Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

ผิวหนังฟกช้ำง่าย (Increased Tendency to Bruise)

อาการฟกช้ำบริเวณต่างๆ มักเกิดจากการกระแทก แต่หากพบความผิดปกติเกี่ยวกับรอยช้ำควรรีบไปพบแพทย์ เพราะอาจเกิดจากโรคร้ายบางชนิดได้
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 556,747 คน

ผิวหนังฟกช้ำง่าย (Increased Tendency to Bruise)

อาการฟกช้ำบริเวณต่างๆ มักเกิดจากการกระแทก แต่หากพบความผิดปกติเกี่ยวกับรอยช้ำควรรีบไปพบแพทย์ เพราะอาจเกิดจากโรคร้ายบางชนิดได้

ภาพรวมของผิวหนังฟกช้ำง่าย

รอยฟกช้ำ (Ecchymosis) เกิดขึ้นเมื่อเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังแตกออกหรือฉีกขาด ทำให้เลือดออกมาใต้ผิวจนทำให้สีผิวบริเวณดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลง

โฆษณาจาก HonestDocs
ทำรีเทนเนอร์วันนี้ ลดสูงสุด 50% ถึงวันที่ 17 ก.ย. นี้เท่านั้น

จองคิววันนี้ได้เลย คลีนิกดีมีคุณภาพ ไม่ต้องรอหมอนาน เริ่มต้นเพียง 600 บาท เท่านั้น

Internal ad retainer

รอยฟกช้ำส่วนมากมักเกิดจากการเดินชนสิ่งของ หรือเกิดจากการกระแทก ความถี่ของการเกิดแผลฟกช้ำจะเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะในผู้หญิง เนื่องจากเส้นเลือดฝอยจะแตกหักง่ายขึ้นและผิวหนังจะบางลง ปกติแล้วรอยฟกช้ำที่เกิดขึ้นบางครั้งคราวมักจะไม่ส่งผลต่อสุขภาพ แต่ถ้าเกิดอาการฟกช้ำบ่อย รอยฟกช้ำมีขนาดใหญ่หรือมีเลือดออกที่อื่นร่วมด้วย ก็อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติที่รุนแรงที่ต้องได้รับการรักษาจากแพทย์

สาเหตุของอาการผิวหนังฟกช้ำง่าย

หากเกิดอาการผิวหนังฟกช้ำง่าย อาจเกิดจากภาวะที่เลือดไม่สามารถแข็งตัวเป็นก้อนจากความผิดปกติทางการแพทย์ต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ เช่น

  • กลุ่มอาการคุชชิง (Cushing’s Syndrome) : เกิดจากความผิดปกติของต่อมใต้สมอง ที่ทำให้ต่อมหมวกไตสร้างฮอร์โมนกลูโคคอร์ติซอยด์มากกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้ผิวหนังบาง เป็นแผลและรอยฟกช้ำง่าย
  • โรคเลือดไหลไม่หยุดจากการขาดปัจจัยแข็งตัวของเลือดชนิด II : เกิดจากการขาดปัจจัยแข็งตัวของเลือดชนิด II หรือ Prothrombin
  • โรคเลือดไหลไม่หยุดจากการขาดปัจจัยแข็งตัวของเลือดชนิด V : เกิดจากการขาดปัจจัยแข็งตัวของเลือดชนิด V หรือ Proaccelerin
  • โรคเลือดไหลไม่หยุดจากการขาดปัจจัยแข็งตัวของเลือดชนิด VII : เกิดจากการขาดปัจจัยแข็งตัวของเลือดชนิด VII หรือ Proconvertin และ Serum Prothrombin Conversion Accelerator
  • โรคเลือดไหลไม่หยุดจากการขาดปัจจัยแข็งตัวของเลือดชนิด X : เกิดการขาดปัจจัยแข็งตัวของเลือดชนิด X หรือ Stuart-Prower Factor
  • โรคฮีโมฟีเลียชนิดเอ : เป็นโรคทางพันธุกรรมชนิดหนึ่งที่ทำให้ปัจจัยการแข็งตัวของเลือดอยู่ในระดับต่ำหรือไม่มีเลย
  • โรคฮีโมฟีเลียชนิดบี : เป็นโรคทางพันธุกรรมชนิดหนึ่งที่ทำให้ปัจจัยการแข็งตัวของเลือดชนิด X อยู่ในระดับต่ำ หรือไม่มีเลย
  • โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) : เกิดจากการที่เซลล์เม็ดเลือดขาวมีการผลิตเพิ่มมากขึ้นจนทำร่างกายไม่สามารถควบคุมได้
  • ปริมาณเกล็ดเลือดต่ำ และมีความผิดปกติของเกล็ดเลือด : ผู้ป่วยมีปริมาณเกล็ดเลือดต่ำกว่าปกติ ทำให้เกิดรอยฟกช้ำง่าย เลือดหยุดไหลยาก
  • โรควอนวิลลิแบรนด์ (von Willebrand disease) : เกิดจากความผิดปกติในการแข็งตัวของเลือดประเภทหนึ่ง

