การกินเพื่อสุขภาพ

สารให้ความหวานแทนน้ำตาลนั้นปราศจากน้ำตาลแต่ส่งผลอย่างไรต่อร่างกาย?

เผยแพร่ครั้งแรก 15 ก.ค. 2018 อัปเดตล่าสุด 11 ก.พ. 2020 เวลาอ่านประมาณ 2 นาที
สารให้ความหวานแทนน้ำตาลนั้นปราศจากน้ำตาลแต่ส่งผลอย่างไรต่อร่างกาย?

หลายหน่วยงานได้ออกมาเตือนการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลเพื่อลดความอ้วน, ลดการเกิดโรคกลุ่มเมตะบอลิกและโรคเบาหวาน

สารให้ความหวานแทนน้ำตาลนั้นสามารถให้ความหวานได้โดยไม่ได้ให้พลังงาน ทำให้มันดูเป็นคำตอบสำหรับการลดน้ำหนัก เพราะการดื่มน้ำอัดลมที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลนั้นให้พลังงาน 0 แคลอรีเมื่อเทียบกับ 150 แคลอรีในน้ำอัดลมปกติ

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
เข้าร่วมงานวิจัยทางการแพทย์วันนี้

ค้นหางานวิจัยที่คุณสามารถเข้าร่วมได้ เพื่อรับการรักษาใหม่ที่อาจทำให้อาการของคุณดีขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งในการทำดีเพื่อสังคม

E02

อย่างไรก็ตาม American Heart Association (AHA) และ American Diabetes Association (ADA) ได้ออกมาสนับสนุนการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลเพื่อลดความอ้วน, ลดการเกิดโรคเมตะบอลิกและโรคเบาหวานซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง

สารให้ความหวานแทนน้ำตาลเหล่านี้สามารถช่วยให้คุณลดการรับประทานน้ำตาลและพลังงานที่คุณรับประทานได้ซึ่งจะส่งผลให้คุณมีน้ำหนักที่เหมาะสมและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและโรคเบาหวาน

อย่างไรก็ตามสารดังกล่าวนั้นก็มีข้อเสียเช่นกัน และนักวิจัยได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับผลข้างเคียงดังกล่าว สารให้ความหวานแทนน้ำตาลแต่ละชนิดนั้นไม่เหมือนกัน

องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาได้อนุมัติให้ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลได้ทั้งหมด 5 ชนิดคือ saccharin, acesulfame, aspartame, neotame และ sucralose และ stevia ซึ่งเป็นสารให้ความหวานที่มีพลังงานต่ำ แต่การตอบสนองของร่างกายและสมองต่อสารดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อน

สิ่งหนึ่งที่ต้องกังวลก็คือผู้ที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลนั้นอาจจะไปเพิ่มแคลอรีจากแหล่งอื่นแทนซึ่งก็จะไม่ได้ช่วยในการลดน้ำหนักหรือทำให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพแต่อย่างใดผลิตภัณฑ์เหล่านี้ยังอาจเปลี่ยนวิธีการรับรสของเราอีกด้วย เนื่องจากสารให้ความหวานเหล่านี้มีความเข้มข้นสูงกว่าน้ำตาลมาก จึงอาจทำให้เกิดการตุ้นตัวรับน้ำตาลที่มากเกินไปและส่งผลต่อการรับรสอื่นๆ ตามมา นั่นหมายความว่าผู้ที่รับประทานสารให้ความหวานแทนน้ำตาลดังกล่าวเป็นประจำนั้นอาจจะเริ่มรับรู้รสหวานในอาหาร, ผัก หรือผลไม้ได้ลดลง ซึ่งนั่นหมายความว่าผู้ที่รับประทานสารดังกล่าวนั้นอาจจะเลิกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและเปลี่ยนไปรับประทานอาหารที่ปรุงรสและมีคุณค่าทางอาหารน้อยกว่าแทน

สารให้ความหวานเหล่านี้ยังอาจทำให้ร่างกายต้องการความหวานเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ป่วยเลือกรับประทานอาหารหวานแทนอาหารที่ดีต่อสุขภาพและทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น งานวิจัยหนึ่งได้พบว่าผู้ที่รับประทานเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลมากกว่า 21 แก้วต่อสัปดาห์นั้นจะมีแนวโน้มในการเป็นโรคอ้วนมากขึ้นสองเท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับประทาน ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยในสัตว์ทดลองยังพบว่าสารให้ความหวานแทนน้ำตาลเหล่านี้อาจทำให้เกิดการเสพติดได้อีกด้วย

แล้วจะรับประทานอย่างไรให้ปลอดภัย

สารให้ความหวานแทนน้ำตาลเหล่านี้จะปลอดภัยหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับคำนิยามของคำว่าปลอดภัยสำหรับแต่ละบุคคล และในปัจจุบันก็ยังไม่ทราบว่าผลของการรับประทานสารเหล่านี้ในปริมาณมากเป็นเวลานานๆ นั้นส่งผลต่อการเกิดโรคมะเร็งหรือไม่อย่างไร

นอกจากนั้นยังต้องพิจารณาถึงปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคอื่นๆ ร่วมด้วย มีงานวิจัยหนึ่งที่พบว่าการรับประทานเครื่องดื่มที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลเป็นประจำทุกวันนั้นมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการเกิดโรคเมตะบอลิกถึง 36% และโรคเบาหวาน 67% 

แล้วเราควรเปลี่ยนกลับมาใช้น้ำตาลแทนหรือไม่?

บางทีการใช้น้ำตาลนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่แย่เสมอไป มันขึ้นอยู่กับวิธีการใช้ อาหารที่มีน้ำตาลตามธรรมชาติเช่นผลไม้สดมักจะมีคุณค่าทางอาหารสูงอยู่เดิม ในขณะที่การรับประทานน้ำตาลสังเคราะห์แบบเข้มข้นนั้นในปริมาณมากนั้นจะเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด, ระดับอินซูลิน, ระดับ triglycerides, สารที่ทำให้เกิดการอักเสบและอนุมูลอิสระให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งล้วนแต่จะทำให้ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคเรื้อรังอื่นๆ เพิ่มขึ้น


5 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
The truth about sweeteners. NHS (National Health Service). (https://www.nhs.uk/live-well/eat-well/are-sweeteners-safe/)
7 best sweeteners and sugar substitutes for people with diabetes. Medical News Today. (https://www.medicalnewstoday.com/articles/323469)

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
น้ำตาลและสารให้ความหวาน
น้ำตาลและสารให้ความหวาน

อ่านข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับน้ำตาลประเภทต่างๆ อาทิ ฟรักโทสหรือน้ำตาลธรรมชาติ ตลอดจนสารให้ความหวานอื่น ได้แก่ ซอร์บิทอล แมนนิทอล ไซลิทอล แอสพาร์แตม ซูคราโลส และ นีโอเทม หากคุณสนใจสามารถอ่านต่อได้ที่นี่

Sugar free ดีจริงหรือ?
Sugar free ดีจริงหรือ?

เครื่องดื่มไม่มีน้ำตาลแล้วความหวานมาจากไหน อันตรายที่ทุกคนมองข้าม