กลุ่มยาสแตติน (Statins)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ส.ค. 7, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 963,556 คน

บทนำ

กลุ่มยาสแตติน คือ กลุ่มยาที่ช่วยลดระดับไขมันชนิดแอลดีแอล หรือคือไขมันชนิดไม่ดี ในเลือด ซึ่งไขมันชนิดนี้ถูกสร้างขึ้นที่ตับ

เหตุใดจึงต้องใช้ยากลุ่มสแตติน

เนื่องจากการที่มีระดับไขมันชนิด แอลดีแอล สูง จะส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างมาก เช่น อาจนำไปสู่การตีบตันของหลอดเลือดแดงได้ หรือ ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจได้

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

โรคหลอดเลือดและหัวใจ คือคำที่ใช้เรียกโรคที่เกิดขึ้นกับกลุ่มหลอดเลือด หรือ บริเวณหัวใจ ซึ่งเป็นโรคที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตเป็นอันดับต้นๆ ในประเทศไทย โดยกลุ่มโรคหลอดเลือดหัวใจหลัก ได้แก่

  • โรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary heart disease) เกิดเมื่อหลอดเลือดอุดตันและทำให้มีการไหลเวียนเลือดไปสู่หัวใจได้น้อย
  • อาการปวดเค้นหัวใจ (angina) ซึ่งเป็นการปวดบริเวณหน้าอกซึ่งเกิดมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • ภาวะหัวใจวาย (heart attacks) เกิดเมื่อเลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้
  • โรคหลอดเลือดสมอง (stroke) คือเมื่อสมองขาดเลือดเนื่องจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองมีการอุดกั้น

ดังนั้นแพทย์จะให้ท่านใช้ยากลุ่มสแตติน เมื่อ ท่านได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดและหัวใจ หรือ ท่านมีประวัติทางครอบครัวหีือมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดและหัวใจภายใน 10 ปีในอนาคต หรือมีการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรค

การใช้ยากลุ่มสแตติน

ยากลุ่มสแตตินโดยทั่วไปจะให้รับประทานวันละ 1 ครั้ง โดยรับประทานเวลาเดียวกันทุกวัน ส่วนมากจะแนะนำให้รับประทานก่อนนอน ในผู้ป่วยบางรายอาจต้องใช้ยากลุ่มสแตตินไปตลอดชีวิต เนื่องจากหากหยุดยาอาจทำให้ระดับไขมันในเลือดสูงได้ หากผู้ป่วยลืมรับประทานยา ห้ามเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า แต่ให้ข้ามเม็ดที่ลืมไปและรับประทานยามื้อต่อไปตามปกติ

ข้อควรระวังในการใช้ยากลุ่มสแตตินและการเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาอื่น

กลุ่มยาสแตตินสามารถเกิดปฏิกิริยากับยาชนิดอื่นได้ อาจส่งผลให้ผลข้างเคียงของยากลุ่มสแตตินมีมากขึ้น เช่น กล้ามเนื้อถูกทำลาย ยากลุ่มสแตตินบางชนิดยังสามารถเกิดปฏิกิริยากับน้ำผลไม้เกรปฟรุตได้ ดังนั้นการอ่านเอกสารแนบที่มากับยานั้นจึงสำคัญมาก เพื่อใช้ตรวจสอบการเกิดปฏิกิริยากับยาอื่น หรือ สอบถามข้อมมูลจากแพทย์และเภสัชกรก็ได้

ผลข้างเคียงของการใช้ยากลุ่มสแตติน

โดยทั่วไปยากลุ่มสแตตินนั้นจะมีผลข้างเคียงต่ำ แต่ก็อาจมีได้ในบางราย เช่น ปวดท้อง ปวดศรีษะ หรือ คลื่นไส้ เป็นต้น กลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลข้างเคียงจากกลุ่มยาสแตตินสูง ได้แก่ ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตวาย ผู้ป่วยโรคหัวใจ เป็นต้น

โฆษณาจาก HonestDocs
ดูโปรแกรมตรวจสุขภาพราคาพิเศษที่นี่

ทั้งตรวจประจำปี คัดกรอง เฉพาะทาง ที่โรงพยาบาลชั้นนำ

Health checkup 02

ทางเลือกอื่นที่สามารถใช้แทนการใช้ยากลุ่มสแตติน

หากท่านมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคทางหลอดเลือดและหัวใจในอนาคต แพทย์มักจะแนะนำให้ใช้วิธีการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตให้เหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรค ดังนี้

  • การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
  • การหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
  • เลิกหรือหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

หากใช้วิธีการเหล่านี้ไม่ได้ผล จึงค่อยเริ่มใช้ยากลุ่มสแตติน

โรคทางหลอดเลือดและหัวใจ (Cardiovascular disease, CVD)

โรคหลอดเลือดและหัวใจ คือคำที่ใช้เรียกโรคที่เกิดขึ้นกับกลุ่มหลอดเลือด หรือ บริเวณหัวใจ ซึ่งสาเหตุการเกิดโรคส่วนมากเกิดจากระดับไขมันในเลือดสูง โดยกลุ่มโรคหลอดเลือดหัวใจหลัก ได้แก่

  • โรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary heart disease) เกิดเมื่อหลอดเลือดอุดตันและทำให้มีการไหลเวียนเลือดไปสู่หัวใจได้น้อย
  • อาการปวดเค้นหัวใจ (angina) ซึ่งเป็นการปวดบริเวณหน้าอกซึ่งเกิดมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • ภาวะหัวใจวาย (heart attacks) เกิดเมื่อเลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้
  • โรคหลอดเลือดสมอง (stroke) คือเมื่อสมองขาดเลือดเนื่องจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองมีการอุดกั้น
  • โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ (Peripheral Arterial Disease) ซึ่งเกิดจากการที่ไขมันไปอุดตันบริเวณหลอดเลือดส่วนปลายทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนปลายได้ไม่ดี

กลุ่มยาสแตตินอาจไม่ได้รักษาโรคดังกล่าวโดยตรง แต่สามารถป้องกันการเกิดโรคเหล่านี้ หรือป้องกันไม่ให้โรคเหล่านี้ดำเนินไปมากขึ้นได้ โดยสามารถใช้ยากลุ่มสแตตินร่วมกับการปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตให้เหมาะสม

ผู้ที่มีความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดและหัวใจ

ท่านควรได้รับยาสแตตินถ้าท่านมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดและหัวใจใน 10 ปีข้างหน้า หรือใช้การปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตแล้วไม่ได้ผล แพทย์อาจให้ท่านลองทำแบบประเมินความเสี่ยง ซึ่งจะสอบถามถึงประวัติครอบครัว อายุ เพศ เชื้อชาติ น้ำหนักและส่วนสูง ประวัติการสูบบุหรี่ ระดับไขมันในเลือด ความดันโลหิต โรคประจำตัว เป็นต้น

ข้อควรระวังในการใช้ยากลุ่มสแตติน

ผู้ที่มีปัญหาเรื่องตับ หรือเป็นโรคตับ ไม่ควรใช้ยากลุ่มสแตติน เนื่องจากยากลุ่มสแตติน สามารถส่งผลกระทบต่อตับได้ โดยก่อนเริ่มใช้ยาควรมีการตรวจค่าตับ และระหว่างใช้ยาก็ควรมีการตรวจค่าตับอย่างสม่ำเสมอในช่วง 3 เดือนแรก และหลังจากใช้ยาไป 1 ปี

หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร

หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ไม่ควรใช้ยากลุ่มสแตติน เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานทางด้านความปลอดภัยในการใช้ที่เพียงพอ

ผู้ที่มีความเสี่ยงในการได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ยากลุ่มสแตติน

ยาสแตตินควรใช้โดยความระมัดระวัง และอยู่ภายใต้ความควบคุมของแพทย์ เนื่องจากอาจส่งให้เกิดผลข้างเคียง โดยมีอาการผิดปกติที่เกิดกับกล้ามเนื้อ เรียกว่า ไมโอพาที (myopathy) ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ คือกลุ่มผู้ป่วยที่

  • อายุมากกว่า 70 ปี
  • มีประวัติเป็นโรคตับ
  • ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
  • เคยมีประวัติครอบครัวเกี่ยวกับโรคทางกล้ามเนื้อมาก่อน

หากผู้ป่วยควรมีประวัติดังข้างต้นนี้ อาจจะต้องปรึกษาแพทย์ หรือต้องลดขนาดยากลุ่มสแตตินลงจากขนาดเดิม เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงลง

การเกิดปฏิกิริยาของยากลุ่มสแตตินกับยาอื่น

กลุ่มยาสแตตินสามารถเกิดปฏิกิริยากับยาชนิดอื่นได้ อาจส่งผลให้ผลข้างเคียงของยากลุ่มสแตตินมีมากขึ้น เช่น กล้ามเนื้ออักเสบ เป็นต้น

