ความรู้สุขภาพ

การถ่ายเลือด

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 7, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 9 นาที
Istock 843289812

การถ่ายเลือดคือการนำเลือดจากคนคนหนึ่ง (ผู้บริจาคเลือด) ไปสู่อีกคนหนึ่ง

กระบวนการถ่ายเลือดมีขึ้นเพื่อ:

  • เพื่อทดแทนเลือดที่เสียไประหว่างการผ่าตัดใหญ่ การคลอดบุตร หรือจากอุบัติเหตุ
  • เพื่อรักษาภาวะโลหิตจางที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาประเภทอื่น ๆ โดยภาวะโลหิตจางเป็นภาวะที่ผู้ป่วยจะมีเซลล์เม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ
  • เพื่อรักษาโรคของระบบโลหิตอย่างเช่นทัลลาสซิเมีย หรือโรคเม็ดเลือดรูปเคียว เป็นต้น

คุณสามารถปฏิเสธเข้ารับการถ่ายเลือดก็ได้ แต่ต้องเข้าใจด้วยว่ามันไม่ใช่ผลดีเท่าไรนัก การรักษาหรือการผ่าตัดบางอย่างไม่สามารถดำเนินการได้อย่างปลอดภัยหากไม่มีการถ่ายเลือดเข้ามาเกี่ยวข้อง

กระบวนการ

เลือดจะถูกส่งผ่านทางหลอดพลาสติกที่จะถูกสอดเข้าเส้นเลือดในแขนของคุณ แต่ละยูนิทจะใช้เวลาระหว่าง 30 นาทีไปจนถึง 4 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับปริมาณเลือดที่ต้องใช้

การถ่ายเลือดเกิดขึ้นเร็วขนาดไหน?

เซลล์เม็ดเลือดแดงหนึ่งถุง (ยูนิท) สามารถให้เลือดได้นาน 2 ถึง 3 ชั่วโมง และหากจำเป็นก็สามารถเปลี่ยนยูนิทใหม่ได้เรื่อย ๆ ยกตัวอย่างเช่นในการรักษาภาวะเลือดออกรุนแรงจากอุบัติเหตุ เป็นต้น

สำหรับเกล็ดเลือดหรือพลาสม่า หนึ่งยูนิทสามารถให้ได้ 30 ถึง 60 นาที

ความปลอดภัย

การบริจาคเลือดเป็นกระบวนการที่ผู้ให้บริจาคสมัครใจเข้าร่วมเอง โดยทุกครั้งจะมีการตรวจสอบและคัดเลือกผู้ร่วมบริจาคเพื่อให้มั่นใจว่าเลือดของพวกเขาสะอาดและปลอดภัย ก่อนเข้าบริจาคเลือด ผู้ให้บริจาคจะถูกสอบถามเกี่ยวกับสุขภาพ แนวทางการใช้ชีวิต และประวัติทางการแพทย์ของพวกเขา หลังจากที่มีการบริจาคเลือดแล้ว เลือดที่ได้มายังต้องผ่านการทดสอบหาการติดเชื้อเหล่านี้ก่อน:

  • ไวรัสตับอักเสบ B
  • ไวรัสตับอักเสบ B
  • HIV และเอดส์
  • ซิฟิลิส
  • ไวรัส human T-cell lymphotropic (HTLV) ซึ่งเป็นไวรัสอันตรายที่หายาก บางคนที่มีไวรัสนี้จะป่วยเป็นโรคลูคีเมีย

เมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่มีอยู่ทุกวันนี้ การติดเชื้อจากการถ่ายเลือดนั้นเกิดขึ้นได้ยากมาก ๆ ก่อนการถ่ายเลือด คุณจะถูกตรวจสอบกรุ๊ปเลือดเพื่อให้เข้ากับเลือดที่จะได้รับ โดยอาจมีการใช้สายรัดเข้ามาช่วยระบุข้อมูลของคุณ โดยรายละเอียดที่ระบุบนสายรัดจะมีชื่อนามสกุลจริงและวันที่เกิด ข้อมูลบนสายรัดจะถูกตรวจสอบกับถุงเลือดที่ใช้ก่อนการถ่ายเลือดทุกครั้ง ซึ่งระหว่างการถ่ายเลือด คุณจะถูกจับตามองอาการตลอดเวลา

เลือดเหล่านี้ทำหน้าที่อะไร?

