Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
มะเร็งและโรคร้าย

ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation)

เมื่อหัวใจเต้นผิดจังหวะ เร็ว หรือช้าเกินไป อย่าละเลย เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation)
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 997,332 คน

ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation)

ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation: AF) หรือเรียกว่า “A-Fib” เป็นภาวะที่ทำให้หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ ส่วนมากแล้วหัวใจของผู้ป่วยภาวะนี้จะมีอาการหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ แต่ก็อาจพบการเต้นของหัวใจที่ช้าลง หรือเต้นในจังหวะปกติได้เช่นกัน

คำนิยามของภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว

โดยทั่วไปแล้ว ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วถูกนิยามได้หลายทาง ได้แก่

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ปวดตึงกล้ามเนื้อหลัง ชาตามมือตามแขน เจ็บบริเวณข้อมือ อย่าปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด

ทำกายภาพบำบัด รักษา Office Syndrome เริ่มต้นที่ 940 บาท ถึง 19 พ.ย. นี้ เท่านั้น

Physicalinternal ad
  • พาโรซิสมอลเอเตรียลฟิบบริลเลชัน (Paroxysmal Atrial Fibrillation) : มีอาการเป็นๆ หายๆ ส่วนมากมักจะหายไปเองภายใน 48 ชั่วโมง แม้จะไม่ได้รับการรักษา
  • เพอร์ซิสเทนท์เอเตรียลฟิบบริลเลชัน (Persistent Atrial Fibrillation) : มีอาการนานกว่าเจ็ดวัน และจะไม่หายหากไม่ได้รับการรักษา
  • ลองสแตนดิงเอเตรียลฟิบบริลเลชัน (Longstanding Persistent Atrial Fibrillation) : มีอาการต่อเนื่องนาน 1 ปีขึ้นไป
  • เพอร์มาเนนท์เอเตรียลฟิบบริลเลชัน (Permanent Atrial Fibrillation) : มีอาการจากภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วตลอดเวลา โดยไม่สามารถฟื้นฟูให้หัวใจกลับมาเต้นปกติได้อีก

วิธีการตรวจภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วเบื้องต้นด้วยตัวเอง

คุณสามารถตรวจภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วเบื้องต้นด้วยตัวเองได้ โดยการวัดอัตราการเต้นหัวใจ วิธีการคือให้สัมผัสชีพจรบนคอหรือข้อมือเพื่อนับการเต้นของหัวใจ

อัตราการเต้นของหัวใจปกติขณะพักผ่อน (ไม่วิ่ง หรือออกกำลังกาย) ควรอยู่ที่ระหว่าง 60-100 ครั้ง/นาที แต่สำหรับภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วอาจมีอัตราการเต้นของหัวใจมากกว่า 140 ครั้ง/นาทีได้

หากคุณมีอัตราการเต้นของหัวใจมากกว่า 140 ครั้ง/นาที ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจอีกครั้ง การค้นพบโรคตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ผลกระทบของภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว

ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วมักไม่ส่งผลร้ายแรงถึงชีวิต ผู้ป่วยภาวะนี้หลายรายสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่อาจรู้สึกไม่สบายตัวบ่อยครั้ง และอาจต้องไปพบแพทย์เป็นประจำเพื่อตรวจอาการเป็นระยะๆ

เนื่องจากภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischaemic Attack: TIA) หรือภาวะหลอดเลือดสมอง (Stroke) ประมาณ 4-5 เท่า

อาการของภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว

อาการที่สังเกตเห็นได้มากที่สุดจากภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วคือ อาการใจสั่น (Palpitations) ที่เกิดจากการเต้นของหัวใจที่เร็วและไม่สม่ำเสมอ นอกจากนี้อาจพบอาการอื่นๆ ได้ ดังนี้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ปวดตึงกล้ามเนื้อหลัง ชาตามมือตามแขน เจ็บบริเวณข้อมือ อย่าปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด

ทำกายภาพบำบัด รักษา Office Syndrome เริ่มต้นที่ 940 บาท ถึง 19 พ.ย. นี้ เท่านั้น

Physicalinternal ad
  • เหน็ดเหนื่อย (ไม่สามารถออกกำลังตามปกติได้)
  • หายใจไม่สะดวก
  • วิงเวียน
  • รู้สึกเหมือนจะเป็นลม
  • ใจสั่น
  • ปวดหรือไม่สบายที่อก

