กลุ่มยาสแตติน (Statins)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ส.ค. 7, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,115,899 คน

บทนำ

กลุ่มยาสแตติน คือ กลุ่มยาที่ช่วยลดระดับไขมันชนิดแอลดีแอล หรือคือไขมันชนิดไม่ดี ในเลือด ซึ่งไขมันชนิดนี้ถูกสร้างขึ้นที่ตับ

เหตุใดจึงต้องใช้ยากลุ่มสแตติน

เนื่องจากการที่มีระดับไขมันชนิด แอลดีแอล สูง จะส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างมาก เช่น อาจนำไปสู่การตีบตันของหลอดเลือดแดงได้ หรือ ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจได้

โฆษณาจาก HonestDocs
ขูดหินปูน ลดเพิ่ม 40% กว่า 20 คลินิก

ลดกลิ่นปาก ลดเลือดออก เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอนาน

%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%99bannerinternal ad

โรคหลอดเลือดและหัวใจ คือคำที่ใช้เรียกโรคที่เกิดขึ้นกับกลุ่มหลอดเลือด หรือ บริเวณหัวใจ ซึ่งเป็นโรคที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตเป็นอันดับต้นๆ ในประเทศไทย โดยกลุ่มโรคหลอดเลือดหัวใจหลัก ได้แก่

  • โรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary heart disease) เกิดเมื่อหลอดเลือดอุดตันและทำให้มีการไหลเวียนเลือดไปสู่หัวใจได้น้อย
  • อาการปวดเค้นหัวใจ (angina) ซึ่งเป็นการปวดบริเวณหน้าอกซึ่งเกิดมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • ภาวะหัวใจวาย (heart attacks) เกิดเมื่อเลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้
  • โรคหลอดเลือดสมอง (stroke) คือเมื่อสมองขาดเลือดเนื่องจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองมีการอุดกั้น

ดังนั้นแพทย์จะให้ท่านใช้ยากลุ่มสแตติน เมื่อ ท่านได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดและหัวใจ หรือ ท่านมีประวัติทางครอบครัวหีือมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดและหัวใจภายใน 10 ปีในอนาคต หรือมีการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรค

การใช้ยากลุ่มสแตติน

ยากลุ่มสแตตินโดยทั่วไปจะให้รับประทานวันละ 1 ครั้ง โดยรับประทานเวลาเดียวกันทุกวัน ส่วนมากจะแนะนำให้รับประทานก่อนนอน ในผู้ป่วยบางรายอาจต้องใช้ยากลุ่มสแตตินไปตลอดชีวิต เนื่องจากหากหยุดยาอาจทำให้ระดับไขมันในเลือดสูงได้ หากผู้ป่วยลืมรับประทานยา ห้ามเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า แต่ให้ข้ามเม็ดที่ลืมไปและรับประทานยามื้อต่อไปตามปกติ

ข้อควรระวังในการใช้ยากลุ่มสแตตินและการเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาอื่น

กลุ่มยาสแตตินสามารถเกิดปฏิกิริยากับยาชนิดอื่นได้ อาจส่งผลให้ผลข้างเคียงของยากลุ่มสแตตินมีมากขึ้น เช่น กล้ามเนื้อถูกทำลาย ยากลุ่มสแตตินบางชนิดยังสามารถเกิดปฏิกิริยากับน้ำผลไม้เกรปฟรุตได้ ดังนั้นการอ่านเอกสารแนบที่มากับยานั้นจึงสำคัญมาก เพื่อใช้ตรวจสอบการเกิดปฏิกิริยากับยาอื่น หรือ สอบถามข้อมมูลจากแพทย์และเภสัชกรก็ได้

ผลข้างเคียงของการใช้ยากลุ่มสแตติน

โดยทั่วไปยากลุ่มสแตตินนั้นจะมีผลข้างเคียงต่ำ แต่ก็อาจมีได้ในบางราย เช่น ปวดท้อง ปวดศรีษะ หรือ คลื่นไส้ เป็นต้น กลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลข้างเคียงจากกลุ่มยาสแตตินสูง ได้แก่ ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตวาย ผู้ป่วยโรคหัวใจ เป็นต้น

