มะเร็งและโรคร้าย

หยุดการก่อตัวโรคร้ายเรื้อรัง

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 6 นาที
หยุดการก่อตัวโรคร้ายเรื้อรัง

หยุดการก่อตัวโรคร้ายเรื้อรัง

  • “กันไว้ดีกว่าแก้” เป็นคำกล่าวที่ได้ยินกันอยู่เสมอ ถ้าใครทำตามก็มักจะได้ผลเสมอเช่นกัน โดยเฉพาะการป้องกันโรคเรื้อรัง เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง กระดูกพรุน โรคเหล่านี้ถึงจะมากับอายุและไลฟ์สไตล์ที่ผิดๆ แต่ก็เป็นโรคที่ป้องกันได้ วิธีป้องกันการก่อตัวก่อนที่จะเป็นโรคแบบเต็มตัวก็คือการติดตามแกะรอยโรคเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่นๆ โดยใช้แผนภูมิครอบครัวที่กล่าวไว้ในบทนำ
  • ในบรรดาโรคต่างๆ โรคอ้วน เบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูงถือเป็นสี่สหายวายร้ายที่มักจะพบร่วมกัน เริ่มจากน้ำหนักตัวที่ค่อยๆ ขยับขึ้น พร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายอย่างเงียบๆ โดยเจ้าตัวไม่ระแคะระคาย แต่กว่าจะรู้สึกก็กลายเป็นเหยื่อของโรคไปเสียแล้ว
  • โรคสี่สหายวายร้านมีสาเหตุการเกิดเหมือนกันหลายอย่าง อย่างแรกคือสาเหตุทางพันธุกรรมและปัจจัยสิ่งแวดล้อม อย่างที่สองคือ การมีไลฟ์สไตล์ร่วมกัน เช่น กินอาหารที่ส่งเสริมการเกิดโรค ขาดการออกกำลังกาย และบุหรี่ เมื่ออ้วนจะทำให้ร่างกายเกิดภาวะ “การดื้ออินซูลิน” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่โยงไปถึงเบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดผิดปกติ ในที่สุดเกิดโรคหัวและหลอดเลือดแดงอุดตัน ซึ่งอาจจะเปิดตัวใดตัวหนึ่งก่อนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเกิดพร้อมกัน แต่รากเหง้ามาจากภาวะดื้ออินซูลิน และเมื่อเกิดหนึ่งสหายอีกสามก็จะตามมาในภายหลัง

เริ่มอ้วน สัญญาณเตือนภัยสุขภาพ

  • องค์การอนามัยโลกประมาณการณ์ไว้ว่า ภายในปี 2015 ทั่วโลกจะมีคนน้ำหนักเกินถึง 1.5 พันล้านคน นั่นหมายความว่าปัญหาสุขภาพที่มากับปัญหาน้ำหนักตัวจะสูงขึ้นตามไปด้วย อาทิ เบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดสมองตีบหรือสโตรก มะเร็ง นิ่วในถุงน้ำดี เป็นต้น เมื่อน้ำหนักเพิ่มขึ้น 5 – 10 เปอร์เซ็นต์ ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นตามดีกรีของความอ้วน
  • นักวิจัยพบว่า น้ำหนักที่เกินมาตรฐานอาจเพิ่มความเสี่ยงทำให้อายุสั้น การวิจัยในคนที่มีสุขภาพดีและไม่สูบบุหรี่จำนวน 186,000 คน เมื่อมีน้ำหนักเกินพิกัดตอนอายุ 50 ปี จะพบว่าความเสี่ยงอายุสั้นจะเพิ่มขึ้น 20 – 40 เปอร์เซ็นต์  และเมื่อเป็นโรคอ้วนแล้ว ความเสี่ยงจะวิ่งสูงขึ้นไปอีก 2-3 เท่า
  • ความเสี่ยงของโรคไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงแค่น้ำหนักตัว แต่เกี่ยวข้องกับบริเวณที่ไขมันสะสม ไขมันที่ถูกเก็บไว้ที่พุงซึ่งร้ายกว่าไขมันที่สะสมในส่วนสะโพกและต้นขา เพราะไขมันในส่วนเหล่านี้จะเพิ่มความเสี่ยงมากกว่า

ความจริงข้อหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนไว้คือ เมื่อไรที่เริ่มอ้วนความเสี่ยงของโรคจะสูงขึ้น ไม่ว่าจะอ้วนในส่วนใดก็ตาม

วิธีประเมินความอ้วนเบื้องต้นง่ายๆ คือ คำนวณดัชนีมวลกายและขนาดของเส้นรอบพุง

ตัดสินอย่างไรว่าอ้วน

วิธีการที่ใช้โดยทั่วไปคือการประเมินหาดัชนีมวลกาย ซึ่งคำนวณจากส่วนสูงและน้ำหนัก

  • ดัชนีมวลกาย = 

เกณฑ์ดัชนีมวลกายคนเอเชีย

  • ดัชนีมวลกาย = 5-22.9 น้ำหนักปกติ
  • ดัชนีมวลกาย = 23-24.5 น้ำหนักเกิน
  • ดัชนีมวลกาย = 25 ขึ้นไป โรคอ้วน

ดัชนีมวลกายสูง  ความเสี่ยงเบาหวานก็ยิ่งสูงตาม

  • อย่างคนที่มีดัชนีมวลกาย 22 กก./ม.2  ความเสี่ยงเบาหวานอาจสูงขึ้นถึง 40 – 90 เท่า
  • อย่างไรก็ดี ดัชนีมวลกายไม่ใช่ตัวตัดสินความอ้วนแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะปัญหาสุขภาพที่แท้จริงคือปริมาณไขมันและบริเวณที่ไขมันถูกเก็บสะสม ไม่ใช่น้ำหนักตัวเพียงอย่างเดียว
  • ฉะนั้นคนที่มีค่าดัชนีมวลกายปกติอาจมีไขมันมาก แต่กล้ามเนื้อน้อยได้ ซึ่งไม่ใช้สิ่งดี ขณะที่พวกนักเล่นกล้ามหรือพวกที่มีกล้ามเนื้อมาก ไขมันน้อย อาจถูกประเมินว่าอ้วนได้ เพราะกล้ามเนื้อจะหนักกว่าไขมัน เมื่อคำนวณออกมาจึงทำให้ค่าดัชนีมวลกายสูงได้
  • ปัจจุบันนิยมประเมินด้วยวิธีง่ายๆ คือ การวัดเส้นรอบเอวหรือพุงในประเทศไทยกรมอนามัยกำหนดให้วัดผ่านสะดือ  โดยมีเกณฑ์ว่าผู้หญิงถ้ามีเส้นรอบเอว ³ 32 นิ้ว หรือ 80 เซนติเมตร ถือว่าอ้วนลงพุงหรืออาจมีอาการเมแทบอลิกซินโดรม การวัดเส้นรอบพุงบ่งบอกถึงปริมาณไขมันที่สะสมในช่องท้อง ซึ่งไขมันบริเวณนี้เป็นบ่อเกิดปัญหาโรคเรื้อรังตั้งแต่หัวจรดเท้า
  • ข้อมูลเมื่อวันที่ 29 มกราคม ค.ศ.2010 รายงานว่า คนที่ปล่อยตัวให้อ้วนและมีเบาหวานตั้งแต่อายุ 20 ปี จะมีความเสี่ยงโรคหัวใจวายหรือสโตรกสูงขึ้นเมื่อเข้าสู่วัย 40 ปี หากไม่รีบเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ให้ดีขึ้น
  • ถ้ามีผู้ชายเอเชียมีความดันโลหิต 136/88 และมีเสนรอบเอว > 36 นิ้ว หรือผู้หญิงมีเส้นรอบเอว > 32 นิ้ว พวกเขาจะเริ่มพบปัญหาสุขภาพเพราะทั้งสองตัวอย่างเป็นกลุ่มอาการ 2 ใน 5 ของเมแทบอลิกซินโดรมที่จะนำไปสู่เบาหวานชนิดที่ 2 ได้ และหากมีปัญหา 3 ใน 5 ของเมแทบอลิกซินโดรมหลอดเลือดแดงจะเริ่มแข็ง

กลุ่มอาการเมแทบอลิกซินโดรม

อ้วนลงพุงร่วมกับความผิดปกติอีกอย่างน้อย 2 ใน 4 ข้อต่อไปนี้ หรือได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 มาก่อน

  • ระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหาร > 100 มล./ดล.
  • ความดันโลหิตสูง > 135/85
  • เอชดีแอลคอเลสเตอรอล ผู้ชาย £ 40 มล./ดล.
  • เอชดีแอลคอเลสเตอรอล ผู้หญิง £ 50 มล./ดล.
  • ไตรกลีเซอไรด์ ³ 150 มล./ดล.

