื่อบุตาขาวอักเสบจากสาเหตุต่างๆ

อาการแสดง

ติดเชื้อแบคทีเรีย

ติดเชื้อไวรัส

ภูมิแพ้

ตาแดง

+

++++

++

น้ำตาไหล

+

+++

+++

คัน/เคืองตา

+

++

+++

โดยเฉพาะที่หัวตา

ตาบวม

++

+

+++

ขี้ตา

สีขี้ตา

+++

ขาวขุ่น/เหลือง/เขียว

+

ขาวใส

+

ขาวใส/เหนียว

ลักษณะเฉพาะ

 

ลามจากข้างหนึ่งไป อีกข้างหนึ่งและมัก เป็นร่วมกันหลายคน ต่อมน้ำเหลืองที่หน้าโต

มีอาการที่ระบบหายใจ ร่วมด้วย เช่น น้ำมูกไหล จาม หายใจไม่สะดวก  ผู้ป่วยมีประวัติเป็นภูมิแพ้

ระยะเวลาที่เป็น

หายได้เองภายใน 7-14 วัน

หายได้เองภายใน 10-14 วัน

เป็นๆหายๆ เรื้อรัง


ความผิดปกติของการผลิตน้ำตา

ต่อมน้ำตาจะมี 2 ตำแหน่ง คือ บริเวณหัวคิ้วทั้ง 2 ข้าง ซึ่งจะสร้างน้ำตาออกมาในกรณีที่มีฝุ่นละอองเข้าตา สารเคมีเข้าตา เสียใจ ดีใจต่างๆ เราเรียกกันว่า “ต่อมน้ำตาร้องไห้” อีกตำแหน่งคือบริเวณเยื่อบุตา ส่วนล่างและบริเวณใต้เปลือกตา ซึ่งต่อมน้ำตาบริเวณนี้จะสร้างน้ำตาตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ของกระจกตาตลอดเวลา น้ำตาที่เกิดขึ้นนี้จะไหลมาทางหัวตาที่เป็นตำแหน่งที่ลึกที่สุดของลูกตา เรียกว่าถุงน้ำตา และลงที่รูท่อน้ำตาบริเวณตั้งแต่หัวตาลงมา 2 ข้างของดั้งจมูก สุดท้ายจะไปลงที่ท่อน้ำตาส่วนปลายซึ่งเปิดเข้าในหลอดอาหาร

หน้าที่ของน้ำตาคือ

  • ให้ความชุ่มชื้นแก่กระจกตาและเยื่อบุตาขาว
  • ช่วยปรับสภาพของกระจกตาให้เรียบ ทำให้เกิดอาการหักเหของแสงที่สม่ำเสมอเพื่อให้มองเห็นชัดเจน
  • ป้องกันการติดเชื้อของกระจกตา
  • ชะล้างสิ่งแปลกปลอมต่างๆ เช่น ฝุ่นละออง สารเคมี หรือเชื้อโรคต่างๆ
  • น้ำตายังเต็มไปด้วยเกลือแร่วิตามินเอ วิตามินอี และสารอาหารอื่นๆ

น้ำตาจึงจัดเป็นแหล่งอาหารให้กับผิวของดวงตาทดแทนสารอาหารจากเส้นเลือดเนื่องจากกระจกตาเป็นอวัยวะที่ไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยง จึงมีความจำเป็นต้องอาศัยอาหารและออกซิเจนจากน้ำตาเพื่อช่วยให้ผิวของกระจกตาอยู่ในสภาพปกติ หากขาดสารเหล่านี้พื้นผิวของกระจกตาจะแห้ง หลุดลอกและติดเชื้อง่าย

โดยทั่วไปความผิดปกติของต่อมน้ำตาจะมี 2 ประเภท คือ

  • มีการสร้างน้ำตามากเกินไปหรือมีการอุดตันบริเวณท่อน้ำตาที่อยู่ 2 ข้างของจมูก ทำให้น้ำตาที่สร้างขึ้นมาไม่สามารถไหลลงสู่ท่อน้ำตาได้ทัน จึงล้นออกมานอก ตาจะฉ่ำชื้นอยู่ตลอดเวลา มีสภาพเหมือนร้องไห้ แสบตา ตาแดงเคืองตา    
  • มีการสร้างน้ำตาน้อยเกินไป การมีน้ำตาน้อยจนทำให้ตาแห้งมักพบได้ในคนสูงอายุ ผู้ป่วยจะแสบตา เคืองตา ตาแดง การรักษาอาการผิดปกติดังกล่าว ทำได้โดยการหยอดน้ำตาเทียม

