ยา

การใช้ยาทางจิตเวชในผู้ป่วยโรคทางกาย

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
การใช้ยาทางจิตเวชในผู้ป่วยโรคทางกาย

ในที่นี้จะกล่าวถึงหลักการทั่วไปในการใช้ยาทางจิตเวชในผู้ป่วยที่มีโรคทางกาย ได้แก่ ผู้ป่วยโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด ผู้ป่วยโรคตับ ผู้ป่วยโรคไต ผู้ป่วยสูงอายุ หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร

โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด

  • ควรหลีกเลี่ยงการให้ยาหลายชนิดร่วมกัน ในการรักษาอาการทางจิตเวช โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อเกลือแร่และอัตราการเต้นของหัวใจ
  • ควรเริ่มต้นขนาดยาต่ำ ๆ และปรับขนาดยาอย่างช้า ๆ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
  • ควรระวังในการใช้ยา ที่ทำให้มีผลทำให้การนำไฟฟ้าของหัวใจผิดปกติ ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติได้ เช่น ยารักษาโรคซึมเศร้ากลุ่ม tricyclic antidepressants

ภาวะต่างๆของโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดที่ต้องพิจารณาในการใช้ยา ได้แก่

  • อาการเจ็บหน้าอกจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (angina) หลีกเลี่ยงยาที่ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำขณะเปลี่ยนท่าทางเพราะอาจทำให้หัวใจบีบตัวเพิ่มขึ้น จนเกิดอาการเจ็บหน้าอก เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดกำเริบขึ้นได้ สำหรับตัวอย่างยา ที่มีผลทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำขณะเปลี่ยนท่าทาง ได้แก่ยารักษาโรคจิตบางชนิด Clozapine, phenothiazine ยารักษาโรคซึมเศร้า Trazodone และยากลุ่ม tricyclic antidepressants
  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (arrhythmia) ซึ่งยารักษาอาการทางจิตบางชนิดมีผลทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น phenothiazine, haloperidol, pimozide และในกลุ่มยารักษาโรคซึมเศร้าที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ เป็นยาในกลุ่ม SSRIs
  • ภาวะหัวใจทำงานล้มเหลวควรหลีกเลี่ยงยาที่ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำขณะเปลี่ยนท่าทางเช่นกัน เนื่องจากทำให้หัวใจบีบตัวเร็วขึ้น จนเกิดภาวะหัวใจทำงานล้มเหลว
  • ภาวะความดันโลหิตสูง ควรระวังการใช้ยาที่ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำขณะเปลี่ยนท่าทาง  รวมทั้งยาบางชนิดที่ใช้ขนาดสูงมีผลทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงได้เช่นเดียวกันเช่น venlafaxine  ซึ่งเป็นยาในกลุ่มรักษาโรคซึมเศร้า เมื่อใช้ขนาดยาสูงมีผลต่อการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดได้

โรคตับ

  • เมื่อผู้ป่วยมีภาวะตับทำงานบกพร่อง โดยเฉพาะตับทำงานบกพร่องขั้นรุนแรงจำเป็นต้องปรับขนาดยาให้ต่ำลงทั้งในขนาดยาที่เริ่มต้นของการรักษา และขนาดยาสูงสุดที่ผู้ป่วยสามารถใช้ได้ โดยการปรับขนาดยาควรปรับช้า ๆ และควรตรวจการทำงานของตับอย่างสม่ำเสมอ
  • ยาบางชนิดอาจมีผลเพิ่มเอนไซม์ตับ ซึ่งเป็นค่าที่บ่งบอกถึงภาวะตับถูกทำลาย หากตรวจพบว่าค่าเอนไซม์ตับเพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติ จำเป็นต้องสืบหาสาเหตุว่าเกิดจากการใช้ยาจิตเวชหรือไม่
  • กรณีผู้ป่วยเป็นโรคตับรุนแรงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาจิตเวชที่มีอาการข้างเคียงง่วงซึม เพราะอาการง่วงซึมจะมีผลต่อการทำงานของสมอง และ อาจกระตุ้นหรือบดบัง อาการของโรคตับที่เกิดสารพิษทำลายระบบประสาท หรือบดบังอาการทางระบบประสาทอย่างอื่นๆ
  • ยาทางจิตเวชส่วนใหญ่ถูกขจัดยาผ่านทางตับ จึงจำเป็นต้องประเมินการทำงานของตับเพื่อการเลือกใช้และปรับขนาดยาเสมอ

โรคไต

  • ภาวะการทำงานของไตบกพร่องยิ่งรุนแรงยิ่งมีผลทำให้ยาสะสมในร่างกายเพิ่มขึ้น ดังนั้นเมื่อเริ่มใช้ยาควรเริ่มยาที่ขนาดต่ำและปรับขนาดยาอย่างช้า ๆ ในผู้ที่มีปัญหาทางไต
  • ในผู้สูงอายุ แม้มีการเสื่อมของไต ค่าผลตรวจทางปฏิบัติการอาจไม่สูงขึ้น เพื่อความปลอดภัยในการใช้ยาควรเริ่มใช้ยาที่ขนาดต่ำกว่าขนาดปกติ
  • เมื่อระดับยาสะสมในร่างกายได้ง่ายจากภาวะไตทำงานบกพร่อง จึงอาจเกิดอาการข้างเคียงได้บ่อย เช่น อาการง่วงซึม ภาวะความดันโลหิตต่ำเมื่อเปลี่ยนท่าทาง ภาวะความคิดสับสน
  • ควรระมัดระวังการใช้ยาทางจิตเวชที่มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ เพราะอาจทำให้เกิดอาการปัสสาวะคั่งและมีผลต่อการขจัดยาทางไตได้

ผู้สูงอายุ

ผู้ป่วยสูงอายุจะมีการทำงานของตับและไตที่ลดลง รวมทั้งมักมีโรคทางกายต่าง ๆ เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และได้รับยารักษาหลายขนาน ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงในการใช้ยาในผู้สูงอายุนอกจากนี้ควรจัดแบ่งมื้อยาให้รับประทานง่าย เพราะผู้ป่วยจะมีปัญหาหลงลืมกินยาได้ง่ายเช่นกัน

  • คุณลักษณะของยาที่มีผลต่อร่างกาย และการทำงานของร่างกายที่มีผลต่อยามักเปลี่ยนแปลงไปในผู้สูงอายุ และยาสามารถอยู่ในร่างกายได้นานขึ้น ทำให้เกิดอาการข้างเคียงจากยาได้ง่าย
  • ควรใช้ยาขนาดต่ำสุดที่ได้ผลในการรักษา และปรับขนาดยาช้า ๆโดยเลี่ยงการใช้ยาแบบหลายชนิดร่วมกัน
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ทำให้เกิดอาการง่วงหรือทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำเมื่อเปลี่ยนท่าทาง เนื่องจากอาจทำให้ผู้สูงอายุหกล้มได้
  • หากผู้ป่วยสูงอายุ มีสมาธิ หรือความจำแย่ลง หรือพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป ควรพิจารณาถึงสาเหตุซึ่งอาจเกิดจากพิษของยา ทางจิตเวชได้เช่นกัน

ภาวะตั้งครรภ์

  • หาผู้ป่วยวางแผนจะตั้งครรภ์ผู้ป่วยควรได้รับทราบข้อมูลถึงความเสี่ยงต่อการเกิดความพิการต่อตัวอ่อนในครรภ์มารดา เปรียบเทียบกับผลดีในการป้องกันอาการกำเริบและควรใช้ยาที่มีความเสี่ยงต่ำ
  • ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดความพิการต่อตัวอ่อนในครรภ์มารดาสูง ถัดมาในช่วงไตรมาสที่ 2 มีความเสี่ยงต่อการเจริญเติบโตการสร้างอวัยวะ และการทำงานของสมองทารกในครรภ์ได้  และในระยะหลังคลอดทารกอาจเสี่ยงต่อการเกิดอาการถอนยาจากการที่มารดารับประทานยาจิตเวช ในช่วงระหว่างตั้งครรภ์
  • ผลต่อเด็กจากการได้รับยาในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 อาจทำให้ทารกที่คลอดออกมา มีปัญหาด้านพฤติกรรมหรือปัญหาทางด้านการเรียนหรือพัฒนาการช้า
  • ถ้าเป็นไปได้ควรเลี่ยง การใช้ยาจิตเวชทุกชนิดในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ยาควรเป็นขนาดยาต่ำสุดที่ยังคงประสิทธิภาพในการรักษา
  • ในผู้ป่วยหลาย ๆ คนที่หยุดยา ทำให้อาการกำเริบผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ต้องให้ขนาดยาสูงซึ่งจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์เพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งโดยทั่วไปในผู้ป่วยโรคจิตเภทที่ตั้งครรภ์แพทย์จะยังคงให้ยารักษาโรคจิตเภทต่อเพราะมีความเสี่ยงสูงหากผู้ป่วยหยุดยา
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาหลายชนิดร่วมกันในการรักษาเพราะจะทำให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อทารกเช่นกัน

ภาวะให้นมบุตร

  • ยาทางจิตเวชทุกชนิดผ่านทางน้ำนมได้ ระดับยาในน้ำนมจะมีความเข้มข้นประมาณ 1%ของความเข้มข้นในเลือดมารดา ตัวยาจึงอาจมีความเสี่ยงทำให้เกิดอาการข้างเคียงในทารกได้
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาหากทารกคลอดก่อนกำหนด หรือทารกมีปัญหาตับ ไต หัวใจ หรือระบบประสาท
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่สะสมอยู่ในร่างกายได้เป็นระยะเวลานานหรือยาที่ทำให้ง่วงซึม
  • หากมารดารับประทานยาชนิดนั้นขณะตั้งครรภ์อยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นยาชนิดอื่นขณะให้นม เนื่องจากปริมาณยาที่ทารกได้รับจากน้ำนมจะน้อยกว่าที่ได้รับขณะตั้งครรภ์
  • การเกิดอาการข้างเคียง มักสัมพันธ์กับปริมาณยา จึงควรให้มารดาได้รับยาในขนาดที่ต่ำสุดที่ได้ผลในการรักษาเพื่อให้เกิดความ เสี่ยงต่อทารกน้อยที่สุด
  • ควรหลีกเลี่ยงการให้ยาหลายชนิดร่วมกันเพราะทำให้ทารกมีโอกาสเกิดอาการข้างเคียงได้ง่าย
  • เวลาที่เหมาะสมที่สุดคือให้มารดากินยาทันทีหลังให้นมทารกเสร็จแล้ว ควรหลีกเลี่ยงการให้นมทารกหลังกินยา 1-2 ชั่วโมงเพราะเป็นเวลาที่ระดับยาในเลือดสูงสุด

การใช้ยาทางจิตเวชในผู้ป่วยที่มีโรคทางกายนั้น จะต้องประเมินความเสี่ยงและผลประโยชน์ในการรักษาอย่างรอบคอบ เนื่องจากการใช้ยาโรคทางกายอาจมีอันตรายกิริยากับยาทางจิตเวช หรือผู้ป่วยที่มีการทำงานของอวัยวะสำคัญบกพร่อง เช่น ไต ตับ ระบบทางเดินอาหาร มีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาเช่นกัน  นอกจากนั้นอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาทางจิตเวชอาจกระทบต่อโรคทางกายที่มีอยู่เดิม

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่