ยาที่เกิดปฏิกิริยากับยากลุ่มสแตติน ได้แก่

  • ยาปฏิชีวนะ และ ยาฆ่าเชื้อราบางชนิด
  • ยารักษาโรคเอดส์
  • ยาวาฟาริน
  • ยาไซโคลสปอริน (ciclosporin) เป็นยากดภูมิคุ้มกัน
  • ดานาซอล (Danazol) ยาฮอร์โมนสังเคราะห์
  • ยาเวอราปามิลและดิลไทเซม (verapamil, diltiazem) เป็นยาสำหรับโรคหลอดเลือดและหัวใจ
  • ยาอมิโอดาโรน (amiodarone) ยารักษาโรคหัวใจ
  • ยาลดไขมันในกลุ่มไฟเบรท

ผลข้างเคียงจากการใช้ยากลุ่มสแตติน

ส่วนมากผลข้างเคียงของยากลุ่มมนี้จะไม่รุนแรง ผู้ป่วยสามารถทนต่อผลข้างเคียงได้ดี โดยผลข้างเคียงหลักที่อาจเกิดขึ้นได้บ่อย ดังนี้

  • เลือดกำเดาไหล
  • เจ็บคอ
  • คัดจมูกหรือน้ำมูกไหล
  • ปวดศรีษะ
  • คลื่นไส้
  • ปัญหาทางระบบย่อยอาหาร เช่น ท้องผูก ท้องเสีย อาหารไม่ย่อย หรือท้องอืด เป็นต้น
  • ปวดข้อและกล้ามเนื้อ
  • ระดับน้ำตาลในเลือดสูง

ผลข้างเคียงที่เกิดได้ไม่บ่อย อาจเกิดขึ้นได้ 1 ใน 100 คนที่ใช้ยา ดังนี้

  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ไม่อยากอาหาร หรือ น้ำหนักเพิ่มขึ้น
  • นอนไม่หลับ หรือ ฝันร้าย
  • วิงเวียนศรีษะ
  • ปลายมือปลายเท้าชา ไม่มีความรู้สึก
  • มีปัญหาทางด้านความจำ
  • ตาพร่าเบลอ
  • ได้ยินเสียงกริ่งในหู
  • ตับหีือตับอ่อนอักเสบ มีอาการคือปวดท้อง มีไข้ อ่อนล้า

ผลข้างเคียงของยาสแตตินทางด้านกล้ามเนื้อ

ยาสแตตินสามารถส่งผลให้เกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อได้ ถ้าผู้ป่วยรู้สึกปวดกล้ามเนื้อ ไม่มีแรง ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที โดยแพทย์จะทำการตรวจเลือด เพื่อหาระดับครีเอติน ไคเนส (creatine kinase ,CK) ซึ่งจะเป็นสารที่หลั่งออกมาในเลือดเมื่อมีกล้ามเนื้ออักเสบหรือถูกทำลาย

ค่าครีเอติน ไคเนส หากมีการตรวจวัดได้เกินกว่า 5 เท่าของค่าปกติ แพทย์อาจสั่งให้หยุดยาสแตติน เมื่อค่าครีเอติน ไคเนส กลับสู่ปกติแพทย์จะแนะนำให้กลับมาใช้ยา แต่ในขนาดที่ต่ำลงกว่าเดิมเพื่อป้องกันการทำลายกล้ามเนื้ออีก

 

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

คำถามเกี่ยวกับยาชนิดนี้? ถามทีมแพทย์ของเราทางออนไลน์เลยค่ะ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

สั่งซื้อยาออนไลน์

เป็นเพื่อนกับเราทาง LINE: "@honestdocs" คุณสามารถสั่งให้เราจัดส่งยาถึงบ้านได้แล้ววันนี้ จัดส่งฟรีด้วย "EMS ทั่วประเทศภายใน 3 วัน หรือค่าบริการส่งตามระยะทางสำหรับการ"ส่งด่วน"ภายใน 24 ชม. ใน กทม. คุณสามารถจ่ายโดยการโอนเงินผ่านทางธนาคาร หมายเหตุ: i) เราไม่ได้เป็นร้านขายยาเอง แต่เราให้ความสะดวกแก่คนไข้โดยมีบริการสั่งซื้อยาจากเภสัชกรแล้วจัดส่งให้แก่ท่าน ii) เราไม่สามารถบริการจัดส่งยาที่อยู่ในกลุ่มยาอันตราย และยาควบคุม (ซึ่งต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น)

เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์