โฆษณาจาก HonestDocs
ขูดหินปูน ลดเพิ่ม 40% กว่า 20 คลินิก

ลดกลิ่นปาก ลดเลือดออก เราจองคิวให้ ไม่ต้องรอนาน

%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b9%e0%b8%99bannerinternal ad

ทางเลือกอื่นที่สามารถใช้แทนการใช้ยากลุ่มสแตติน

หากท่านมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคทางหลอดเลือดและหัวใจในอนาคต แพทย์มักจะแนะนำให้ใช้วิธีการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตให้เหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรค ดังนี้

  • การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
  • การหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
  • เลิกหรือหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

หากใช้วิธีการเหล่านี้ไม่ได้ผล จึงค่อยเริ่มใช้ยากลุ่มสแตติน

โรคทางหลอดเลือดและหัวใจ (Cardiovascular disease, CVD)

โรคหลอดเลือดและหัวใจ คือคำที่ใช้เรียกโรคที่เกิดขึ้นกับกลุ่มหลอดเลือด หรือ บริเวณหัวใจ ซึ่งสาเหตุการเกิดโรคส่วนมากเกิดจากระดับไขมันในเลือดสูง โดยกลุ่มโรคหลอดเลือดหัวใจหลัก ได้แก่

  • โรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary heart disease) เกิดเมื่อหลอดเลือดอุดตันและทำให้มีการไหลเวียนเลือดไปสู่หัวใจได้น้อย
  • อาการปวดเค้นหัวใจ (angina) ซึ่งเป็นการปวดบริเวณหน้าอกซึ่งเกิดมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • ภาวะหัวใจวาย (heart attacks) เกิดเมื่อเลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้
  • โรคหลอดเลือดสมอง (stroke) คือเมื่อสมองขาดเลือดเนื่องจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองมีการอุดกั้น
  • โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ (Peripheral Arterial Disease) ซึ่งเกิดจากการที่ไขมันไปอุดตันบริเวณหลอดเลือดส่วนปลายทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนปลายได้ไม่ดี

กลุ่มยาสแตตินอาจไม่ได้รักษาโรคดังกล่าวโดยตรง แต่สามารถป้องกันการเกิดโรคเหล่านี้ หรือป้องกันไม่ให้โรคเหล่านี้ดำเนินไปมากขึ้นได้ โดยสามารถใช้ยากลุ่มสแตตินร่วมกับการปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตให้เหมาะสม

ผู้ที่มีความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดและหัวใจ

ท่านควรได้รับยาสแตตินถ้าท่านมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดและหัวใจใน 10 ปีข้างหน้า หรือใช้การปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตแล้วไม่ได้ผล แพทย์อาจให้ท่านลองทำแบบประเมินความเสี่ยง ซึ่งจะสอบถามถึงประวัติครอบครัว อายุ เพศ เชื้อชาติ น้ำหนักและส่วนสูง ประวัติการสูบบุหรี่ ระดับไขมันในเลือด ความดันโลหิต โรคประจำตัว เป็นต้น

ข้อควรระวังในการใช้ยากลุ่มสแตติน

ผู้ที่มีปัญหาเรื่องตับ หรือเป็นโรคตับ ไม่ควรใช้ยากลุ่มสแตติน เนื่องจากยากลุ่มสแตติน สามารถส่งผลกระทบต่อตับได้ โดยก่อนเริ่มใช้ยาควรมีการตรวจค่าตับ และระหว่างใช้ยาก็ควรมีการตรวจค่าตับอย่างสม่ำเสมอในช่วง 3 เดือนแรก และหลังจากใช้ยาไป 1 ปี

หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร

หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ไม่ควรใช้ยากลุ่มสแตติน เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานทางด้านความปลอดภัยในการใช้ที่เพียงพอ