เมื่อผู้บริจาคเลือดให้เลือดของพวกเขา จะมีการใช้อุปกรณ์พิเศษสำหรับผู้ให้บริจาค ซึ่งจะคัดแยกเลือดที่ได้ไปตามนี้

  • เซลล์เม็ดเลือดแดง: ทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจนไปทั่วร่างกาย และเป็นประเภทยูนิทที่ถูกใช้รักษาภาวะโลหิตจาง
  • เกล็ดเลือด: องค์ประกอบที่ช่วยในการสมานบาดแผลที่ช่วยหยุดการไหลของเลือด การถ่ายเกล็ดเลือดสามารถใช้เพื่อป้องกันการเลือดออกรุนแรงของผู้ป่วยที่มีระดับเกล็ดเลือดต่ำ อย่างเช่นผู้ป่วยที่กำลังทำคีโมอยู่ เป็นต้น (การรักษามะเร็งที่มีผลข้างเคียงรุนแรง)
  • พลาสม่า: ของเหลวที่เป็นองค์ประกอบส่วนมากของเลือด โดยพลาสม่าประกอบด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อเซลล์ของร่างกายอย่างโปรตีน ซึ่งช่วยทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือด
  • เซลล์เม็ดเลือดขาว: ตัวที่มีหน้าที่ต่อสู้กับการติดเชื้อ

เหตุใดการถ่ายเลือดจึงจำเป็น?

การถ่ายเลือดมีอยู่หลายประเภท การเลือกใช้งานขึ้นอยู่กับปัจจัยดังต่อไปนี้:

  • สุขภาพโดยรวมของคุณ
  • ประวัติการรักษา
  • ประเภทของการผ่าตัดที่กำลังดำเนินการ
  • ความรุนแรงของสภาวะของคุณ

โดยผู้ใหญ่ที่มีขนาดร่างกายมาตรฐานต้องใช้เลือดประมาณ 5 ลิตร สำหรับการเสียเลือดปริมาณน้อย (1.5 ลิตร) สามารถใช้น้ำเกลือแทนได้ ซึ่งร่างกายจะแทนที่สารดังกล่าวด้วยเซลล์เม็ดเลือดแดงใหม่ภายในช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์

ประเภทของการถ่ายเลือดมีดังต่อไปนี้:

การถ่ายเซลล์เม็ดเลือดแดง

เหตุผลสำหรับการถ่ายเซลล์เม็ดเลือดแดงนั้นก็เพื่อรักษาโรคโลหิตจาง ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายขาดเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจน จนทำให้เนื้อเยื่อร่างกายและเซลล์ขาดออกซิเจน

โรคโลหิตจางสามารถก่อให้เกิดการเสียเลือดรุนแรงระหว่างกิจกรรมต่าง ๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่นระหว่างการคลอดบุตร การผ่าตัดใหญ่ หรือจากอุบัติเหตุ

โรคโลหิตจางยังสามารถเกิดมาจาก:

สภาวะทางสุขภาพที่มีอัตราการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงได้น้อยกว่าปรกติ: ยกตัวอย่างเช่นผู้ป่วยโรคโลหิตจางที่ขาดธาตุเหล็ก วิตามิน B12 หรือโฟเลต (มักรักษาได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าถ่ายเลือด) และโรคมะเร็งบางชนิดอย่างมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดไมอีลอยด์ และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

