เทคโนโลยีด้านสุขภาพ

Stemcell คืออะไร? ทำความรู้จักและเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

เซลล์ที่สามารถแบ่งตัวเองได้อย่างไม่จำกัด เพื่อที่จะเข้าไปแทนที่เซลล์ต่างๆ ในร่างกายที่เสื่อมสภาพลง
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 95,374 คน

Stemcell คืออะไร? ทำความรู้จักและเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

Stemcell เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยได้ยินบ่อยๆ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่ทราบว่า Stemcell คืออะไรและมีความสำคัญอย่างไร ดังนั้นเราจะมาทำความเข้าใจและรู้จักกับสเต็มเซลล์ให้มากขึ้น ซึ่งก็ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสเต็มเซลล์มาบอกต่อกันดังนี้

Stemcell คืออะไร?

สเต็มเซลล์หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งตามความเข้าใจก็คือเซลล์ต้นกำเนิดนั่นเอง โดยเซลล์ชนิดนี้จะมีอยู่แทบทุกส่วนในร่างกายของคนเราสามารถแบ่งตัวเองได้อย่างไม่จำกัด เพื่อที่จะเข้าไปแทนที่เซลล์ต่างๆในร่างกายที่เสื่อมสภาพลง ทำให้ร่างกายมีการฟื้นฟูและเจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้นซึ่งก็สามารถพบได้ทุกช่วงเวลาของการเจริญเติบโตในสิ่งมีชีวิตเลยทีเดียว

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

คลิก

Stemcall มีกี่ประเภท?

สเต็มเซลล์ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ โดยแต่ละประเภทก็จะมีต้นกำเนิดและคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป ได้แก่

1.เซลล์ต้นกำเนิดที่แยกได้จากตัวอ่อน

Stemcell ประเภทนี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ต่างๆ ได้เกือบทุกชนิดในร่างกาย จึงสามารถเข้าไปทดแทนเซลล์ที่เสื่อมสภาพได้ทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นสมอง ผิวหนัง กล้ามเนื้อ หัวใจหรือเซลล์เม็ดเลือด เป็นต้น นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมร่างกายของคนเรามักจะฟื้นตัวได้เร็วอยู่เสมอ แถมทางการแพทย์ก็มีการนำสเต็มเซลล์มาใช้เพื่อรักษาโรคบางชนิดอีกด้วย

 

2.เซลล์ต้นกำเนิดที่แยกได้จากสิ่งมีชีวิตโตเต็มวัย

เป็นเซลล์ต้นกำเนิดที่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองไปเป็นเซลล์เนื้อเยื่อนั้นๆ ได้เท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์อื่นๆ ในร่างกายได้ ซึ่งก็มีคุณสมบัติที่ด้อยกว่าสเต็มเซลล์แบบแรกพอสมควร ตัวอย่างสเต็มเซลล์ประเภทนี้ เช่น สเต็มเซลล์ของเลือด ก็จะเปลี่ยนเป็นเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือด หรือสเต็มเซลล์ของผิวหนัง ก็จะเปลี่ยนเป็นเซลล์ผิวนั่นเอง

Stemcell ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคชนิดใดบ้าง?

สำหรับการนำสเต็มเซลล์มาใช้ในการรักษาโรคทางการแพทย์ได้อนุญาตให้นำมาใช้รักษาโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบเลือดเท่านั้น ส่วนโรคอื่นๆ ยังไม่มีผลการวิจัยที่แน่นอน

ซึ่งก็กำลังอยู่ในขั้นตอนการทดลองและศึกษาวิจัยทางคลินิกแต่คาดว่าในอนาคตจะสามารถนำสเต็มเซลล์มารักษาโรคอื่นๆ ได้มากขึ้น

โดยโรคที่นิยมนำสเต็มเซลล์มารักษาในปัจจุบันได้แก่

  •  โรคลูคีเมีย
  •  โรคทาลัสซีเมีย
  •  โรคจากภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด
  •  มะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งต้านม มะเร็งไต เป็นต้น
  •  ภาวะเม็ดเลือดแดงแตก
  •  โรคเอสแอลอี
  •  โรคไขกระดูกฝ่อที่เกิดภายหลัง
  •  ฯลฯ

จำเป็นต้องเก็บสเต็มเซลล์ของตนเองไว้ไหม?

หลายคนมีความคิดว่าควรเก็บสเต็มเซลล์ของตนเองโดยการแช่แข็งเอาไว้เพื่อใช้สำหรับรักษาตัวเองในอนาคต แต่ความจริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องเก็บ Stemcell ของตนเองไว้เสมอไป เพราะแพทย์สามารถเก็บเซลล์ในร่างกายของผู้ป่วยได้ทุกช่วงเวลาและนำมาใช้ได้ทันทีนั่นเอง นอกจากนี้โดยส่วนมากแล้วในการรักษาจะไม่นิยมใช้สเต็มเซลล์ของตัวผู้ป่วยเองแต่จะใช้สเต็มเซลล์ที่ได้จากผู้บริจาครายอื่นที่มีความสมบูรณ์แบบมากกว่า นั่นก็เพราะสเต็มเซลล์ที่ได้จากผู้ป่วยอาจมีความผิดปกติทางพันธุกรรมในระบบเลือดแฝงอยู่ทำให้ผลการรักษาไม่เป็นไปดั่งที่ต้องการและอาจทำให้อาการแย่ลงกว่าเดิมได้ สเต็มเซลล์จากสายสะดือทารกจำเป็นหรือไม่? ในอดีต สเต็มเซลล์ที่ได้จากสะดือทารกมีความจำเป็นมากเพราะเป็นสเต็มเซลล์ต้นกำเนิดที่แยกได้จากตัวอ่อน จึงมีคุณสมบัติในการแปลงเป็นเซลล์ต่างๆ ในร่างกายเพื่อเข้าไปแทนที่เซลล์ที่เสื่อมสภาพได้เป็นอย่างดี แต่เนื่องจากในปัจจุบันสามารถสร้างเซลล์ตัวอ่อนเฉพาะบุคคลในช่วงวัยใดก็ได้และมีคุณสมบัติที่ไม่แตกต่างกัน จึงไม่จำเป็นต้องเก็บ Stemcell จากสะดือของทารกต่อไป โดยกระบวนการดังกล่าวเรียกว่า IPS cell นั่นเอง

ข้อดีและข้อเสียของ Stemcell

แม้ว่าจะเป็นเซลล์ต้นกำเนิดที่สามารถฟื้นฟูร่างกายและซ่อมแซมในส่วนที่สึกหรอได้ดี แต่การนำสเต็มเซลล์มาใช้ประโยชน์ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียเช่นกัน ได้แก่

ข้อดี

1.การรักษาโรคด้วยสเต็มเซลล์จะให้ผลลัพธ์ในระยะยาวซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่รักษาจนหายขาดแล้วจะไม่กลับมาเป็นโรคเดิมอีก

2.สเต็มเซลล์สามารถแปลงตัวเองและเข้าไปแทนที่เซลล์ต่างๆในร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม โดยไม่ต้องใช้สารกระตุ้นใดๆ ทั้งสิ้น

3.สเต็มเซลล์ที่ได้รับการพัฒนาแล้วจะสามารถนำมาใช้เพื่อชะลอความแก่ได้

4. ช่วยเพิ่มโอกาสในการมีบุตรสำหรับผู้ที่มีบุตรยากหรือมีปัญหาสุขภาพที่เป็นอุปสรรคต่อการมีบุตร

 

ข้อเสีย

1.มีราคาค่อนข้างแพง การจะรักษาด้วยสเต็มเซลล์จึงต้องมีงบประมาณสูงมาก

2.ต้องใช้บุคลากรทางการแพทย์ที่มีความชำนาญด้านการรักษาด้วยสเต็มเซลล์โดยเฉพาะ เพราะมีความเสี่ยงต่อการผิดพลาดสูงมาก

 

สรุปได้ว่า Stemcell ก็คือเซลล์ต้นกำเนิดชนิดหนึ่งที่อยู่ในร่างกายของคนเราสามารถนำมารักษาโรคต่างๆ เกี่ยวกับระบบเลือดได้และยังมีข้อดีอีกมากมายอีกด้วย แต่ในปัจจุบันนี้การนำสเต็มเซลล์มาใช้ประโยชน์ยังไม่เต็มที่มากนักเนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยค้นคว้า ซึ่งคาดว่าในอนาคตคงจะสามารถนำสเต็มเซลล์มารักษาโรคอื่นๆ ได้มากขึ้น

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่