Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS

กะเพรา (Holy basil)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,314,246 คน

รีวิวโดยทีมแพทย์และเภสัชกร HonestDocs วันที่ 07/03/2562

กะเพรา (Holy basil) มีต้นกำเนิดจากประเทศอินเดีย ถือเป็นยาอายุรเวทในฐานะราชินีสมุนไพร (Queen of Herbs) ชาวฮินดูเรียกกะเพราว่า Tulsi เชื่อกันว่าเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ กะเพราช่วยปรับธาตุ ทำให้ร่างกายและจิตใจเกิดภาวะสมดุลและสามารถเผชิญความเครียดได้ดีขึ้น

กะเพราเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ เพราะมีวิตามินซี เบต้าแคโรทีน และสารประกอบฟีนอลิกรวมถึงสารฟลาโวนอยด์หลายชนิด ซึ่งมีบทบาทในการต้านอนุมูลอิสระที่ป้องกันโรคต่างๆ มากมาย มีสารอแดปโทเจน (Adaptogen) ที่ช่วยบรรเทาความเครียดและวิตกกังวล ส่วนใบ เมล็ด ราก และดอกของนำไปใช้ทำยา

ในใบกะเพรามีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสารฟีนอลิกถึง 6 ชนิดได้แก่ cirsilineol, cirsimaritin, isothymusin, isothymonin, apigenin และ rosmarinic acid ซึ่งอนุมูลอิสระถือเป็นสาเหตุของหลายโรค โดยเฉพาะมะเร็ง การบริโภคกะเพราะจึงป้องกันการเกิดโรคร้ายต่างๆ ได้

ภาวะที่ยังคงขาดหลักฐานว่าใช้กะเพรารักษาได้หรือไม่

  • ภาวะวิตกกังวล (Anxiety) งานวิจัยพบว่าการรับประทานสารสกัดจากใบกะเพรา 2 ครั้งต่อวันหลังมื้ออาหาร อาจลดความวิตกกังวลและอาการเครียดและความรู้สึกกดดันในผู้ประสบภาวะวิตกกังวล แต่ผลการวิจัยยังคงต้องการการพิสูจน์ต่อไปในการรักษาแบบหายขาด
  • คราบจุลินทรีย์ที่ฟัน (Dental plaque) บางงานวิจัยแสดงว่าการใช้น้ำยาบ้วนปากที่ประกอบด้วยสารสกัดจากใบกะเพรา 4% เป็นจำนวน 2 ครั้งต่อวัน จะช่วยลดคราบหินปูน ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันและรักษาโรคเหงือกอักเสบ (Gingivitis) ได้ดีกว่าการใช้น้ำเกลือ และให้ผลการรักษาคล้ายกับการใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีคลอร์เฮกซิดีน (Chlorhexidine) 0.12% โดยตัวคลอร์เฮกซิดีนจัดว่าเป็นระบบมาตรฐานทองคำ (Gold standard) ในการลดคราบหินปูน ทั้งนี้ ผลการวิจัยดังกล่าวยังคงต้องการการพิสูจน์ต่อไป
  • เบาหวาน (Diabetes) การใช้สารสกัดจากใบกะเพราอาจช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2

ผลข้างเคียงและความปลอดภัยของกะเพรา

กะเพรามีความปลอดภัยหากรับประทานในระยะเวลาอันสั้นแม้จะนานถึง 6 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม การรับประทานกะเพราอาจเกิดอาการคลื่นไส้และท้องร่วงได้ ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าการบริโภคในระยะยาวนั้นปลอดภัยหรือไม่

คำเตือนและข้อควรระวังในการบริโภคกะเพรา

สตรีที่อยู่ระหว่างหรือในขณะพยายามตั้งครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงกะเพรา การวิจัยในสัตว์พบว่า การบริโภคกะเพราปริมาณมากจะบีบมดลูก ทำให้ตัวอ่อนฝังตัวที่ผนังมดลูกได้ยาก โดยเฉพาะการตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก แม้ยังไม่มีข้อมูลว่าความเสี่ยงนี้เกิดขึ้นกับมนุษย์หรือไม่ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยจึงควรเลี่ยงการบริโภคกะเพราในช่วงนี้

แม่ที่ต้องให้นมบุตร ยังคงขาดแคลนข้อมูลที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความปลอดภัยจากการบริโภคกะเพราของแม่ที่ต้องให้นมบุตร เนื่องจากอาจเจือปนกับน้ำนม ดังนั้นคนในกลุ่มดังกล่าวควรเลี่ยงบริโภคพืชชนิดนี้เพื่อความปลอดภัย

ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กะเพราอาจลดระดับน้ำตาลในเลือดลง ซึ่งจะรบกวนการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และอาจต้องทำการปรับปริมาณการใช้อินซูลินหรือยาต้านเบาหวานตามความจำเป็น

ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ (Hypothyroidism) ในผู้ป่วยไทรอยด์ที่มีระดับฮอร์โมนไทรอกซีน (Thyroxine) น้อยเกินไป กะเพราอาจจะยิ่งลดระดับของฮอร์โมนไทรอกซีน ทำให้ภาวะขาดไทรอยด์ทรุดลงกว่าเดิมได้

การผ่าตัด ควรหยุดใช้กะเพราก่อนเข้ารับการผ่าตัด เพราะกะเพราอาจชะลอการแข็งตัวของเลือด เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดหยุดยากในระหว่างและหลังการผ่าตัด

การใช้กะเพราร่วมกับยาชนิดอื่น

ควรใช้กะเพราร่วมกับยาเหล่านี้ด้วยความระมัดระวัง

  • ยาชะลอการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulant / Antiplatelet drugs)
    กะเพราสามารถชะลอการแข็งตัวของเลือด ดังนั้นการรับประทานกะเพราร่วมกับยาชะลอการแข็งตัวของเลือดจะเพิ่มโอกาสการเกิดแผลฟกช้ำและเลือดออกมากขึ้น โดยตัวอย่างยาที่ชะลอการเกิดลิ่มเลือดมีดังนี้ Aspirin, Clopidogrel (Plavix), Dalteparin (Fragmin), Enoxaparin (Lovenox), Heparin, Ticlopidine (Ticlid), Warfarin (Coumadin) และอื่นๆ
  • ยาเพนโทบาร์บิทอล (Pentobarbital)
    ยาเพนโทบาร์บิทอลทำให้เกิดอาการง่วงซึม และมีข้อกังวลว่าน้ำมันเมล็ดกะเพราเองก็ทำให้เกิดอาการง่วงนอน ดังนั้นการรับประทานทานยาเพนโทบาร์บิทอลร่วมกับกะเพราอาจทำให้เกิดอาการง่วงมากเกินไป แต่ ณ ขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่าการส่งผลต่อกันของยาทั้งสองให้ผลที่น่ากังวลมากเพียงใด (คำเตือน ยาเพนโทบาร์บิทอลหากใช้ในปริมาณมากมีอันตรายถึงชีวิต เพราะออกฤทธิ์กล่อมประสาท ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาเพนโทบาร์บิทอล)

ปริมาณที่ควรบริโภคกะเพรา

ปริมาณเหมาะสมสำหรับการบริโภคกะเพรานั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ สุขภาพ และภาวะสุขภาพอื่นๆ ของผู้ใช้ ซึ่งยังคงขาดแคลนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาชี้ชัดปริมาณที่เหมาะสม ดังนั้นพึงระมัดระวังการใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติจากกะเพรา เพราะอาจไม่ปลอดภัยทุกครั้ง พยายามปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากยา และปรึกษากับเภสัชกร แพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนใช้ผลิตภัณฑ์จากกะเพราทุกครั้ง

ที่มาของข้อมูล

  1. Marc M. C., Tulsi - Ocimum sanctum: A herb for all reasons 
    (https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4296439/), December 2014.
  2. Manasa H. et al., Evaluation of holy basil mouthwash as an adjunctive plaque control agent in a four day plaque regrowth model
    (https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4312674/), 1 July 2014.
  3. สุกัญญา เขียวสะอาด, กะเพรากับการต้านอนุมูลอิสระ Ocimum sanctum Linn. and Free Radical Scavenging Activity,
    (https://www.tci-thaijo.org/index.php/science_kmitl/article/view/19845/17354), วารสารวิทยาศาสตร์ลาดกระบัง 21 (2), 54-65. กรกฎาคม-ธันวาคม 2555.

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

คำถามเกี่ยวกับยาชนิดนี้? ถามทีมแพทย์ของเราทางออนไลน์เลยค่ะ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

สั่งซื้อยาออนไลน์

เป็นเพื่อนกับเราทาง LINE: "@honestdocs" คุณสามารถสั่งให้เราจัดส่งยาถึงบ้านได้แล้ววันนี้ จัดส่งฟรีด้วย "EMS ทั่วประเทศภายใน 3 วัน หรือค่าบริการส่งตามระยะทางสำหรับการ"ส่งด่วน"ภายใน 24 ชม. ใน กทม. คุณสามารถจ่ายโดยการโอนเงินผ่านทางธนาคาร หมายเหตุ: i) เราไม่ได้เป็นร้านขายยาเอง แต่เราให้ความสะดวกแก่คนไข้โดยมีบริการสั่งซื้อยาจากเภสัชกรแล้วจัดส่งให้แก่ท่าน ii) เราไม่สามารถบริการจัดส่งยาที่อยู่ในกลุ่มยาอันตราย และยาควบคุม (ซึ่งต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น)

เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์