สภาวะทางสุขภาพที่ขัดขวางการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง: อย่างเช่นโรคเม็ดเลือดจางรูปเคียว และทัลลาสซิเมีย

สภาวะหรือปัจจัยที่ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย: ยกตัวอย่างเช่นการติดเชื้อบางประเภทอย่างมัลลาเลีย การใช้ยาหรือสารพิษบางประเภทอย่างแอลกอฮอล์หรือสารตะกั่ว หรือมาจากการที่ระบบภูมิต้านทานเข้าใจผิดจนไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงที่สุขภาพดีอยู่

หากแพทย์แนะนำให้คุณเข้ารับการถ่ายเลือด คุณควรตั้งคำถามว่าทำไมกระบวนการนี้จึงจำเป็น และมีแนวทางรักษาอื่นอีกไหม คุณมีสิทธิ์ที่จะไม่เข้ารับการถ่ายเลือด ซึ่งคุณต้องเข้าใจถึงผลที่จะตามมาหากไม่ถ่ายเลือด เนื่องจากการรักษาทางการแพทย์หรือการผ่าตัดบางอย่างจะไม่ปลอดภัยหากปราศจากการถ่ายเลือดควบคู่ไปด้วย

การถ่ายเกล็ดเลือด

การถ่ายเกล็ดเลือดถูกใช้เพื่อรักษาผู้ที่มีระดับเซลล์เกล็ดเลือดในเลือดต่ำ หากคุณเป็นภาวะเกล็ดเลือดต่ำ คุณจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเลือดไหลไม่หยุดแม้จะประสบกับอุบัติเหตุเล็กน้อยเท่านั้น

สาเหตุของการเกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำอาจต้องทำการรักษาด้วยการถ่ายเกล็ดเลือดมีดังนี้:

  • มะเร็ง: อย่างเช่นลูคีเมีย หรือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
  • การบำบัดคีโม หรือการปลูกถ่ายไขกระดูก:  ซึ่งจะไปลดกระบวนการผลิตเกล็ดเลือดลง
  • โรคตับเรื้อรัง หรือตับแข็ง: ซึ่งเกิดมาจากหลาย ๆ สาเหตุรวมไปถึงการบริโภคแอลกอฮอล์มากเกินไป
  • ภาวะติดเชื้อหรือการติดเชื้อรุนแรง: อาจส่งผลทำให้เกิดภาวะเลือดแข็งตัวผิดปรกติ หรือมีเกล็ดเลือดต่ำได้

การถ่ายพลาสม่า

พลาสม่าคือของเหลวที่ผสมในน้ำเลือดซึ่งประกอบไปด้วยโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด การถ่ายพลาสม่านั้นจำเป็นในการบรรเทาภาวะเลือดออกรุนแรง อาทิเช่นหลังจากการผ่าตัด หรือการคลอดบุตร เป็นต้น การถ่ายประเภทนี้ยังจำเป็นต่อโรคหรือภาวะต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการผลิตโปรตีนในเลือดอีกด้วย (อย่างเช่นโรคตับ)

การถ่ายแกรนูโลไซท์

แกรนูโลไซท์คือเซลล์เม็ดเลือดขาวประเภทหนึ่งซึ่งมีหน้าที่ต่อสู้กับการติดเชื้อของร่างกาย การถ่ายแกรนูโลไซท์มักไม่ค่อยเกิดขึ้น แต่กระบวนการนี้ก็จำเป็นสำหรับการรักษาภาวะติดเชื้อรุนแรงหลังการทำคีโมหรือการปลูกถ่ายไขกระดูกที่ไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะ เป็นต้น

การผ่าตัดศัลยกรรม

นักศัลยกรรมมักจะใช้วิธีถ่ายเลือดไปพร้อมกับการผ่าตัดเพื่อลดปริมาณของเลือดที่เสียไป ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านไป การดำเนินการนี้มีความง่ายดายมากขึ้น เนื่องมาจากการใช้เทคนิคผ่าตัดแบบส่องกล้องที่ซึ่งจะใช้วิธีกรีดรอยบนร่างกายที่มีขนาดเล็กมากแทน