ผู้ป่วยภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วบางคน อาจไม่มีอาการใดๆ เลยก็ได้ และอาจตรวจพบภาวะนี้ได้จากการตรวจร่างกายตามปกติ หรือระหว่างการตรวจหาภาวะสุขภาพอื่นๆ

สาเหตุของภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว

ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดปกติที่พบได้ในทุกเพศทุกวัย แต่มักพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 75 ปีขึ้นไป และพบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ซึ่งในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดที่ทำให้เกิดภาวะนี้

โดยสาเหตุการเกิดภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วเบื้องต้นมีดังนี้

  • ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วจะเกิดขึ้นเมื่อระบบทางไฟฟ้าในหัวใจผิดปกติ โดยแรงกระตุ้นทางไฟฟ้าที่ผิดปกติจะถูกปล่อยเข้าไปในห้องบนของหัวใจ หรือเรียกว่า “เอเตรียม (Atrium)” หรือ “เอเตรีย (Atria)” อย่างกะทันหัน ทำให้เกิดแรงกระตุ้น
  • แรงกระตุ้นนี้จะไปกลบตัวกระตุ้นหัวใจตามธรรมชาติ จนทำให้ไม่สามารถควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจได้ ส่งผลให้เอเตรียมบีบรัดตนเองอย่างสุ่มๆ
  • ในบางครั้งเอเตรียมอาจเกิดการรัดตัวเร็วเกินไปจนทำให้กล้ามเนื้อหัวใจไม่สามารถคลายตัวรับเลือดได้ทัน ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจลดลง และทำให้เกิดอัตราการเต้นของหัวใจที่ไม่สม่ำเสมอขึ้นนั่นเอง

ภาวะทางการแพทย์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว

ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว สามารถเกิดขึ้นได้บ่อยกับผู้ที่มีภาวะทางการแพทย์อื่นๆ เช่น

  • ความดันโลหิตสูง
  • เบาหวาน (Diabetes)
  • โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Heart Disease)
  • โรคเกี่ยวกับลิ้นหัวใจ
  • โรคหัวใจแต่กำเนิด
  • ภาวะหัวใจล้มเหลว (จากสาเหตุต่างๆ )
  • ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน (Hyperthyroidism)
  • การบริโภคแอลกอฮอล์อย่างหนัก
  • โรคปอดบวม (Pneumonia)
  • โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease)
  • โรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด (Pulmonary Embolism)

ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว

ในบางกรณี อาจมีสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วขึ้น ดังนี้

  • การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป โดยเฉพาะการดื่มอย่างหนักในช่วงเวลาอันสั้น (Binge Drinking)
  • การมีน้ำหนักร่างกายมากเกิน
  • การใช้ยาผิดกฎหมาย หรือสารเสพติด
  • การสูบบุหรี่
  • การอยู่ภายใต้ความเครียดทางอารมณ์ที่มากเกิน

ภาวะแทรกซ้อนของภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว

เมื่อหัวใจห้องบนไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดขึ้น โดยลิ่มเลือดเหล่านั้นอาจหลุดเข้าไปในหัวใจห้องล่างที่เรียกว่า “เวนตริเคิล (Ventricles)” และเข้าสู่หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงปอด หรือระบบไหลเวียนเลือดทั่วไปได้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ปวดตึงกล้ามเนื้อหลัง ชาตามมือตามแขน เจ็บบริเวณข้อมือ อย่าปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด

ทำกายภาพบำบัด รักษา Office Syndrome เริ่มต้นที่ 940 บาท ถึง 19 พ.ย. นี้ เท่านั้น

Physicalinternal ad

ซึ่งลิ่มเลือดดังกล่าวอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ดังนี้

  • โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) : ลิ่มเลือดที่อยู่ในระบบไหลเวียนโลหิตทั่วไป อาจเข้าไปอุดกั้นหลอดเลือดแดงในสมองจนทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองขึ้นได้
  • โรคหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) : หากคุณมีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วเรื้อรัง ภาวะนี้อาจเริ่มทำให้กล้ามเนื้อหัวใจของคุณอ่อนแอลงเรื่อยๆ หากมีอาการรุนแรงอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้

การวินิจฉัยภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว

หากสังเกตว่า หัวใจของคุณมีการเต้นที่ไม่สม่ำเสมอ และมีอาการเจ็บหน้าอก ให้รีบไปพบแพทย์ทันที หากแพทย์คาดว่า คุณมีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วหลังประเมินอาการต่างๆ แล้ว คุณอาจต้องเข้ารับการตรวจต่างๆ ได้แก่

1. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram: ECG)

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจคือ การทดสอบที่บันทึกการเต้นและกิจกรรมทางไฟฟ้าของหัวใจ ด้วยการติดปุ่มอีเล็กโทรดขนาดเล็กที่แขน ขา และหน้าอกของผู้ป่วย

โดยทุกครั้งที่หัวใจเต้น หัวใจจะปล่อยสัญญาณไฟฟ้าขนาดเล็กออกมา อุปกรณ์ ECG จะแสดงสัญญาณเหล่านั้นออกมาบนแผ่นกระดาษ การตรวจนี้จะช่วยยืนยันการวินิจฉัยภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว และตัดความเป็นไปได้ของภาวะอื่นๆ ลง

2. การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Echocardiogram: Echo)

การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงจะเป็นการสแกนหัวใจด้วยคลื่นอัลตราซาวด์เพื่อช่วยระบุสาเหตุอย่างชัดเจน และช่วยประเมินโครงสร้างกับการทำงานของหัวใจ

3. การเอกซเรย์หน้าอก (X-ray)

การเอกซเรย์หน้าอกอาจนำมาใช้เพื่อระบุปัญหาของปอดที่อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วขึ้น

4. การตรวจเลือด

การตรวจเลือก็สามารถใช้วินิจฉัยภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วได้เช่นกัน โดยตรวจเพื่อหาภาวะโลหิตจาง ที่อาจเป็นตัวการทำให้เกิดปัญหาการทำงานของไต หรือภาวะไทรอยด์เกิน

การรักษาภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว

การรักษาภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วจะแตกต่างกันออกไปตามบุคคล ขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วย ประเภทของภาวะ อาการ และสาเหตุ ผู้ป่วยบางคนอาจสามารถรักษาได้กับแพทย์ทั่วไป ในขณะที่บางคนอาจต้องเข้ารักษาตัวกับนักหทัยวิทยาแทน

โดยขั้นตอนในการรักษาภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว มี 2 กรณี คือ

1. กรณีที่ตรวจพบสาเหตุ

หากแพทย์ตรวจพบสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว แพทย์จะรักษาสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะนี้ ซึ่งก็อาจจะเพียงพอต่อการรักษาแล้ว

2. กรณีที่ตรวจไม่พบสาเหตุ

หากแพทย์ตรวจไม่พบสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว จะรักษาตามวิธีการต่างๆ ดังนี้

  • ใช้ยาควบคุมภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว โดยใช้ยาต้านหัวใจเต้นผิดปกติ (Anti-Arrhythmics) เพื่อฟื้นฟูจังหวะการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ และควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ เช่น ฟลีเคไนด์ (Flecainide) เบตาบล็อคเกอร์ (Beta-blockers) อะมิโอดาโรน (Amiodarone)
  • ใช้ยาลดความเสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดสมอง เนื่องจากภาวะนี้จะทำให้คุณถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดสมองน้อย-สูง โดยรักษาด้วยยาวอร์เฟริน (Warfarin) แต่ถ้าหากไม่สามารถใช้ยาชนิดนี้ได้ แพทย์อาจพิจารณายาต้านการแข็งตัวของเลือดแบบใหม่ เช่น ดาบิกาทราน (Dabigatran) ไรโวโรซาเบน (Rivoroxaban) และอะพิซาเบน (Apixaban)
  • ใช้สายสวนจี้ไฟฟ้า (catheter ablation) คือกระบวนการเข้ารบกวนวงจรไฟฟ้าที่ผิดปกติของหัวใจอย่างระมัดระวัง และเป็นทางเลือกการรักษาที่ดำเนินการในกรณีที่การใช้ยาไม่ได้ผล หรือเกิดการดื้อยาขึ้น
  • สวมใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ (Pacemaker) คือ การฝังอุปกรณ์ที่ใช้แบตเตอรี่ขนาดเล็กเข้าที่หน้าอก ตำแหน่งใต้กระดูกไหปลาร้า เพื่อทำให้หัวใจเต้น เมื่อหัวใจไม่สามารถทำงานได้ด้วยตนเอง หรือกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจในกรณีที่หัวใจเต้นช้าลงมากให้กลับมาเป็นปกติ

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป