มะเร็งและโรคร้าย

อุจจาระปนเลือด สัญญาณเตือนสุขภาพลำไส้และทวารหนัก

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ม.ค. 23, 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,047,015 คน

อุจจาระปนเลือด สัญญาณเตือนสุขภาพลำไส้และทวารหนัก

อุจจาระปนเลือด คืออาการที่มีเลือดออกจากทวารหนักเมื่อมีการขับถ่ายอุจจาระ อาจมีอาการปวดท้องหรือเจ็บที่บริเวณรูทวารรวมอยู่ด้วย ซึ่งพบมากพอสมควรในประเทศไทย และสิ่งที่ทุกคนควรจำไว้ก็คือ การถ่ายเป็นเลือดไม่ใช่สิ่งที่ควรมองข้ามเลยแม้แต่น้อย เพราะมันเป็นสัญญาณเตือนว่า ลำไส้และทวารหนักของเรากำลังเผชิญหน้ากับโรคแทรกซ้อน หรือความผิดปกติของอวัยวะภายในร่างกาย

สาเหตุและการรักษา

การที่มีเลือดออกมาพร้อมกับการถ่ายอุจจาระนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุมาก และเลือดนั้นแหละที่เป็นตัวบ่งบอกถึงสาเหตุของความผิดปกติได้เป็นอย่างดี โดยลักษณะของเลือดนี้แบ่งออกได้เป็น 3 จำพวก ดังนี้...

โฆษณาจาก HonestDocs
ดีลสุขภาพเเละความงามลดสูงสุด 30%

18-25 มีนาคมนี้เท่านั้น ลด 30% ให้เราดูเเลคุณ

Internalad

1. ถ่ายปนเลือดสีแดงสด

เลือดสีแดงสดที่ถูกขับออกมาพร้อมอุจจาระมีความเกี่ยวข้องกับลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

1.1 เลือดออกในลำไส้ใหญ่ ส่วนใหญ่แล้วหากมีเลือดออกในลำไส้ใหญ่ เลือดมักจะมีทั้งสีแดงสดจากเลือดใหม่และมีสีแดงคล้ำหรือลิ่มเลือดปนอยู่ด้วยจากเลือดที่ตกค้างอยู่ภายใน หากมีเลือดออกเป็นจำนวนมาก ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดท้องรวมอยู่ด้วย

แนะนำให้เก็บเลือดบางส่วนไปให้แพทย์ตรวจสอบหาสาเหตุของการที่มีเลือดออกในลำไส้ใหญ่ เพื่อรับการรักษาให้ตรงจุด

1.2 ท้องผูก เลือดสีแดงสดอาจมาจากอาการท้องผูก ก้อนอุจจาระมีขนาดใหญ่และแข็งทำให้รูทวารได้รับการบาดเจ็บได้ หากนี่เป็นสาเหตุ บริเวณรูทวารของผู้ป่วยมักมีอาการแสบ

วิธีการรักษาคือ ดื่มน้ำให้มาก และรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผักและผลไม้ชนิดต่างๆ โดยเฉพาะจำพวกฟักทอง มะละกอ และมะขาม

1.3 โรคริดสีดวงทวารหนัก โรคนี้มีสาเหตุโดยตรงมาจากอาการท้องผูก อาการที่เกี่ยวข้องคือการมีเลือดสีแดงสดไหลออกมาเป็นจำนวนมาก อาจไหลออกมาเป็นหยดๆหรือเป็นสายเลือดเลยก็ได้ อีกทั้งยังมีอาการเจ็บและแสบมากที่บริเวณทวาร

โฆษณาจาก HonestDocs
ดีลสุขภาพเเละความงามลดสูงสุด 30%

18-25 มีนาคมนี้เท่านั้น ลด 30% ให้เราดูเเลคุณ

Internalad

วิธีการรักษา คือให้ดื่มน้ำและรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เมื่อเลือดไหลเป็นจำนวนมากและไม่หยุดทันทีหลังจากการขับถ่าย ผู้ป่วยควรประคบเย็นที่บริเวณทวารจนกว่าเลือดจะหยุด ในกรณีที่รู้สึกปวดบริเวณรูทวารมากๆ ให้ใช้ยาเหน็บในการรักษาวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หากไม่หายดีควรไปพบแพทย์