แต่กระนั้นการผ่าตัดศัลยกรรมบางอย่างก็จำเป็นต้องใช้กระบวนการที่ทำให้เลือดของผู้ป่วยออกเยอะ จึงทำให้การถ่ายเลือดยังคงจำเป็นต่อการรักษาอยู่ดี

อีกทั้งการเข้ามาของกระบวนการดูแลคนไข้ระหว่างการผ่าตัดที่ก้าวหน้าอย่างมาก ทำให้ระหว่างการผ่าตัดศัลยกรรมนั้นมีการสูญเสียเลือดและเซลล์ร่างกายไปน้อยมาก แพทย์สามารถนำสิ่งที่กระจัดกระจายออกจากร่างกายกลับเข้าไปใหม่ได้ ซึ่งคุณสามารถสอบถามแพทย์หรือพยาบาลที่ต้องดูแลเคสผ่าตัดของคุณได้ว่ากระบวนการดังกล่าวเหมาะสมกับการผ่าตัดที่คุณต้องทำหรือไม่

การเตรียมการสำหรับรับการถ่ายเลือด

หากคุณต้องเข้ารับการถ่ายเลือดตามมาตรการรักษา แพทย์หรือพยาบาลเจ้าของไข้จะเป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดให้แก่คุณ

ในการขอความยินยอมจากคุณ แพทย์ต้องแจ้งให้คุณทราบถึง:

  • เหตุผลที่ว่าทำไมจึงต้องมีการถ่ายเลือดขึ้น และมีแนวทางอื่น ๆ อีกไหม
  • ความเสี่ยงและภาวะข้างเคียงที่มาจากการถ่ายเลือด
  • แต่สำหรับบางกรณีก็ไม่จำเป็นต้องขอความยินยอมจากคนไข้ก่อน อาทิเช่นหากคนไข้หมดสติจากอุบัติเหตุใหญ่ เป็นต้น

เลือดจะถูกถ่ายอย่างไร?

จะมีการเก็บตัวอย่างเลือดของคุณก่อนการถ่ายเลือด เพื่อตรวจสอบความเข้ากันได้ของเลือดที่ต้องถ่ายกับเลือดของคุณ

คุณต้องระบุชื่อนามสกุลจริงกับวันที่เกิด โดยข้อมูลประจำตัวของคุณจะถูกจดลงสายรัดที่ใช้ตรวจสอบทุกครั้งก่อนที่แพทย์จะใช้ถุงเลือด

เลือดที่ถ่ายให้จะส่งผ่านท่อพลาสติกขนาดเล็กที่เสียบเข้าไปในเส้นเลือดที่แขน ท่อจะเชื่อมกับตัวหยด ซึ่งตัวหยดดังกล่าวจะหยดเลือดเข้าไปในเส้นเลือดที่แขน

อาจมีการรักษาอื่น ๆ ควบคู่ไปตามภาวะของคุณ อีกทั้งผู้ป่วยบางคนอาจต้องใช้ท่อที่มีขนาดใหญ่กว่าซึ่งจะสอดเข้าไปยังทรวงอกแทน

อาจมีการใช้สายเสียบหลอดเลือดดำส่วนกลางประกอบด้วย ซึ่งจะเสียบเข้าที่ข้อแขน

ระหว่างการถ่ายเลือด

ผู้ได้รับเลือดจะรู้สึกไม่สบายตัวเล็กน้อยขณะที่ท่อถูกเสียบเข้าไปยังเส้นเลือด แต่จะไม่รู้สึกอะไรขณะที่กำลังทำการถ่ายเลือด

คุณจะถูกจับตามองตามช่วงเวลา และหากคุณรู้สึกไม่สู้ดีระหว่างการถ่ายเลือด ต้องแจ้งผู้ดูแลอาการของคุณในทันที

บางคนอาจมีอุณหภูมิร่างกายตกลงจนเกิดอาการหนาวสั่น หรืออาจมีผื่นขึ้น ปฏิกิริยาเหล่านี้ถูกจัดว่าเบาและมักรักษาได้ด้วยการใช้พาราเซตตามอล หรือผ่อนความเร็วการถ่ายเลือดลง

ปฏิกิริยาต่อต้านที่รุนแรงระหว่างการถ่ายเลือดจะเกิดขึ้นได้ยากมาก ซึ่งหากเกิดขึ้น แพทย์จะทราบทันทีที่เห็นอาการของคุณ (พวกเขาผ่านการฝึกฝนเล่าเรียนกับสถานการณ์ดังกล่าวมาดี) ซึ่งพวกเขาจะทำการรักษาคุณทันที หากคุณยังคงมีความกังวลหรือสงสัยอยู่ก็สามารถปรึกษากับแพทย์ พยาบาล หรือแพทย์ผดุงครรภ์ของคุณได้ตลอดเวลา

เลือดหนึ่งยูนิทสามารถถ่ายได้ประมาณ 30 นาทีจนไปถึง 4 ชั่วโมง

ความเสี่ยง

การถ่ายเลือดเป็นกระบวนการทั่วไปที่มีความเสี่ยงเกิดผลข้างเคียงรุนแรงที่ต่ำมาก เนื่องจากจะมีการตรวจความเข้ากันได้ของเลือดผู้บริจาคกับเลือดของคุณก่อนการถ่ายจริง และตลอดกระบวนการยังมีการจับตามองดูสภาวะของคุณตลอดเวลาอีกด้วย

ปฏิกิริยาแพ้

การเกิดภาวะแพ้เลือดที่ถ่ายเข้าร่างกายนั้นเป็นภาวะแทรกซ้อนที่หายากมาก โดยในปี 2013 มีเพียง 320 กรณีที่พบปฏิกิริยาต่อต้านหลังจากการถ่ายเลือดไปแล้วเท่านั้น (ในประเทศ UK)

ปฏิกิริยาแพ้ดังกล่าวเกิดมาจากระบบภูมิคุ้มกันร่างกายตอบสนองต่อโปรตีนหรือสารอื่น ๆ ในเลือดที่ถ่ายเข้า ทำให้เกิดอาการแก้ขึ้น ซึ่งมักเกิดขึ้นไม่รุนแรง หรือหายไปเองหลังการถ่ายเลือด

อาการแพ้ทั่วไปมีดังนี้:

  • มีผื่นแดงและคันตามผิวหนัง (ลมพิษ)
  • มือ แขน ขา เท้า และข้อขาบวมออก (อาการเท้าบวม)
  • วิงเวียน
  • ปวดศีรษะ
  • อาการแพ้ที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนักมีดังนี้:
  • มีไข้สูงที่ 38 องศาเซลเซียสหรือมากกว่า
  • หนาวสั่น
  • หายใจสั้น
  • ริมฝีปากและเปลือกตาบวม

โดยปฏิกิริยาเหล่านี้มักจะทุเลาหรือหายไปหลังการถ่ายเลือดเสร็จสิ้น อีกทั้งในบางกรณีก็สามารถควบคุมรักษาอาการเหล่านี้ด้วยยาแอนติฮิสตามินหรือพาราเซตตามอล

ปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลัน

การแพ้รุนแรงเฉียบพลันเป็นปฏิกิริยาแพ้ที่อันตรายจนถึงชีวิตที่เกี่ยวข้องกับตัวแอนติบอดีและสารอื่น ๆ ในเลือด โดยในปี 2013 ที่ประเทศอังกฤษพบกรณีผู้ที่มีปฏิกิริยารุนแรง 33 คน ซึ่งเป็นมาจากการถ่ายเลือดเอง

ภาวะแพ้รุนแรงเฉียบพลันอาจเกิดขึ้นทันทีที่เริ่มถ่ายเลือด ซึ่งมีอาการดังนี้:

  • หายใจติดขัดรุนแรง
  • รู้สึกจะเป็นลม หรือมีเหงื่อออกท่วม
  • ขึ้นผื่น หรือมีการบวมที่เปลือกตาหรือริมฝีปาก
  • การรักษาภาวะแพ้รุนแรงเฉียบพลันมักรักษาได้ด้วยการฉีดยาอะดรีนาลีน

ภาวะน้ำในร่างกายมากเกินไป

การถ่ายเลือดเข้าร่างกายในปริมาณที่มากเกินไปภายในเวลาสั้น ๆ จะทำให้ร่างกายเกิดภาวะน้ำเกินขึ้น ซึ่งเป็นเช่นนี้ได้มากในผู้ป่วยที่อ่อนแอ สูงอายุ หรือมีน้ำหนักมวลกายต่ำกว่าเกณฑ์

การมากเกินของของเหลวทำให้หัวใจไม่สามารถใช้แรงสูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกายได้เพียงพอ (ภาวะหัวใจล้มเหลว) ซึ่งก่อให้เกิดอาการหายใจช่วงสั้น ๆ สำหรับผู้ป่วยสูงอายุและผู้ที่มีภาวะทางสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ อย่างผู้ป่วยโรคหัวใจมักจะเป็นภาวะน้ำเกินได้ง่าย

ภาวะนี้สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาเพื่อขับของเหลวออกจากร่างกาย (ยาขับปัสสาวะ) และด้วยการลดความเร็วในการถ่ายเลือดลง เป็นต้น

การบาดเจ็บที่ปอด

ความเสี่ยงร้ายแรงที่เกิดขึ้นได้ยากที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายเลือดก็คือการเกิดการบาดเจ็บของปอดเฉียบพลันที่เกิดจากการถ่ายเลือด (TRALI) โดยมักเกิดกับกรณีการถ่ายเกล็ดเลือดกับการถ่ายพลาสม่ามากกว่าการถ่ายเซลล์เม็ดเลือดแดง

TRALI เป็นสภาวะที่ไม่เป็นที่รู้จักนัก ที่ซึ่งปอดเกิดการอักเสบรุนแรงภายใน 6 ชั่วโมงของการถ่ายเลือด โดยการอักเสบระดับสูงจะทำให้ปอดขาดออกซิเจน และในบางกรณีมันก็อันตรายถึงชีวิต

ผู้เชี่ยวชาญส่วนมากเชื่อว่าการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่ผิดปรกติบางชนิดก่อให้เกิดการอักเสบที่เกี่ยวพันกับ TRALI

การรักษา TRALI ต้องมีการใช้เครื่องช่วยหายใจเพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น ซึ่งต้องทำเช่นนี้ไปจนกว่าการอักเสบที่ปอดจะลดลง

ปฏิกิริยาเม็ดเลือดแตก

ปฏิกิริยาเม็ดเลือดแตกตัวจากการถ่ายเลือด (HTR) เกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำปฏิกิริยากับเลือดที่ได้รับมาและเริ่มโจมตีเซลล์เม็ดเลือดนั้น ๆ

อาการของ HTR สามารถเกิดขึ้นหลังเสร็จสิ้นหรือระหว่างการถ่ายเลือด หรืออาจเกิดขึ้นภายหลังนานไม่กี่วันก็ได้ ปฏิกิริยาดังกล่าวสามารถก่อให้เกิดอาการคล้ายกับปฏิกิริยาที่มักพบหลังการถ่ายเลือดอื่น ๆ แต่ปัสสาวะของผู้ป่วยจะออกสีเข้มมากกว่าเนื่องมาจากการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงนั่นเอง

HTR เป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้ยากมาก ซึ่งมักเกิดมาจากสาเหตุต่อไปนี้:

  • ผู้ป่วยมีแอนติบอดีที่หายาก ซึ่งไม่สามารถตรวจพบได้ระหว่างขั้นตอนการตรวจเลือด
  • สำหรับกรณีที่เกิดปฏิกิริยาแบบล่าช้า ร่างกายได้สร้างแอนติบอดีใหม่ขึ้นมาหลังการถ่ายเลือด ซึ่งไปทำลายเลือดที่ถ่ายเข้าไป
  • และในกรณีที่หายากมาก ๆ คือการให้เลือดที่ไม่เข้ากับกรุ๊ปเลือดของคนไข้ ทำให้ต้องมีการระบุข้อมูลรายบุคคลไว้ที่หลอดตัวอย่างเลือดให้ชัดเจนและถูกต้อง และต้องทำการตรวจสอบถุงเลือดที่จะถ่ายให้กับข้อมูลคนไข้อย่างถี่ถ้วนที่สุด

เลือดปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย

แม้จะเกิดขึ้นได้ยากมากก็ตาม แต่เลือดบริจาค ก็ยังมีโอกาสที่จะปนเปื้อนกับเชื้อโรคได้อยู่ดี โดยเฉพาะสำหรับการบริจาคเกล็ดเลือดที่มีความอ่อนไหวต่อการปนเปื้อนสูงกว่าปกติ เพราะการเก็บเกล็ดเลือดต้องเก็บที่อุณหภูมิห้อง

หากคนไข้ได้รับเลือดที่มีการปนเปื้อน จะเกิดภาวะเลือดเป็นพิษ ซึ่งมีอาการต่อไปนี้:

  • อุณหภูมิร่างกายสูง
  • หนาวสั่น
  • หัวใจเต้นแรง
  • หายใจเร็ว
  • สภาวะทางจิตผันผวน อย่างเช่นรู้สึกสับสน
  • ภาวะติดเชื้อนี้มักจะดำเนินการรักษาได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ

เลือดปนเปื้อนเชื้อไวรัส

เป็นกรณีที่หายากสุด ๆ ที่คนไข้จะติดเชื้อไวรัสจากการถ่ายเลือด เนื่องจากเลือดที่ใช้ถ่ายต้องผ่านกระบวนการทดสอบที่เข้มงวดอย่างมาก โดยคาดประมาณว่า:

  • มีความเสี่ยงที่จะติดโรคตับอักเสบ B จากการถ่ายเลือดที่ประมาณ 1 ใน 1.3 ล้าน
  • มีความเสี่ยงที่จะติดโรคตับอักเสบ C จากการถ่ายเลือดที่ประมาณ 1 ใน 28 ล้าน
  • มีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อ HIV จากการถ่ายเลือดที่ประมาณ 1 ใน 6.5 ล้าน
  • ซึ่งยังไม่มีรายงานการติดเชื้อไวรัสเหล่านี้จากการถ่ายเลือดตั้งแต่ปี 2005 แล้ว

โรควัวบ้า (vCJD)

โรควัวบ้า (CJD) เป็นภาวะที่หายากและอันตรายอย่างมากที่จะค่อย ๆ เข้าไปทำลายสมอง รูปแบบของภาวะที่เรียกว่า Creutzfeldt-Jakob disease (vCJD) จะเกิดจากการที่รับประทานเนื้อที่ติดเชื้อวัวบ้าเข้าไป ซึ่งโรคนี้สามารถส่งต่อหากันผ่านการถ่ายเลือดได้ ซึ่งนับว่าเป็นกรณีที่หายากมาก ๆ

โดยมีรายงานว่าเคยพบกรณีผู้ป่วยติดเชื้อโรควัวบ้าจากการถ่ายเลือดเพียง 4 รายจากการถ่ายเลือดทั้งหมด 2.1 ล้านในแต่ละปีเท่านั้น

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่