นอกจากภาวะทางการแพทย์แล้ว มียาอีกหลายชนิดที่ทำให้เกิดอาการฟกช้ำได้ง่ายยิ่งขึ้น เช่น

  • กลุ่มยาต้านการแข็งตัวของเลือด : ยาในกลุ่มนี้จะไปลดความสามารถของร่างกายในการห้ามเลือด ด้วยการยับยั้งการสร้างเกร็ดเลือด หรือยับยั้งกระบวนการแข็งตัวของเลือด ยากลุ่มนี้มักใช้ในการรักษาโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง ตัวอย่างยาดังกล่าว ได้แก่ ยา Aspirin ยา Warfarin ยา Clopidogrel ยา Rivaroxaban และ Apixaban
  • ยาสเตียรอยด์ : โดยเฉพาะยาสเตียรอยด์แบบทาเฉพาะที่ (Topical Steroids) ซึ่งมักใช้ในการรักษากลากและผื่นที่ผิวหนัง นอกจากนี้ ยาสเตียรอยด์สำหรับพ่นที่ใช้ในผู้ป่วยหอบหืด ลดอาการแพ้ และไข้หวัดรุนแรง ก็มีผลข้างเคียงนี้เช่นกัน
  • ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) : หากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานจะเพิ่มโอกาสเลือดออกได้ อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น หากรับประทานยาที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือดอยู่แล้วร่วมด้วย

การวินิจฉัยอาการผิวหนังฟกช้ำง่าย

หากสังเกตว่าตนเองมีรอยฟกช้ำบ่อยมากขึ้น และมีรอยฟกช้ำขนาดใหญ่ พร้อมมีเลือดไหลซึมบริเวณอื่นๆ ควรเข้าพบแพทย์ที่ทำการวินิจฉัยสาเหตุที่ซ่อนอยู่ ซึ่งแพทย์อาจวินิจฉัยโดยการซักประวัติทางพันธุกรรม และประวัติทางการแพทย์ จากนั้นอาจให้มีการตรวจเลือด และตรวจความสามารถในการแข็งตัวของเลือด เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดรอยฟกช้ำ

การรักษารอยฟกช้ำ

ส่วนใหญ่แล้ว รอยฟกช้ำจะหายไปเองในไม่กี่วัน แต่สามารถกระกระตุ้นให้ผิวหนังและร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ด้วยการประคบเย็นเป็นเวลา 15 นาที ร่วมกับยกอวัยวะที่มีรอยช้ำให้สูงเหนือหัวใจ หากรู้สึกปวด สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลหรือยาไอบูโพรเฟนได้

การป้องกันผิวหนังฟกช้ำ

รอยฟกช้ำที่ไม่ได้เกิดจากโรคและการใช้ยาบางประเภทสามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลตัวเอง เช่น เดินให้ช้าลง และเดินด้วยความระมัดระวัง วางของให้เป็นระเบียบเรียบร้อย และสวมอุปกรณ์ป้องกันเมื่อออกกำลังกาย

ที่มาของข้อมูล

JC Jones MA and Kristeen Cherney, What causes bruises easily? (https://www.healthline.com/symptom/bruises-easily), July 19, 2016.

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล
ดูในแอป