Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
Doctor men
รีวิวโดย
นพ. ธนู โกมลไสย
ความรู้สุขภาพ

อาการปวดแขน (Arm Pain)

อาการปวดแขนเกิดจากอะไรได้บ้าง อาการที่พบ การรักษา และวิธีการป้องกันการปวดแขนทำได้อย่างไร?
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,232,676 คน

อาการปวดแขน (Arm Pain)

อาการปวดแขน หมายถึง ความรู้สึกไม่สบายหรือความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับส่วนใดส่วนหนึ่งของแขน อาจรวมไปถึงอาการปวดข้อมือ ข้อศอก และไหล่ อาการปวดแขนอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุที่พบบ่อยที่สุด คือ จากการบาดเจ็บหรือการใช้งานหนักเกินไป

อาการปวดอาจเริ่มขึ้นอย่างเฉียบพลันและหายไป หรืออาจค่อยๆ ปวดขึ้นตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับสาเหตุว่าสิ่งใดทำให้เกิดอาการปวดดังกล่าว

อาการที่เกี่ยวข้องกับอาการปวดแขน

อาการปวดแขนส่วนมากจะขึ้นอยู่กับสาเหตุ ซึ่งคุณอาจพบอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย

  • รอยแดงตามแขน
  • ข้อฝืดแข็ง (Stiffness)
  • บวม
  • ต่อมน้ำเหลืองบวมใต้วงแขน

สาเหตุของอาการปวดแขน

สาเหตุของอาการปวดแขนและอาการที่เกิดร่วมกัน มีได้หลากหลายตั้งแต่ระดับไม่รุนแรงไปจนถึงภาวะฉุกเฉิน สาเหตุที่เป็นไปได้ของอาการปวดแขน ได้แก่

  • ภาวะเส้นประสาทถูกกดทับ (Pinched nerves) : ภาวะเส้นประสาทกดทับจะเกิดขึ้นเมื่อเส้นประสาทถูกโครงสร้างที่แวดล้อมกดทับ เช่น
  • อาการเคล็ดขัดยอก (Sprains) : ภาวะที่เส้นเอ็นเกิดการยืดตัวเกินไป หรือฉีกขาด อาการดังกล่าวถือเป็นอาการบาดเจ็บที่พบได้ทั่วไป แต่หากอาการรุนแรงมากก็อาจต้องได้รับการผ่าตัด อาการร่วมที่พบบ่อย ได้แก่ เกิดการบวม ฟกช้ำ และข้อต่อเคลื่อนไหวได้จำกัด
  • เส้นเอ็นอักเสบ (Tendonitis) : การอักเสบของเอ็นมักเกิดขึ้นบริเวณหัวไหล่ ข้อศอก และข้อมือ อาจมีอาการรุนแรงแตกต่างกัน โดยมักพบอาการร่วม ได้แก่ การบวมเล็กๆ กดเจ็บ และความเจ็บปวดแบบตื้อๆ
  • เส้นเอ็นไหล่ฉีกขาด (Rotator Cuff Injury) : ภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นบ่อยที่สุดในผู้ที่ทำการเคลื่อนไหวแขนหมุนขึ้นเหนือศีรษะในชีวิตประจำวัน เช่น ช่างทาสี หรือนักกีฬาเบสบอล อาการที่เกิดร่วมกัน ได้แก่ ความเจ็บปวดตื้อๆ ในบริเวณหัวไหล่ และอาจมีอาการแขนอ่อนแรงร่วมด้วย
  • กระดูกหัก : กระดูกที่หักหรือร้าว จะทำให้เกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่แขน อาการที่เกิดขึ้นตามมา ได้แก่
    • อาการบวม
    • ผิวฟกช้ำ
    • ความเจ็บปวดอย่างรุนแรง
    • กระดูกบิดเบี้ยวผิดรูปร่าง
    • ไม่สามารถหมุนหงายฝ่ามือได้
  • โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) : โรคดังกล่าวจัดเป็นความผิดปกติเรื้อรังที่เกิดจากการอักเสบ ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายหรือความผิดปกติต่อข้อต่อโดยตรง อาการที่มักเกิดร่วมกัน ได้แก่
    • ข้อต่ออุ่นและกดเจ็บ
    • ข้อต่อบวม
    • ข้อต่อฝืดแข็ง
    • อ่อนเพลีย
  • ภาวะเจ็บแน่นหน้าอก (Angina) : ภาวะดังกล่าวหมายถึงอาการเจ็บหน้าอกที่เกิดขึ้น เมื่อหัวใจของคุณไม่ได้รับออกซิเจนเพียงพอ ทำให้เกิดอาการปวดลามไปยังแขนและไหล่ รวมถึงรู้สึกแน่นตามหน้าอก คอ และหลัง หากคุณเจ็บแน่นหน้าอกบ่อยครั้งจะบ่งชี้ได้ว่าคุณมีปัญหาโรคหัวใจซ่อนอยู่
  • กล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือด (Heart Attack) : กล้ามเนื้อหัวใจตายหรือที่มักเรียกกันว่าหัวใจวายจะเกิดขึ้นเมื่อเกิดการอุดตันทำให้เลือดและออกซิเจนไม่สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้อย่างเพียงพอ อาการที่เกิดร่วมด้วย ได้แก่

ภาวะเจ็บแน่นหน้าอก และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือด ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ให้รีบโทร 1669 เพื่อเรียกรถฉุกเฉินทันที

การวินิจฉัยอาการปวดแขน

แพทย์จะทำการวินิจฉัยสาเหตุของอาการปวดเพื่อรักษาให้ตรงจุด โดยเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย จากนั้นจะซักถามเกี่ยวกับกิจกรรมที่ผ่านมาของคุณ การบาดเจ็บที่เกิดขึ้น และอาการที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งแพทย์อาจจะตรวจตามวิธีดังต่อไปนี้ เพื่อช่วยให้วินิจฉัยได้แม่นยำยิ่งขึ้น

  • ขอให้ยกแขนหรือขยับแขนและมืออย่างง่ายๆ เพื่อประเมินความสามารถในการเคลื่อนไหวของคุณ การทดสอบดังกล่าวจะช่วยให้แพทย์สามารถระบุตำแหน่งและสาเหตุของการบาดเจ็บ หรือความเจ็บปวดที่อาจเกิดขึ้นได้
  • การตรวจเลือดสามารถช่วยค้นหาภาวะทางการแพทย์บางอย่าง ที่อาจทำให้เกิดอาการปวดแขน เช่น โรคเบาหวานหรือความผิดปกติบางอย่างที่ทำให้เกิดการอักเสบของข้อต่อ
  • การถ่ายภาพเอกซเรย์ สามารถช่วยให้แพทย์ของคุณวินิจฉัยตำแหน่งที่มีกระดูกหักหรือร้าว
  • หากแพทย์คิดว่าอาการปวดแขนของคุณสัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อนของหัวใจ อาจต้องตรวจเพิ่มเติม เพื่อประเมินว่าหัวใจของคุณทำงานได้ดีเพียงใด และประเมินการไหลเวียนของเลือดผ่านหัวใจของคุณ ด้วยวิธีดังนี้
    • การทำอัลตราซาวด์ : เป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงสร้างภาพอวัยวะภายในของร่างกายช่วยให้แพทย์ตรวจสอบปัญหาเกี่ยวกับข้อต่อและเอ็นได้ด้วย
    • การทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) หรือการทำ MRI เพื่อสร้างภาพเนื้อเยื่ออ่อนและกระดูกได้ละเอียดมากขึ้น

กรณีใดที่ถือว่าอาการปวดแขนนั้นเป็นภาวะฉุกเฉิน

อาการปวดแขนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ ยกเว้นสงสัยว่าอาการปวดดังกล่าวเกิดจากภาวะกระดูกหัก กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจวาย หรือโรคหัวใจชนิดใดก็ตาม

อาการที่พบร่วมกับกระดูกหัก ได้แก่

  • อาการปวดอย่างรุนแรง และระบุตำแหน่งได้ชัดเจน
  • โครงสร้างผิดรูปอย่างเห็นได้ชัด เช่น แขนหรือข้อมือของคุณหักงอเป็นมุม
  • ไม่สามารถงอแขน พลิกแขน หมุนมือ พับมือ หรืองอนิ้วได้

อาการที่พบร่วมกับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย ได้แก่

  • เจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอก
  • ปวดหลัง ปวดคอ หรือปวดตำแหน่งอื่นในบริเวณร่างกายส่วนบน
  • วิงเวียนศีรษะ
  • คลื่นไส้
  • หายใจหอบถี่

การรักษาอาการปวดแขน

การรักษาอาการปวดแขนขึ้นอยู่กับสาเหตุ และความรุนแรงของอาการปวดแขนของคุณ ซึ่งแพทย์นิยมรักษาด้วยวิธีการดังนี้

  • ในบางกรณีที่อาการปวดแขนค่อนข้างรุนแรง แพทย์จะสั่งจ่ายยาแก้ปวด
  • ในกรณีที่อาการปวดมาจากการอักเสบ แพทย์จะสั่งจ่ายยาต้านอักเสบ เช่น กลุ่มยาสเตียรอยด์เพื่อลดกระบวนการอักเสบ และบรรเทาอาการปวด ซึ่งยากลุ่มนี้มีทั้งรูปแบบยาทาน ยาฉีด หรือให้ผ่านท่อน้ำเกลือ
  • คุณอาจต้องเข้ารับกายภาพบำบัดเพื่อลดอาการปวด หากพบว่ามีการเคลื่อนไหวจำกัดร่วมด้วย
  • ในกรณีที่มีอาการปวดแขนอย่างรุนแรง อาจต้องเข้ารับการผ่าตัด เช่น การผ่าตัดเพื่อเชื่อมเอ็นที่ฉีกขาด หรือต่อกระดูกที่หัก เป็นต้น

การดูแลตนเองเพื่อบรรเทาอาการปวดแขน

นอกจากรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งเพื่อบรรเทาอาการปวด คุณสามารดูแลตัวเองด้วยวิธีการเหล่านี้เพื่อบรรเทาอาการปวดมากขึ้นได้

  • การพักผ่อน (Rest) : การปล่อยให้บริเวณที่เจ็บปวดได้พักและฟื้นฟูตัวเอง ด้วยการหลีกเลี่ยงการออกแรงและเคลื่อนไหวอย่างหนักในบริเวณนั้น อาจช่วยให้หายเร็วยิ่งขึ้น
  • การประคบเย็น (Ice Pack) : การประคบเย็นสามารถช่วยลดอาการบวมและการอักเสบได้ ให้ใช้ผ้าเช็ดตัวห่อถุงน้ำแข็งประคบบริเวณที่ปวดเป็นเวลา 20 นาที แล้วพักอย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนประคบเย็นซ้ำอีกครั้ง
  • ยาแก้ปวดที่ซื้อได้ตามร้านยาโดยทั่วไป : หากอาการปวดของคุณไม่รุนแรงนัก และไม่อยากเดินทางไปพบแพทย์ สามารถหาซื้อยาแก้ปวดทั่วไปที่มีตามร้านขายยา เช่น ยาแอสไพรินหรือยาไอบูโพรเฟนสามารถช่วยบรรเทาอาการของคุณได้
  • การพันผ้ารัด (Compression) : การพันผ้าในบริเวณที่ปวดด้วยผ้าพันแผลหรือแถบผ้ายืดหยุ่น สามารถช่วยลดอาการบวม และป้องกันไม่ให้คุณเคลื่อนไหวข้อต่อมากเกินไป
  • การยกสูง (Elevation) : ยกแขนขึ้นสูง เพื่อช่วยลดอาการบวมและปวด

หากการดูแลตัวเองด้วยวิธีเหล่านี้ทำให้อาการปวดของคุณแย่ลง ให้หยุดทำทันที

การป้องกันอาการปวดแขน

โดยทั่วไปแล้ว อาการปวดแขนที่เกิดขึ้นการบาดเจ็บหรือภาวะต่างๆ สามารถหลีกเลี่ยงได้ ด้วยการปฏิบัติดังนี้

  • ยืดกล้ามเนื้อเป็นประจำ โดยเฉพาะก่อนออกกำลังกาย
  • ออกกำลังกายในท่าทางที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ
  • สวมอุปกรณ์ป้องกันขณะเล่นกีฬา
  • ควบคุมน้ำหนักตัวให้พอดี
  • ยกของอย่างระมัดระวัง

หากคุณดูแลตนเองและระมัดระวังอย่างเต็มที่แล้ว แต่ยังคงมีอาการปวดแขนที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง หรือรบกวนกิจวัตรประจำวันของคุณ ให้รีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและทำการรักษาให้ตรงจุดต่อไป


3 การอ้างอิง
HonestDocs มีแนวทางการจัดหาที่เข้มงวดและอาศัยการศึกษาแบบ peer-reviewed สถาบันการศึกษาและสมาคมการแพทย์ เราหลีกเลี่ยงการใช้การอ้างอิงระดับอุดมศึกษา คุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีที่เรามั่นใจว่าเนื้อหาของเรานั้นถูกต้องและเป็นปัจจุบันโดยอ่านนโยบายการแก้ไขของเรา

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป