การรักษา

ประวัติ ความเป็นมา ของการแพทย์แผนไทย โดยใช้ศาสนาต่าง ๆ ประกอบการอธิบาย

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 5 นาที
ประวัติ ความเป็นมา ของการแพทย์แผนไทย โดยใช้ศาสนาต่าง ๆ ประกอบการอธิบาย

ในการศึกษาความเป็นมาของการแพทย์แผนไทย จำเป็นต้องทำความเข้าใจในประวัติศาสตร์ของภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งการเกิดของการแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์แผนเดิมของประเทศต่าง ๆ ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการแพทย์แผนไทย จึงขออธิบายความเป็นไปตามยุคต่าง ๆ ของทั่วโลก โดยใช้ศาสนาต่าง ๆ ประกอบการอธิบาย


ยุคศาสนาพราหมณ์

a1.gif ก่อนที่จะมีศาสนาพุทธ ประชาชนโดยทั่วไปทุกมุมโลก ยังมีความเชื่อต่าง ๆ เช่น พระเจ้าภูตผีปีศาจ ซึ่งในแถบเอเชีย เชื่อในพระกฤษณะ และพระพรหม สำหรับที่อินเดียเป็นยุคของศาสนาพราหมณ์ มีตำราการแพทย์ที่มีชื่อเสียงเรียกว่า SAMHITA ได้ถูกเขียนขั้นเมื่อ 743 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นรากฐานทางการแพทย์แผนเดิมของอินเดีย เรียก Ayunvedic Medicine ส่วนที่บริเวณแผ่นดินแถบเอเชียซึ่งเรียกว่า แหลมทอง มีอาณาจักรที่เด่น และมีการบันทึกกล่าถึงไว้ คือ อาณาจักรฟูนัน เป็นชุมชนที่บริเวณแผ่นดินสยาม ซึ่งเชื่อว่าน่าจะอยู่กันแบบชุมชนโบราณ และมีคามเชื่อเรื่องผี เชื่อในลัทธิพราหมณ์จวบจนศาสนาพุทธเกิดขึ้น จึงมีการเผยแพร่ความรู้แนวพุทธมายังแผ่นดินสยามนี้ ในราวปี พ.ศ. 200-600 ณ อาณาจักรทวาราวดี


ยุคศาสนาพุทธ

a1.gif ในยุคนี้การแพทย์อายุรเวทของอินเดียมีความรุ่งเรืองมาก แม้จะถูกครอบครองโดยกรีก ถึง 150 ปี (เมื่อ 350 ปีก่อนคริสกาล) และมีการกระจายของความเชื่อต่าง ๆ จากตะวันตกไปสู่ตะวันออกหรือจากตะวันออกไปสู่ตะวันตก และเชื่อว่าความรู้เรื่องธาตุ 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่เรียกว่ามหาภูตรูป 4 ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงค้นพบ ได้มีการเผยแพร่ไปยังกรีก จนอาจกล่าวได้ว่า Hipocretis ค้นพบ ธาตุดินหลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ ซึ่งยังคงเป็นข้อถกเถียงกันว่าผู้ใดพบก่อนกัน แต่อย่างก็ตามอาจสรุปได้ว่า ในสมัย 543 ปีก่อนคริสตกาลความรู้เรื่องธาตุ 4 (ดิน น้ำ ลม ไฟ) เป็นองค์ประกอบของร่างกาย เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นยูโรปหรือเอเชีย

ไทยได้รับความรู้เหล่านี้มากับพุทธศาสนา โดยที่ประเทศอินเดียในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชได้ส่งพระธรรมทูตมาเผยแพร่พระพุทธศาสนายังประเทศไทย  ในยุคทวาราวดี ซึ่งเป็นยุคที่การแพทย์อายุรเวทของอินเดียได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนา มีการพัฒนาจนรุ่งเรืองและมีการเขียนคัมภีร์ชื่อ CA  ขึ้นเมื่อประมาณ ค.ศ. 200 ในยุคเดียวกันนี้ชาวไทยหรือชุมชนชาวสยามบนแหลมทองส่วนใหญ่ยังมีการนับถือผี และเจ้า แต่ส่วนหนึ่งก็คงรับเอาศาสนาพุทธมาเป็นแนวปฏิบัติ ดังนั้น จึงเชื่อว่า แนวคิดแบบพุทธในเรื่องขันธ์ 5 ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รวมทั้งความรู้เรื่องธาตุ 4 (ดิน น้ำ ลม ไฟ ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรูปในขันธ์ 5 ได้ถูกประยุกต์ในการแพทย์พื้นบ้าน และสะสมประสบการณ์มายาวนานในการใช้สมุนไพร และการใช้อาหารปรับสมดุลของธาตุทั้ง 4 ดังจะเห็นได้ในตำราใบลานที่เขียนไว้เสอมถึงข้อห้ามและของแสลง เมื่อกล่าวถึงธาตุต่าง ๆ

ต่อมาในราว ค.ศ. 450 ไทยมีอาณาจักรเด่น ๆ 2 แห่ง คือ อาณาจักรศรีวิชัย และละโว้ซึ่งเป็นตำนานได้กล่าวถึง พระนางจามเทวีซึ่งถูกส่งไปครองเมืองหริภุญชัย (จ.ลำพูน) ได้นำหมอยา 500 คน พร้อมทั้งศิลปและวัฒนธรรมไปแลกเปลี่ยนผสมผสานกับวัฒนธรรมล้านนาของอาณาจักรล้านนาเป็นที่น่าสังเกตว่าได้มีหมอยาขึ้นแล้วในสมัยนั้น ต่อมาในยุคที่ขอมเรืองอำนาจ (ระหว่างปี ค.ศ.800-1100) ได้รับอิทธิพลของศาสนาพุทธลัทธิมหายาน โดยเฉพาะในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้รวบรวมหอมพื้นบ้านจัดตั้งเป็นโรงพยาบาล เรียกว่า อโรคยศาลา โดยในศิลาจารึกได้กล่าวถึงโรงพยาบาลว่า มีคนในพื้นที่เป็นหัวหน้า มีหมอ 2 คน พยาบาล 2 คน มีเภสัช มีนักสถิติ และนักหุงต้มรวมเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 98 คน จะเห็นได้ว่าอัตรากำลังมากกว่าโรงพยาบาลขนาด 10 เตียงในปัจจุบันเสียอีก จากศิลาจารึกได้บรรยายถึงเหตุผลของการตั้งโรงพยาบาลดังกล่าของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ว่รต้องการทะนุบำรุงราษฎรหลังศึกสงคราม ซึ่งกิจวัตรประจำวันของอโรคยศาลา คือ ตอนเช้ามีการบวงสรวงพระโภสัชยคุรุไวฑูรย์ประภาด้วยอาหารและยา แล้วนำมาแจกจ่ายให้แก่ผู้ป่วยที่มารับบริการ ประเด็นนี้ได้ชี้ให้เห็นว่า ชุมชนในแผ่นดินสยามตั้งแต่อีสานเหนือจดอีสานใต้ เคยมีโรงพยาบาล ซึ่งรวมกลุ่มให้บริการทางการแพทย์โดยหมอพื้นบ้านชาวสยามนี่เอง ซึ่งหากมีการนำหมออินเดียมาให้การรักษาก็คงจะมีการบันทึกไว้แล้วและการแพทย์สมัยนั้นจะอิงหลักความเชื่อของชีวิตตามศาสนาพุทธลัทธิมหายานผสมผสานกับความเชื่อในการแพทย์พื้นบ้านแต่ละภูมิภาค

a1.gif สำหรับอินเดียในยุคเดียวกันนี้ราว ค.ศ. 1192 การแพทย์แบบอายุรเวทได้ถูกทำลายลงโดยชาวมุสลิม ซึ่งเข้าครองครองอินเดีย มีการทำลายพุทธศาสนา และศาสนาพราหมณ์ พร้อมกับเผยแพร่การแพทย์แบบ ยูนานิ (Unani) เข้าไปแทนที่ มีการตั้งโรงพยาบาลยูนานิขึ้นนับเป็นยุคมืดของการแพทย์แบบอายุรเวท และถูกกดต่อเนื่องไปถึง 600 ปี ทำให้การแพทย์อายุรเวท มีการใช้หลงเหลืออยู่ในชุมชนหรือชนบท รวมทั้งภาคเอกชนเท่านั้น จนถึงปี ค.ศ. 1857 อินเดียได้ถูกครอบครองโดยอังกฤษ ทำให้การแพทย์แผนตะวัตตกได้เผยแพร่เข้ามาในอินเดีย จนเมื่อได้รับเอกราชแล้ว อินเดียจึงได้หันกลับมาใช้ภูมิปัญญาเดิม โดยฟื้นฟูการแพทย์อายุรเวทขึ้นมาใหม่ในปี ค.ศ. 1904
 


a1.gif สำหรับแผ่นดินสยาม หลังจากสิ้นยุคเจ้าชัยวรมันที่ 7 อโรคยศาลาได้เสื่อมลม และสลายไปด้วยอิทธิพลทางการเมืองเพราะขอมเริ่มเสื่อมอำนาจ และพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ซึ่งนับถือศาสนาพราหมณ์ไม่นับถือศาสนาพุทธ จึงไม่สนับสนุนอโรคยศาลาอีกต่อไป ประกอบกับศาสนาพุทธลัทธิหินยานได้เผยแพร่จากลังกามาสู่ไทย คำถามจึงมีอยู่ว่าหมอและเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ทั้งหมดหายไปไหน มีบทบาทอย่างไรต่อไป

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่