* ตามเกณฑ์ของสหพันธ์เบาหวานนานาชาติ

คนที่มีปัญหาเมแทบอลิกซินโดรมมักจะลงเอยด้วยเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหลอดเลือดหัวในในที่สุด

  • ทำไมคนยุคศตวรรษที่ 21 ถึงอ้วนง่าย
  • คำตอบง่ายๆ ส่วนหนึ่งคือเรากินมากเกินไปและเคลื่อนไหวน้อยลง สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะวิทยาการเจริญขึ้น มีเครื่องผ่อนแรงเกิดขึ้นมากมาย วันหนึ่งๆ คนเราจึงแทบไม่ต้องขยับตัว มีผู้คำนวณพลังงานที่ไม่ถูกใช้จากการที่เราใช้เครื่องทุ่นแรงอย่างรีโมตคอนโทล ใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต ที่ลดการเดินในชีวิตประจำวันลง ทำให้น้ำหนักเพิ่มได้ปีละ 0.4-0.8 กิโลกรัม
  • ถ้าเราไม่ใช้เครื่องทุ่นแรงที่ว่า เราจะต้องเดินประมาณวันละ 20 ครั้ง ครั้งละ 20 เมตร เท่ากับวันละ 400 เมตร ใน 1 ปี เราจะเดินได้ 400 x 365 = 146,000 เมตร หรือเท่ากับ 146 กิโลเมตร เท่ากับการเดิน 25 ชั่วโมง ในขณะที่การเดิน 1 ชั่วโมงเราจะใช้พลังงาน 113-226 กิโลแคลอรี่ ถ้า 25 ชั่วโมงจะเท่ากับ 2,800-6,000 กิโลแคลอรี่ พลังงานจำนวนนี้ หากไม่ได้ใช้จะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมในร่างกาย 0.4-0.8 กิโลกรัม
  • สมัยก่อนในการจับจ่ายซื้อของเราจะต้องเดินไปซื้อ แต่เดี๋ยวนี้เรามักขับรถไปซื้อ ยิ่งเมื่อมีอินเทอร์เน็ตเราก็สามารถ “ช็อปออนไลน์” ไม่ต้องออกจากบ้าน แม้แต่อาหารก็สามารถโทรศัพท์สั่งให้ส่งตรงถึงบ้านได้เลย เด็กและวัยรุ่นจึงใช้เวลาอยู่กับทีวี วีดีโอเกม และอินเทอร์เน็ตมากขึ้น อีกทั้งยังกินอาหารเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารขยะหรือจั๊งค์ฟู้ด
  • นอกจากนี้ยังมีอาหารขยะหรือจั๊งค์ฟู้ดที่ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ดแม้บางคนไม่อยากซื้ออาหารเหล่านี้เข้าบ้าน แต่โฆษณาที่เห็นแทรกเข้ามาเสมอทำให้เคลิ้มตาม อยากกินอาหารเหล่านี้จนติดเป็นนิสัยในที่สุด
  • แต่พฤติกรรมแบบนี้สำหรับบางคนกลับไม่มีผลต่อน้ำหนักตัว เช่น บางคนไม่เคยออกกำลังกายเลย แถมกินได้ตามใจ แต่ไม่อ้วน ในขณะที่บางคนออกกำลังกายแทบตาย กินก็ไม่มาก แต่ก็ยังอ้วนเอาๆ เป็นเพราะน้ำหนักส่วนที่เกินนั้นเป็นเรื่องของพฤติกรรมผสมกับยีนที่มีอยู่ในตัวของแต่ละคน
  • ยีนชนิดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักตัว ที่เรียกว่า ยีนประหยัด (Thrifty Gene) หากใครมียีนชนิดนี้ แม้จะมีพฤติกรรมกินน้อยออกกำลังกายมาก แต่ยีนก็จะสำแดงเดชให้อ้วนได้ง่ายขึ้น
  • ยีนประหยัดช่วยให้ร่างกายเก็บสะสมไขมันไว้เป็นเสบียงวันข้างหน้าเวลาที่ขาดแคลนอาหาร แต่เวลาผ่านไป ไลฟ์สไตล์คนเปลี่ยนไป อาหารที่กินมีเหลือเฟือตลอดทั้งปี ไม่จำเป็นต้องเก็บสะสมอาหารเป็นเสบียงแต่ยีนประหยัดไม่ได้รับรู้การเปลี่ยนแปลงนี้ และยังคงช่วยร่างกายเก็บสะสมเสบียงในรูปไขมันอยู่เหมือนเดิม จึงทำให้คนผู้นั้นอ้วนขึ้น
  • ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือชนเผ่าในประเทศออสเตรเลียที่เดิมเคยมีชีวิตอยู่กับการกินอาหารไขมันต่ำ ใยอาหารสูง ที่ได้จากรากไม้ ผลไม้ แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาจัดสรรพื้นที่ให้คนเหล่านี้อยู่ในเขตเฉพาะ วัฒนธรรม อาหารและเครื่องดื่มแบบตะวันตกที่แพร่เข้ามาเพิ่มความสะดวกสบายทำให้ชนเผ่ากลุ่มนี้เริ่มมีคนเป็นโรคอ้วน การสำรวจยังพบว่าเพศชายมีโรคอ้วนถึง 27 เปอร์เซ็นต์ และเพศหญิงมีโรคอ้วนถึง 19 เปอร์เซ็นต์
  • จะเห็นได้ว่ายีนและสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อน้ำหนักตัวของคนเราในคนที่เกินปรากฏการณ์โยโย่หรือน้ำหนักขึ้นๆ ลงๆ นักวิจัยเชื่อว่ามีสาเหตุมาจากกลไกการทำงานของยีนที่ควบคุมการเผาผลาญไขมันเพื่อควบคุมสมดุลของไขมันที่ใช้กับที่สะสมไว้

ป้องกันหรือลดอ้วนได้อย่างไร

วิธีนี้ป้องกันที่ได้ผลที่สุดคือ การปรับเปลี่ยนทีละน้อย แต่สม่ำเสมอ จะช่วยป้องกันโรคที่มากับความอ้วนได้ เวลาลดน้ำหนักต้องเลือกบริโภคผักผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วต่างๆ ควบคุมปริมาณอาหาร เช่น กินอาหารในปริมาณ 2/3 ของที่เคยกินในปัจจุบัน และออกกำลังกาย 60-90 นาทีเกือบทุกวัน หรือสัปดาห์ละ 150 นาทีเป็นอย่างน้อย จะช่วยลดพุงได้

ผู้เขียนได้เขียนถึงวิธีลดน้ำหนักและควบคุมน้ำหนักอย่างละเอียดในหนังสือ กินอย่างไร ไม่อ้วน ไม่มีโรค จึงขอสรุปกลวิธีง่ายๆ สั้นๆ ดังนี้

ฝึกสิ่งต่อไปนี้ให้เป็นนิสัย

  • ไม่นอนดึกจนเกินไป นอนวันละ 8 ชั่วโมง
  • กินอาหารเช้าที่มีสารอาหารดีๆ ต่อร่างกายทุกวัน อาหารเช้าที่ดีต้องมีโปรตีนมากหน่อย ไขมันเล็กน้อย และคาร์โบไฮเดรตเล็กน้อย
  • กินวันละ 5-6 มื้อเล็ก โดยเลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
  • อาหารกลางวันเลือกที่มีโปรตีนปานกลาง ไขมันและคาร์โบไฮเดรตมากกว่าในมื้อเช้า
  • อาหารว่างตอนบ่ายเป็นโปรตีนและไขมันที่ดี เช่น ถั่วเปลือกแข็ง
  • อาหารเย็นมีโปรตีนเล็กน้อย ไขมันปานกลาง และมีคาร์โบไฮเดรตที่ดีมากกว่ามื้ออื่นๆ แต่ถ้าอยู่ในช่วงลดน้ำหนักควรให้มีคาร์โบไฮเดรตเล็กน้อย
  • ก่อนนอน หากต้องกินของว่างควรเป็นนมหรือผลิตภัณฑ์นมไม่เติมน้ำตาลและมีไขมันต่ำ 1 แก้ว หรือโยเกิร์ตรสธรรมชาติ
  • เดินออกกำลังกายวันละ 60 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน และควรออกกำลังกายชนิดที่มีแรงต้านสัปดาห์ละ 2 ครั้ง แต่สำหรับผู้ที่เริ่มออกกำลังกาย เริ่มวันละ 30 นาทีก่อนแล้ว ค่อยๆ เพิ่มจนถึง 60 นาที
  • บันทึกการกินของตัวเอง
  • ชั่งน้ำหนักสม่ำเสมอ
  • หาคนสนับสนุนให้กำลังใจเพื่อจะช่วยลุ้นให้เปลี่ยนพฤติกรรมได้สำเร็จ
  • ห้ามท้อแท้

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่