ตาแห้ง

ตาแห้ง เป็นความผิดปกติของตาที่พบได้ทุกคน อาการแสดง คือ ตาจะแห้ง แสบตา ร้อนในตา ตาแดง และเคืองตาบางครั้งมีขี้ตาเป็นเส้นเมือกๆ ลืมตายากคล้ายมีผงอยู่ในตา บางคนมองไม่ชัดต้องกระพริบตาจึงเห็นดีขึ้น บางคนเป็นอยู่ประจำ ตื่นนอนหรือเริ่มใช้สายตาเพียงเล็กน้อยก็เริ่มแสบตาแล้ว แต่บางคนเป็นเพียงชั่วขณะก็หาย

สาเหตุ   อาการตาแห้งนี้ยังไม่ทราบสาเหตุแน่นอนแต่เชื่อว่าอาจจะมาจาก

  • เยื่อบุตาบางคนอ่อนแอแพ้ต่อสิ่งที่มากระตุ้นได้ง่าย เช่น แพ้ควันบุหรี่ ควันไฟ ควันยนต์ แสงที่จะจ้ามากๆ สารเคมีน้ำยาเคมี น้ำมันรถ น้ำหอม เครื่องสำอางที่ใช้บริเวณตาแล้วมีบางส่วนพลัดเข้าตา
  • น้ำตาออกมาเลี้ยงเยื่อบุตาน้อยกว่าปกติ เช่น หญิงวัยหมดประจำเดือน หรือน้ำตาออกมามากกว่าปกติแต่ขาดคุณภาพ เช่น ในผู้ที่ขาดสารอาหารขาดวิตามินหรือแม้แต่การกระจายของน้ำตาไม่สม่ำเสมอทั่วทั้งดวงตา
  • นอนดึก ลืมตานานๆ กระพริบตาน้อย อยู่ในห้องปรับอากาศตลอดเวลา ตากลมนานๆ สาเหตุเหล่านี้ทำให้น้ำตาระเหยแห้งไปเร็ว น้ำตาไม่มีโอกาสหล่อเลี้ยงตาได้นาน จึงทำให้รู้สึกแสบตาและตาแห้ง            
  • ด้านจิตใจ อาการตาแห้งมักพบในคนที่มีความวิตกกังวล เครียด เศร้า เสียใจ เป็นต้น
  • สาเหตุอื่น เช่น การใส่คอนแทคเลนส์หรือการใช้สายตาต่อเนื่องเป็นเวลานาน การใช้ยาบางชนิดติดต่อกันเป็นเดือนเช่น ยาแก้แพ้กลุ่มง่วง ยาเม็ดคุมกำเนิด ยาลดความดันโลหิตบางชนิด เป็นต้น

การรักษา รักษาตามสาเหตุ คือ

  • หลีกเลี่ยงสิ่งที่มากระตุ้นตา ใส่แว่นกันแดด ถ้าต้องเดินทางไกล ถูกลมและแสงที่จ้า
  • ควรอยู่ในที่ที่มีแสงสว่างพอเหมาะ ไม่จ้าหรือสลัวจนเกินไป
  • ไม่ลืมตานานๆ ควรมีการพักสายตาเป็นระยะ โดยหลับตาหรือกระพริบตา หรือมองไกลๆ
  • ถ้ารู้สึกว่าน้ำตาไม่พอหรือคุณภาพไม่ดี ควรดื่มน้ำมากขึ้นและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ถูกสัดส่วน พักผ่อนให้เพียงพอ ถ้ายังมีอาการตาแห้งอยู่อาจใช้น้ำตาเทียมหยอดตาบ่อยๆ
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อช่วยทำให้การไหลเลือดดีขึ้น ตาก็จะพลอยได้ผลดีไปด้วย
  • ทำจิตใจให้สบาย รักษาอารมณ์ให้อยู่ในระดับปกติสม่ำเสมอ

ทางเดินน้ำตาอุดตัน

สาเหตุ   เกิดจากมีการอุดตันของส่วนใดส่วนหนึ่งของทางเดินน้ำตา อาจเป็นที่ถุงน้ำตาท่อน้ำตาส่วนต้นหรือท่อน้ำตาส่วนปลาย

อาการแสดง น้ำตาเอ่อขอบตา ตาแฉะ น้ำตาไหล และอาจมีน้ำตาเป็นมูกหนองเมื่อกดที่หัวตา ซึ่งเป็นบริเวณของทางเดินน้ำตามูกหนองนี้จะออกมาจากถุงน้ำตา เนื่องจากมีการอุดตันของท่อน้ำตาส่วนปลายเป็นระยะเวลานาน ทำให้มีการคั่งค้างสะสมของน้ำตา และมีการติดเชื้อจนเกิดการอักเสบบวม แดงที่ถุงน้ำตา

การรักษา ต้องทำให้น้ำตาสามารถไหลผ่านจากตาลงสู่ท่อน้ำตา ที่อยู่สองข้างของดั้งจมูกให้ได้ จะเป็นทางท่อน้ำตาเดิม หรือทำทางผ่านให้ใหม่ขึ้นอยู่กับพยาธิสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย ในขั้นต้นของร้านยาอาจแนะนำให้ใช้ยาปฏิชีวนะทั้งชนิดหยอดตาและชนิดรับประทานร่วมด้วย กรณีที่มีน้ำตาเป็นหนองออกมา

การใช้ยาหยอดตา ถ้ามีหนองควรรีดหนองและเช็ดออกทุกครั้งก่อนทำการหยอดตา และถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรแนะนำให้ไปพบแพทย์

ริดสีดวงตา

ริดสีดวงตาเป็นโรคตาอักเสบเรื้อรังที่พบบ่อยโดยเฉพาะบริเวณที่แห้งแล้ง มีฝุ่นมาก พบได้ทุกเพศทุกวัย แต่จะพบมากในเด็กวัยก่อนเรียนที่เล่นสกปรกทั้งวัน การอักเสบจะเรื้อรังเป็นแรมเดือนแรมปี

สาเหตุ เกิดจากการติดเชื้อริดสีดวงตาชื่อ คลามัยเดีย ทวาโคมาติส ซึ่งเป็นเชื้อที่ก้ำกึ่งระหว่างไวรัสและแบคทีเรียติดต่อกันจากการสัมผัสโดยตรงหรือทางแมลงวัน เชื่อนี้จะเข้าไปทำให้เกิดการอักเสบที่เยื่อบุตาขาวและกระจกตาดำจนเป็นรอยแผลเป็นเมื่อหายแล้วและมีผลต่อการมองเห็น

อาการแสดง อาการของริดสีดวงตามี 4 ระยะคือ

  • ระยะแรก เป็นระยะที่ยังไม่จัดเป็นริดสีดวงตาแน่นอน
  • ระยะที่สองระยะนี้เป็นระยะที่เป็นริดสีดวงตาแน่นอนแล้ว
  • ระยะที่สามเป็นระยะที่เริ่มเป็นแผลเป็น
  • ระยะที่สี่ เป็นระยะที่หายแล้วและเป็นแผลเป็น

อาการแสดงจะคล้ายกับการอักเสบของเยื่อบุตาขาวจากสาเหตุอื่น คือ มีอาการคันตา เคืองตา น้ำตาไหล ตาแดง และอาจมีขี้ตาเล็กน้อย แต่จะสังเกตว่าต่างจากการอักเสบติดเชื้อหรือภูมิแพ้ คือ อาการจะเหลือรังเป็นเดือน เป็นปี ผู้ป่วยบางรายจะหายได้เอง แต่บางรายอาจลุกลามไปสู่ระยะที่สองที่เป็นริดสีดวงตาชัดเจนแล้ว

อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระยะแรกจะลดลง แต่ถ้าพลิกเปลือกตาดูจะพบเยื่อบุตาหนาขึ้น และเห็นเป็นตุ่มเล็กๆ ออกสีเหลืองที่เยื่อบุด้านในของตาบน นอกจากนั้นยังพบแผ่นเยื่อสีเทาซึ่งมีเส้นเลือดฝอยอยู่ด้วยเรียกว่า “แพนนัส” ที่ส่วนกลางบนสุดของกระจกตาดำ เยื่อแพนนัสเป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้ (กรณีเยื่อบุตาขาวอักเสบจากการแพ้ อาจมีตุ่มเล็กๆ ที่เยื่อบุเปลือกตา แต่จะไม่มีแพนนัสที่ตาดำ) ระยะนี้อาจเป็นอยู่นานเป็นเดือนหรือปี เมื่อเป็นแล้วจะหายได้เอง แต่อาจเกิดเป็นแผลที่เปลือกตา และทำให้ขนตาเกได้