2. ถ่ายปนเลือดสีแดงคล้ำ

การถ่ายอุจจาระปนเลือดสีแดงคล้ำหรือสีดำบ่งบอกถึงความผิดปกติเกี่ยวกับทั้งกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ ซึ่งอาจเกิดจากหนึ่งในสาเหตุหลักดังนี้

2.1 เลือดออกในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็ก สาเหตุที่เลือดออกด้านในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กนั้นอาจเกิดจากการรับประทานอาการที่มีรสเผ็ดจัด การเป็นฝีในกระเพาะอาหาร หรือสาเหตุอื่นๆ ที่ต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์

ผู้ป่วยควรงดน้ำและอาหาร จากนั้นให้เก็บอุจจาระบางส่วนใส่ภาชนะปิดมิดชิด และนำไปให้แพทย์ตรวจสอบ หากลักษณะของอุจจาระนั้นค่อนข้างเหลว มีสีคล้ำ และผู้ป่วยมีอาการอาเจียนรวมอยู่ด้วยก่อนหรือหลังการขับถ่าย ควรรีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

2.2 เลือดออกในลำไส้ใหญ่ ซึ่งมีลักษณะอาการอย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นในข้อ 1.1

2.3 โรคริดสีดวงทวารหนัก มีลักษณะอาการและวิธีการรักษาอย่างที่กล่าวไว้ในข้อ 1.3

2.4 สาเหตุอื่นๆ ที่ไม่เป็นอันตราย เช่น การรับประทานยาบำรุงเลือด การรับประทานเลือดสัตว์ หรือการกลืนเลือดกำเดาหรือเลือดที่ออกในช่องปาก

แนะนำให้หยุดพฤติกรรมเหล่านี้สักระยะเวลาหนึ่งแล้วสังเกตดูว่ายังมีอาการถ่ายปนเลือดอยู่หรือไม่ หากยังคงมีเลือดออกแสดงว่ามีสาเหตุมาจากอย่างอื่น ซึ่งควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

3. ถ่ายปนลิ่มเลือด

ลิ่มเลือด หรือ มูกเลือด ที่ถูกขับออกมาพร้อมกับอุจจาระมักเกิดจากการที่มีเลือดออกมาเป็นระยะเวลาพอสมควร และมักมีสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพดังนี้

3.1 โรคมะเร็งลำไส้ แผลจากการเป็นมะเร็งทำให้มีเลือดออกในลำไส้เป็นเวลานานกว่า 2 สัปดาห์และมีลักษณะเป็นลิ่มเลือดสีเข้ม พบมากในผู้ใหญ่วัยกลางคนและผู้สูงอายุ

คำแนะนำคือ ให้เก็บอุจจาระบางส่วนพร้อมเลือดไปให้แพทย์ตรวจสอบ ในกรณีนี้อาจมีการตรวจภายในรวมอยู่ด้วย

3.2 การติดเชื้อในลำไส้ใหญ่ โรคที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อนี้คือโรคบิด ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการได้รับเชื้อจากแบคทีเรียหรือพยาธิ ผู้ป่วยมักมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ถ่ายเหลวปนลิ่มเลือดสีเข้ม มีไข้ และรู้สึกอ่อนเพลีย หากการติดเชื้อนี้เกิดจากแบคทีเรีย อุจจาระจะไม่มีกลิ่นเหม็นนัก แต่หากเกิดจากพยาธิ กลิ่นของอุจจาระจะเหม็นมากคล้ายกลิ่นเหม็นเน่า 

วิธีการรักษา โดยเบื้องต้นผู้ป่วยสามารถรับประทานยาปฏิชีวนะเพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้ แต่หากยังไม่หายดีภายใน 5-7 วัน ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยหาสาเหตุและรับการรักษาอย่างถูกต้อง

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
การรับมือกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 4
การรับมือกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 4

สิ่งที่คุณต้องรู้เมื่อต้องใช้ชีวิตต่อไปหลังจากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 4

ฉันควรรับประทานอาหารอย่างไรหลังจากการผ่าตัดทำทวารเทียมหรือการผ่าตัดเอาลำไส้ใหญ่ออก
ฉันควรรับประทานอาหารอย่างไรหลังจากการผ่าตัดทำทวารเทียมหรือการผ่าตัดเอาลำไส้ใหญ่ออก

การเปลี่ยนแปลงอาหารเล็กๆ น้อยๆ หลังการผ่าตัดทำทวารเทียมจะช่วยให้ร่างกายของคุณปรับตัวได้