Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
ความรู้สุขภาพ

เข้าใจอาการกลืนน้ำลายแล้วเจ็บคอ และวิธีรักษา

เรียนรู้หลากหลายสาเหตุของอาการเจ็บคอ เพื่อหาแนวทางการรักษาหรือใช้ยาที่บรรเทาอาการได้ตรงจุด
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,590,858 คน

เข้าใจอาการกลืนน้ำลายแล้วเจ็บคอ และวิธีรักษา

อาการเจ็บป่วยอย่างหนึ่งที่สามารถเป็นกันได้บ่อย โดยเฉพาะช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว ได้แก่ อาการกลืนน้ำลายแล้วเจ็บคอ ซึ่งบางครั้งการกลืนน้ำลายแล้วเจ็บคอนี้อาจเป็นอย่างรุนแรง และต่อเนื่องยาวนาน ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนั้นจึงควรมาทำความรู้จักสาเหตุ และแนวทางรักษาตัวเองเบื้องต้น เช่นหายารูปแบบสเปรย์หรือยารับประทาน เพื่อให้อาการกลืนน้ำลายแล้วเจ็บคอบรรเทาลงหรือกระทั่งหายไป

โดยหลักแล้ว อาการเจ็บคอมักเกิดขึ้นจาก 3 สาเหตุหลัก ดังนี้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
จัดฟันใสกับ Zenyum, Invisalign, Clear Aligner เริ่มที่ 3,250 บาท เท่านั้น 🔥

ด่วน! ถึงวันที่ 12 ต.ค. นี้เท่านั้น 🦷เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอหมอฟันนาน

%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%aainternal ad
  1. อาการเจ็บคอที่เกิดจากเชื้อไวรัส อาการเจ็บคอกว่า 90 % เกิดขึ้นจากสาเหตุนี้ เช่น ไวรัสก่อโรคหวัด โรคไข้หวัดใหญ่ ผู้ป่วยมักมีอาการของโรคหวัดร่วมกับอาการเจ็บคอ เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล จาม ไอ มีไข้อ่อนๆ อ่อนเพลีย การติดเชื้อไวรัสที่ก่อโรคไข้หวัดใหญ่มักมีอาการรุนแรงกว่าเชื้อก่อโรคหวัดธรรมดา ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่มักมีไข้สูงและปวดกล้ามเนื้อร่วมด้วย อาการเจ็บคอที่เกิดจากเชื้อไวรัสนั้นไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ โดยส่วนใหญ่อาการเจ็บคอจะหายได้เองภายใน 7-10 วันโดยไม่ต้องใช้ยา
  2. อาการเจ็บคอที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย อาการเจ็บคอประมาณ 10 % เท่านั้นที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อแบคทีเรียก่อโรค คือเชื้อสเตรปโตคอกคัส ไพโอจีเนส (Streptococcus Pyogenes) หรือที่เรียกว่า สเตรปโตคอกคัสกลุ่มเอ เชื้อนี้แพร่กระจายผ่านฝอยละอองจากผู้ที่ติดเชื้อไปสู่บุคคลอื่นผ่านการไอ จาม การรับประทานอาหารร่วมกัน หรือการได้รับเชื้อจากการสัมผัสเข้าสู่ร่างกายผ่านตา จมูก ปาก อาการจะเริ่มแสดงหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 5 วัน การติดเชื้อในเด็กสามารถพบได้บ่อยกว่าในผู้ใหญ่ โดยผู้ป่วยที่ติดเชื้อจากแบคทีเรียอาจมีไข้ ปวดศีรษะ มีอาการไม่อยากอาหารร่วมด้วย แต่จะไม่แสดงอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคหวัด เช่น น้ำมูกไหล ไอ เสียงแหบ
  3. อาการเจ็บคอจากทอนซิลอักเสบ ต่อมทอนซิลมีหน้าที่ในการต่อสู้กับการติดเชื้อ เมื่อเกิดการติดเชื้อขึ้น จึงอาจเป็นสาเหตุให้ต่อมทอนซิลอักเสบ นำไปสู่การปวดหรือเจ็บคอรุนแรง บางรายเจ็บคอมากขนาดที่กลืนน้ำลายไม่ได้ทีเดียว ทอนซิลอักเสบนี้เกิดได้จากทั้งการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย

อาการเจ็บคอยังอาจเกิดจากโรคภัยไข้เจ็บบางอย่าง เช่น โรคกรดไหลย้อน (GERD) ซึ่งมีสาเหตุจากกรดไหลย้อนคืนสู่หลอดอาหาร อาการที่มักเกิดร่วมด้วยในผู้ป่วยกรดไหลย้อน ได้แก่ แสบร้อนกลางอก เสียงแหบ รู้สึกมีรสเปรี้ยวจากกรดหรือรสขมจากน้ำดีในปาก นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ก็มีส่วนทำให้การเจ็บคอกำเริบขึ้นได้ รวมถึงการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งทำให้เกิดการระคายเคืองและการอักเสบในลำคอ อากาศแห้ง ใช้เสียงมากจนลำคออักเสบ

จะรู้ได้อย่างไรว่าเจ็บคอครั้งนี้เป็นเพราะไวรัสหรือแบคทีเรีย?

เมื่อมีอาการเจ็บคอ หรือกลืนน้ำลายแล้วเจ็บคอ ผู้ป่วยสามารถสังเกตได้ด้วยตนเองว่า อาการเจ็บคอที่เป็นอยู่นี้เกิดจากสาเหตุใด โดยจุดสังเกตที่ชัดเจนคือ หากเป็นอาการเจ็บคอจากเชื้อแบคทีเรีย จะสามารถสังเกตเห็นจุดหนองบริเวณต่อมทอนซิล และอาจเกิดฝ้าที่ลิ้น ซึ่งหากเจ็บคอจากไวรัสจะไม่มีอาการเหล่านี้

ยาใดที่ใช้บรรเทาอาการเจ็บคอมีอะไรบ้าง?

ยารับประทานที่ใช้บรรเทาอาการเจ็บคอโดยเฉพาะนั้นไม่มี โดยปกติอาการเจ็บคอสามารถหายได้เอง และอย่างที่กล่าวไว้ว่า การเจ็บคอนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ การรักษานั้นจึงขึ้นอยู่กับว่าเป็นการเจ็บคอที่เกิดขึ้นจากสาเหตุใด ส่วนใหญ่การรักษาจะเป็นการรักษาตามอาการ ดังนี้

  1. ยารับประทานบรรเทาอาการปวด ได้แก่ พาราเซตามอล (Paracetamol) แอสไพริน (Aspirin) ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) และนาพรอกเซน (Naproxen) มีข้อมูลการศึกษาทางคลินิกว่า สามารถบรรเทาอาการปวดจากการเจ็บคอได้ และจากการศึกษา ไม่พบประโยชน์จากการใช้ยาบรรเทาอาการปวดกลุ่มอื่น (ที่ไม่ใช่ยาแก้ปวดใน 4 ตัวนี้) ในการบรรเทาอาการปวดจากการเจ็บคอ สำหรับไอบูโพรเฟน ขนาดยาที่ใช้ในการบรรเทาอาการปวดอยู่ที่ 200-400 มิลลิกรัม
  2. ยาอมแก้เจ็บคอ นิยมใช้บรรเทาอาการเนื่องจากหาซื้อได้ง่าย มีการผสมตัวยาที่หลากหลาย ได้แก่
    1. ตัวยาที่ออกฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ในปริมาณไม่สูงนัก ใช้เพื่อช่วยลดความรู้สึกเจ็บและปวด เช่น เบนโซเคน (Benzocaine)
    2. ตัวยาที่มีฤทธิ์แก้ปวด ลดการอักเสบ เช่น เฟอร์บิโพรเฟน (Flurbiprofen) เบนซิดามีน ไฮโดรคลอไรด์ (Benzydamine Hydrochloride) ซึ่งเป็นตัวยาในกลุ่มต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID)
    3. ตัวยาฆ่าเชื้อ เพื่อทำความสะอาดช่องปากและลำคอ เช่น เอมิลเมแทครีซอล (Amylmetacresol) เบนซิลแอลกอฮอล์ (Benzyl Alcohol) ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ด้วย

การอมยาอมเพื่อบรรเทาอาการเจ็บคอหรือกลืนน้ำลายแล้วเจ็บคอนั้น ควรศึกษาปริมาณและวิธีใช้จากฉลากบนซอง ไม่ควรอมโดยไม่จำกัดปริมาณ เพราะมีโอกาสที่จะได้รับยาเกินขนาด และทำให้เกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ได้ เช่น ในยาอมที่มียากลุ่ม NSAIDs (ยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์) เป็นส่วนประกอบ การอมยาอมมากเกินไปอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร หรือเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้

  1. ยาในกลุ่มสเปรย์ แบ่งออกเป็น กลุ่มที่มีการผสมตัวยาต้านการอักเสบ ได้แก่ เบนซิดามีน ไฮโดรคลอไรด์ (Benzydamine Hydrochloride) เช่น ดิฟแฟลม (Difflam) และกลุ่มที่ผสมสารสกัดจากธรรมชาติ เช่น คาร์โมไมล์ เปปเปอร์มินต์ ยูคาลิปตัส ที่ให้ฤทธิ์เย็น เช่น คามิโลซาน โพรพอลิส และในปัจจุบันมีการวางจำหน่ายสเปรย์โพวิโดน-ไอโอดีน สำหรับใช้พ่นบรรเทาอาการเจ็บคอ ซึ่งตัวยามีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อ อย่างไรก็ตาม ไอโอดีนสเปรย์ไม่ควรใช้กับผู้ป่วยที่มีปัญหาไทรอยด์ และไม่ควรใช้ยาต่อเนื่องเป็นเวลานาน เนื่องจากปริมาณไอโอดีนที่ร่างกายรับมากเกินไปจะรบกวนการสังเคราะห์ไทรอยด์ฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมไทรอยด์ เป็นผลให้ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำกว่าปกติได้  
  2. ยาปฏิชีวนะ ใช้เฉพาะในกรณีที่การเจ็บคอนั้นเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ตัวอย่างยาปฏิชีวนะ ได้แก่ เพนนิซิลลิน วี (Penicillin V) อะมอกซีซิลลิน (Amoxicillin) ในกรณีผู้ป่วยแพ้ยากลุ่มอะมอกซีซิลลิน ให้ใช้ยาเซฟาเลกซิน (Cephalexin) อะซิโทรมัยซิน (Azithromycin) คลาริโธรมัยซิน (Clarithromycin) คลินดามันซิน (Clindamycin) อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยควรพบแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เพื่อรับการวินิจฉัยสาเหตุของอาการเจ็บคอที่ถูกต้อง และได้รับยาตรงตามอาการ ไม่ควรให้ซื้อยาปฏิชีวนะมาใช้ด้วยตนเอง เพราะหากที่จริงเจ็บคอจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะจะไม่มีประโยชน์ ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเชื้อดื้อยาได้ด้วย

เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์?

คุณควรพบแพทย์หากว่ามีอาการเจ็บคอ รวมถึงกลืนน้ำลายแล้วเจ็บคอนานเกินกว่า 7-10 วัน หรือมีอาการเสียงแหบนานกว่า 3 สัปดาห์ หรือรักษาอาการติดเชื้อจากแบคทีเรียด้วยยาปฏิชีวนะแล้วไม่ได้ผล

ที่มาของข้อมูล

  1. Mayo Clinic, Sore throat, https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/sore-throat/symptoms-causes/syc-20351635, 8 August 2017.
  2. Centers for Disease Control and Prevention, Pharyngitis (Strep throat), https://www.cdc.gov/groupastrep/diseases-hcp/strep-throat.html, 22 January 2019
  3. Alison Blenkinsopp et. al, Symptoms in the Pharmacy A Guide to the Management of Common Illnesses, sore throat, 2014.

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
ดูในแอป