ระยะนี้แทบจะไม่มีอาการเคืองตาเลย ตุ่มเล็กๆ ที่เยื่อบุเปลือกตาบนเริ่มยุบหายไป แต่จะมีพังผืดเกิดขึ้นแทนที่กลายเป็นแผล ส่วนแพนนัสที่ตาดำจะยังคงมีอยู่ ระยะนี้อาจกินเวลาเป็นปีเช่นกัน การใช้ยารักษาริดสีดวงตาในระยะนี้มักไม่ได้ผล เพราะโรคที่เป็นเกือบอยู่ในระยะที่หายแล้ว

ระยะนี้เชื้อจะหมดไปเอง เยื่อแพนนัสจะค่อยๆ หายไป แต่จะมีแผลเป็นที่เปลือกตา ทำให้ขนตาเกเข้าไปทำถูกตาดำ เกิดเป็นแผลทำให้สายตามัว และแผลเป็นอาจอุดกั้นท่อน้ำตาทำให้น้ำตาไหลตลอดเวลา หรืออาจทำให้ต่อมน้ำตาไม่ทำงานจนตาแห้ง หรือมีอาการแทรกซ้อนจนตาบอด

การรักษา ให้รับประทานยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตร้าซัยคลิน เช่น เตตร้าซัยคลิน หรือกลุ่ม

และใช้ยา ซัลโฟนาไมล์ วันละ 4 ครั้ง ติดต่อกัน 7 วัน กรณีเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ให้รับประทานคลอกซาชิลลินและป้ายหรือหยอดตาด้วยยาตาที่มีส่วนผสมเป็นเตตร้าซัยคลิน วันละ 4 ครั้ง ติดต่อกันจนครบ 6 สัปดาห์ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นแนะนำให้ไปพบแพทย์

การรักษาริดสีดวงตาต้องรักษาตั้งแต่ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ซึ่งเป็นระยะที่มีการติดเชื้อรุนแรง การใช้ยาปฏิชีวนะจะสามารถทำลายเชื้อและป้องกันมิให้เกิดภาวะแทรกซ้อน แต่ในระยะที่ 3 และที่ 4 เป็นระยะที่การติดเชื้อลดน้อยลงแล้ว และเปลือกตาเริ่มเป็นแผลเป็น การใช้ยาปฏิชีวนะในระยะนี้จึงไม่มีประโยชน์มากนัก

ตากุ้งยิง

ตากุ้งยิง เป็นลักษณะของเปลือกตาที่มีตุ่มฝีเล็กๆ ขึ้น บริเวณขอบตา สามารถขึ้นได้ทั้งขอบตาบนและขอบตาล่าง แต่ส่วนใหญ่ขึ้นที่ขอบตาล่าง พบได้ทุกเพศทุกวัย

สาเหตุ

เนื่องจากต่อมไขมันที่โคนขนตาอุดตัน และเกิดอาการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน จนกลายเป็นตุ่มฝีขึ้นมา อาการแสดง มีตุ่มฝีเล็กๆ ขึ้นที่ขอบเปลือกตา มักเป็นที่ขอบตาด้านล่าง บางครั้งอาจรู้สึกปวดตาบ้าง บางครั้งมีหนองนูนเป่งเห็นเป็นหัวขาวๆ 4-5 วันต่อมา หนองจะแตกเอง ฝีจะยุบลงและหายปวด

การรักษา

รักษาเช่นเดียวกับการเกิด ฝี หนอง ที่ผิวหนัง คือ

  • ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำร้อนประคบบริเวณหัวฝีหรือหัวหนองนั้น วันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 20 - 30 นาที เพื่อให้น้องแตกออกมา
  • หลังจากประคบน้ำร้อนแล้ว ให้หยอดหรือป้ายตาด้วยยาที่มีส่วนผสมของยาปฏิชีวนะ
  • กรณีมีอาการปวดให้รับประทานยาแก้ปวดพาราเซตามอล

ต้อ

เป็นความผิดปกติของตาที่เกิดขึ้นภายในลูกตา และมีผลทำให้ การมองเห็นผิดปกติ เช่น ตาฝ้ามัว หรือปวดลูกตา ต้อแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ดังนี้

ต้อลมและต้อเนื้อ

ต้อลม เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นเนื่องจากเยื่อบุตาขาวเสื่อมและมีการหนาตัวขึ้นจนมองเห็นเป็นเนื้อนูนสีขาวปนเหลืองบริเวณตาขาวชิดตาดำ อาจพบได้ทั้งทางหัวตาและหางตา

ต้อเนื้อ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าต้อลิ้นหมา เป็นต้อที่พัฒนามาจากต้อลมที่มีอาการมากและลุกลามเข้าสู่ส่วนของตาดำ จนเห็นเป็นแผ่นเนื้อสีเหลืองลักษณะรูปสามเหลี่ยมมีฐานอยู่บนตาขาวและมียอดแหลมยื่นเข้าไปในตาดำ

สาเหตุ เกิดจากการถูกลม แสงแดด ฝุ่น หรือความร้อน เป็นเวลานาน จนทำให้เยื่อบุตาขาวเสื่อมและหนาตัวขึ้นเรียกว่าต้อลม ต่อมาหากเกิดอาการระคายเคืองต่อเนื่องเป็นเวลานาน ต้อลมก็จะพัฒนาเป็นแผ่นเนื้อขนาดใหญ่ขึ้นเรียกว่า ต้อเนื้อ ทั้งต่อลมและต้อเนื้อ ถ้ามีการอักเสบเกิดขึ้นตาขาวจะแดง ระคายเคือง เนื่องจากเส้นเลือดฝอยในตาขยายตัวมากขึ้น

อาการแสดง การอักเสบมักจะเกิดขึ้นเมื่ออดนอนหรือถูกฝุ่น ลม แดด ควัน เป็นต้น ทั้งต้อลมและต้อเนื้อระยะอักเสบจะมีอาการคล้ายกัน เพียงแต่ต้อเนื้อจะมีอาการรุนแรงกว่า

อาการแสดงที่เกิดขึ้น มีดังนี้

  • ระคายเคืองตา
  • ถ้าต้อลม ต้อเนื้ออยู่ในระดับอักเสบ เส้นเลือดแดงที่เยื่อบุตาขาวจะขยายตัวมองดูคล้ายตาแดง แสบตา ตาแห้ง รู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรอยู่ในตา
  • ในกรณีของต้อเนื้อ สายตาจะมัวลง เนื่องจากต้อเนื้อบังทางเข้าของแสงซึ่งจะเกิดขึ้นเฉพาะในรายที่เป็นมากและต้อเนื้อมีขนาดใหญ่
    • สวมแว่นกันแดดในที่ที่มีฝุ่นละอองต่างๆ
    • ผู้มีอาชีพช่างต่างๆ เช่น ช่างเชื่อมโลหะ ช่างกลึง ฯลฯ ขณะปฏิบัติงานควรสวมหน้ากากป้องกันสิ่งแปลกปลอมกระเด็นเข้าตา
    • หลีกเลี่ยงการถูหรือขยี้ตาแรงๆ
    • ระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุที่ตา
    • ห้ามกระทบถูกตา ไม่ว่าจะเป็นมือหรือวัสดุใดๆ ก็ตาม
    • ห้ามหยอดตาหรือป้ายตาด้วยยาหรือสารใดๆ
    • ปิดตาด้วยที่ครอบตาแต่ถ้าหาไม่ได้ให้ใช้อุ้งมือที่สะอาดปิดตาข้างนั้นหรือสวมแว่นกันแดดแล้วรีบไปพบจักษุแพทย์โดยด่วนที่สุด
    • ไม่ควรรับประทานยาหรืออาหารหรือน้ำก่อนไปพบแพทย์ เพราะกรณีที่ต้องทำการผ่าตัดต้องดมยาสลบ ผู้ป่วยจะต้องงดน้ำ - งดอาหารก่อนรับการดมยาสลบอย่างน้อย 6 ชั่วโมง จะได้ทำได้ทันที

การรักษา ถ้ามีอาการอื่นผิดปกติ ก็ไม่ต้องทำอะไร แต่ควรสวมแว่นกันแดดเวลาออกจากบ้าน เพื่อป้องกันมิให้โรคลุกลาม แต่ถ้าต้อเนื้อยื่นเลยขอบตาดำเข้าไปควรแนะนำให้พบจักษุแพทย์เพื่อผ่าตัดลอกออก

ต้อกระจก         

เป็นภาวะที่เลนส์ตา ซึ่งปกติจะมีลักษณะโปร่งใสเหมือนกระจก มีลักษณะขุ่นขาว ทึบแสงจนแสงไม่สามารถผ่านเข้าไปในลูกตาได้ตามปกติ ทำให้สายตามัว การมองเห็นผิดปกติ

สาเหตุ ส่วนใหญ่เกิดจากภาวะเสื่อมตามวัย แต่อาจมาจากสาเหตุอื่น เช่น เป็นมาแต่กำเนิด หรือเกิดจากการใช้ยาหยอดตาที่มีส่วนผสมสเตียรอยด์นานๆ นอกจากนั้นยังพบว่าผู้ป่วยเบาหวานจะเป็นต้อกระจกเร็วกว่าคนปกติ 10

อาการแสดง ผู้ป่วยจะมีสายตามัวลงเรื่อยๆทีละน้อยเป็นแรมเดือนแรมปีจนในที่สุดเมื่อเลนส์ตาขุ่นหมดก็จะมองไม่เห็นที่เรียกว่าต้อสุก

การรักษา แนะนำให้พบแพทย์

ต้อหิน

เป็นภาวะที่เกิดความผิดปกติของระบบถ่ายเทน้ำเลี้ยงภายในลูกตา ซึ่งปกติภายในลูกตาจะมีการผลิตน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาและมีการระบายน้ำออก โดยการผลิตและการระบายน้ำออกจะสมดุลกัน แต่ผู้เป็นต้อหินจะมีการผลิตน้ำเลี้ยง มากกว่าปกติและ/หรือมีการระบายน้ำออกไม่สะดวกทำให้น้ำหล่อเลี้ยงคั่งอยู่ในช่องลูกตาจนทำให้ความดันในลูกตาสูงผิดปกติ ความดันที่สูงผิดปกตินี้จะไปกดทำลายเส้นประสาทตาทำให้เส้นประสาทตาและจอตาขาดเลือดและออกซิเจนมาเลี้ยง เมื่อนานไปเส้นประสาทตาและจอตาจะค่อยๆ เสียจนมีผลทำให้ตาบอดได้

สาเหตุ มาจากการที่ความดันในลูกตาสูงกว่าปกติต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยอาจมาจากการใช้ยาหยอดตาหรือป้ายตาที่มีส่วนผสมเป็นสเตียรอยด์ประจำหรือเป็นต้อกระจกที่สุกมากแล้วและไม่ได้รับการรักษา

อาการแสดง กรณีที่เป็นต้อหินเฉียบพลัน จะมีอาการปวดลูกตาและศีรษะข้างที่เป็นอย่างฉับพลัน รุนแรง ตาจะแดงผิดปกติและพร่ามัว เห็นแสงสีรุ้ง ม่านตาขยาย ตาไม่มีปฏิกิริยาต่อแสงไฟ กระจกตาบวมไม่ใส บางรายจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน มักเป็นเพียงข้างใดข้างหนึ่ง กรณีเป็นต้อหินชนิดเรื้อรังจะอันตรายมากเพราะไม่มีอาการนำชัดเจนที่จะทำให้ผู้ป่วยต้องรีบพบแพทย์ อาการที่พอจะพบได้คือ อาจมีประวัติมึนศีรษะเล็กน้อย เวลาอ่านหนังสือจะเพลียและพร่ามัวกว่าธรรมดา ตามัวลงทีละน้อยเป็นแรมเดือนแรมปี ลานสายตาค่อยๆ แคบลงทำให้มองอะไรข้างๆ ไม่เห็นมองเห็นเฉพาะตรงหน้า และถัดไปก็จะมองไม่เห็นหมด และตาบอดสนิท เพราะเส้นประสาทตาถูกทำลายจนหมด ต้อหินชนิดนี้มักเป็นทั้งสองข้างพร้อมกัน

การรักษา ถ้าสงสัยควรแนะนำให้ไปโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

เศษเหล็ก ฝุ่น ผง เข้าตา

อาการแสดง ระคายเคืองตา ตาแดง น้ำตาไหล

การรักษา

ล้างตาหรือลืมตาในน้ำสะอาดหรือ ในน้ำยาล้างตาจนเศษเหล็ก ฝุ่น ผงต่างๆ ออกแล้ว หลังจากนั้นให้หยอดหรือป้ายตาด้วยยาที่มีส่วนผสมเป็นยาปฏิชีวนะและปิดตา 1 วัน แต่ถ้าฝุ่นผงยังติดอยู่และไม่ออกให้ลืมตาและกลอกลูกตาไปมาในน้ำอย่างน้อยครึ่งชม. แล้วรีบไปพบจักษุแพทย์เพื่อเขี่ยออก ห้ามขยี้ตาเด็ดขาดเพราะจะทำให้ฝุ่นผงฝังแน่นและกระจกตาเป็นรอย จนอาจทำให้กระจกตาเป็นแผลและติดเชื้อได้

การป้องกัน

เลือดออกที่ช่องหน้าม่านตา

อาการที่เกิด

มีเลือดสดๆ ออกมาอยู่ที่ช่องหน้าม่านตา สายตามัวลง

การรักษา

แนะนำให้ไปพบจักษุแพทย์โดยด่วน แพทย์จะให้ผู้ป่วยนอนพักนิ่งๆ นอนหงายศีรษะเอียงประมาณ 30-40 องศา ปิดตาทั้ง 2 ข้าง ห้ามเคลื่อนไหวร่างกาย โดยเฉพาะส่วนของศีรษะประมาณ 5-7 วัน เพื่อป้องกันเลือดออกมากขึ้น และเพื่อรอเวลาให้เลือดที่ออกนั้นถูกดูดซึมกลับเข้าไป

การป้องกัน

หลีกเลี่ยงการถูกกระทบกระแทกที่ตา เช่น ถูกชก ถูกก้อนหิน หนังสติ๊ก ลูกบอล ลูกแบดกระทบบริเวณตา

เลือดออกที่ใต้เยื่อบุตา

อาการแสดง

มองเห็นมีเลือดออกใต้เยื่อบุตาเป็นสีแดงสด และการมองเห็นของสายตายังเป็นปกติ

การรักษา ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบตอนเช้าและตอนเย็น เลือดที่ออกจะถูกดูดซึมเข้าไปภายในเวลา 1-2 สัปดาห์ ถ้ามีอาการตามัวร่วมด้วย ต้องรีบไปพบจักษุแพทย์

การป้องกัน

ลูกตาแตก

อาการที่เกิด คือ สายตามัวลง กลัวแสง น้ำตาไหลมาก ลืมตาไม่ขึ้น ปวดตา ตาบวม กระจกตามีรอยฉีกขาด บางครั้งอาจมีชิ้นส่วนภายในของตายื่นออกมาข้างนอก

การรักษา

การป้องกัน หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุจากของมีคมและของแหลม เช่น มีด กรรไกร ส้อม แก้ว ไม้เสียบลูกชิ้นฯลฯ

กรด ด่าง ยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีเข้าตา

ตาจะมีอาการปวดแสบ ปวดร้อนมาก ลืมตาไม่ขึ้น ตามัวลงตามความรุนแรงของสารที่เข้าตา

การรักษา

  • สิ่งที่สำคัญ คือ ล้างตาด้วยน้ำสะอาดจำนวนมากให้เร็วที่สุดที่จะเร็วได้ เพราะสารบางอย่างทำลายลูกตาภายใน 1-2 นาที อาจใช้น้ำประปาหรือน้ำสะอาดโดยให้น้ำไหลผ่านเข้าตาตลอดเวลา พร้อมกับกระพริบตาและกลอกลูกตาไปมาเพื่อให้สารเคมีนั้นละลายออกไปให้มากที่สุด
  • รีบไปพบจักษุแพทย์โดยด่วน

การป้องกัน ให้คำแนะนำแก่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารเคมี เช่น ในโรงงานอุตสาหกรรมให้ทราบถึง

วิธีการใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุสารเคมีเข้าตา เช่น ส่วนหน้ากากหรือแว่นครอบตาขนาดปฏิบัติงาน

วิธีแก้ไขช่วยเหลือโดยรวดเร็ว หากมีสารเคมีเข้าตา

แผลที่กระจกตาหรือแผลที่ตาดำ

อาการแสดงที่เกิดขึ้น คือ ปวดตา เคืองตา ตาแดง ตาไม่สู้แสง เป็นแผลขุ่นที่ตาดำและอาจมีหนองที่ช่องหน้าม่านตา

การรักษา

  • พบจักษุแพทย์โดยด่วน
    • หลีกเลี่ยงการถูกของมีคมทิ่มแทงที่กระจกตา เช่น ใบไม้ ใบข้าว ใบหญ้า ฟาง ฯลฯ
    • ห้ามขยี้ตาหรือถูตาแรงๆ เมื่อมีฝุ่นผงเข้าตาหรือภายหลังการหยอดยาชาที่ตา
    • ตามัวลงมองเห็นเหมือนมีม่านดำบัง
    • เห็นภาพบิดเบี้ยวหรือแหว่งหายไป
    • เห็นแสงแปล๊บๆ คล้ายฟ้าแลบ
    • เห็นคล้ายมีจุดดำลอยไปมา
    • รีบพบจักษุแพทย์โดยด่วน
    • ระวังอุบัติเหตุที่มีผลกระทบกระเทือนต่อตา

การป้องกัน

ประสาทตาลอก

อาการแสดง

การรักษา

ตาเป็นอวัยวะที่บอบบางและถูกทำงายได้ง่ายโดยสาเหตุต่างๆ ดังนั้น ถ้าไม่รู้จักดูแลป้องกันให้ถูกวิธีอาจทำให้ตาบอดได้ มียาตาหลายชนิดในท้องตลาดที่ใช้บรรเทาอาการเกี่ยวกับตาที่ไม่รุนแรง เช่น อาการเคืองตา คันตา ตาแดง ตาอักเสบชนิดไม่รุนแรงอาการดังกล่าวนี้หากได้รับการแนะนำยาตาที่เหมาะสมกับอาการแล้ว ผู้ใช้ยาสามารถใช้ยาตาได้อย่างปลอดภัยแต่ถ้าที่อาการของตาที่อาจเป็นสาเหตุของความรุนแรงของตามาก เช่น อาการปวดละอักเสบและมองภาพไม่ชัด  อาการดังกล่าวควรแนะนำให้ไปพบจักษุแพทย์ทันที ซึ่งการจะใช้ยาเพื่อรักษาโรคทางตาด้วยตนเองอย่างปลอดภัยจะใช้ในกรณีที่ต้องการบรรเทาอาการที่เกิดจากเยื่อบุตาขาวอักเสบจากการแพ้ จากการติเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส ได้รับสารเคมีหรือฝุ่นละอองเข้าตาที่ไม่รุนแรง ตาที่มีอาการระคายเคืองแต่ไม่มีการฉีกขาดของกระจกตา ไม่มีความผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็นเกิดขึ้น หรือใช้เพื่อให้เกิดอาการสบายตาเท่านั้น

ในบางครั้งจักษุแพทย์จะแนะนำให้ใช้ยาหยอดตาที่มีส่วนผสมเป็นสเตียรอยด์เพื่อรักษาเยื่อบุตาอักเสบจากการแพ้ และผู้ป่วยมักมาหาซื้อยาหยอดตาลักษณะนี้ต่อเนื่องในร้านยา ซึ่งถ้ามีผู้มาซื้อยาประเภทนี้บ่อยๆ ร้านยาควรจะบอกให้ทราบถึงผลเสียเกี่ยวกับการใช้ยาประเภทนี้ว่าหากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยเฉพาะการหยอดติดต่อกันมากกว่า 7 วัน จะทำให้ความดันในลูกตาขึ้นสูงและนำไปสู่การเป็นต้อหินหรือต้อกระจกได้

ยาตาที่ใช้กับโรคตาไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหยอดตาหรือป้ายตาจะแบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ ตามส่วนประกอบและวัตถุประสงค์ของการใช้ ก่อนที่จะกล่าวถึงรายละเอียดของยาแต่ละกลุ่ม เราควรรู้จักข้อแตกต่างระหว่างรูปแบบของยาหยอดตาและป้ายตาก่อนเพื่อให้สามารถเลือกใช้ยาในรูปแบบที่เหมาะสมต่อผู้ป่วยได้ เพราะบางครั้งตัวยาชนิดเดียวกันแต่มี 2 รูปแบบคือ มีมีทั้งชนิดหยอดตาและมีทั้งชนิดป้ายตา

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่