ผู้ที่มีความเสี่ยงในการได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ยากลุ่มสแตติน

ยาสแตตินควรใช้โดยความระมัดระวัง และอยู่ภายใต้ความควบคุมของแพทย์ เนื่องจากอาจส่งให้เกิดผลข้างเคียง โดยมีอาการผิดปกติที่เกิดกับกล้ามเนื้อ เรียกว่า ไมโอพาที (myopathy) ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ คือกลุ่มผู้ป่วยที่

  • อายุมากกว่า 70 ปี
  • มีประวัติเป็นโรคตับ
  • ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
  • เคยมีประวัติครอบครัวเกี่ยวกับโรคทางกล้ามเนื้อมาก่อน

หากผู้ป่วยควรมีประวัติดังข้างต้นนี้ อาจจะต้องปรึกษาแพทย์ หรือต้องลดขนาดยากลุ่มสแตตินลงจากขนาดเดิม เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรงลง

การเกิดปฏิกิริยาของยากลุ่มสแตตินกับยาอื่น

กลุ่มยาสแตตินสามารถเกิดปฏิกิริยากับยาชนิดอื่นได้ อาจส่งผลให้ผลข้างเคียงของยากลุ่มสแตตินมีมากขึ้น เช่น กล้ามเนื้ออักเสบ เป็นต้น

ยาที่เกิดปฏิกิริยากับยากลุ่มสแตติน ได้แก่

  • ยาปฏิชีวนะ และ ยาฆ่าเชื้อราบางชนิด
  • ยารักษาโรคเอดส์
  • ยาวาฟาริน
  • ยาไซโคลสปอริน (ciclosporin) เป็นยากดภูมิคุ้มกัน
  • ดานาซอล (Danazol) ยาฮอร์โมนสังเคราะห์
  • ยาเวอราปามิลและดิลไทเซม (verapamil, diltiazem) เป็นยาสำหรับโรคหลอดเลือดและหัวใจ
  • ยาอมิโอดาโรน (amiodarone) ยารักษาโรคหัวใจ
  • ยาลดไขมันในกลุ่มไฟเบรท

ผลข้างเคียงจากการใช้ยากลุ่มสแตติน

ส่วนมากผลข้างเคียงของยากลุ่มมนี้จะไม่รุนแรง ผู้ป่วยสามารถทนต่อผลข้างเคียงได้ดี โดยผลข้างเคียงหลักที่อาจเกิดขึ้นได้บ่อย ดังนี้

  • เลือดกำเดาไหล
  • เจ็บคอ
  • คัดจมูกหรือน้ำมูกไหล
  • ปวดศรีษะ
  • คลื่นไส้
  • ปัญหาทางระบบย่อยอาหาร เช่น ท้องผูก ท้องเสีย อาหารไม่ย่อย หรือท้องอืด เป็นต้น
  • ปวดข้อและกล้ามเนื้อ
  • ระดับน้ำตาลในเลือดสูง

ผลข้างเคียงที่เกิดได้ไม่บ่อย อาจเกิดขึ้นได้ 1 ใน 100 คนที่ใช้ยา ดังนี้

  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ไม่อยากอาหาร หรือ น้ำหนักเพิ่มขึ้น
  • นอนไม่หลับ หรือ ฝันร้าย
  • วิงเวียนศรีษะ
  • ปลายมือปลายเท้าชา ไม่มีความรู้สึก
  • มีปัญหาทางด้านความจำ
  • ตาพร่าเบลอ
  • ได้ยินเสียงกริ่งในหู
  • ตับหีือตับอ่อนอักเสบ มีอาการคือปวดท้อง มีไข้ อ่อนล้า

ผลข้างเคียงของยาสแตตินทางด้านกล้ามเนื้อ

ยาสแตตินสามารถส่งผลให้เกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อได้ ถ้าผู้ป่วยรู้สึกปวดกล้ามเนื้อ ไม่มีแรง ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที โดยแพทย์จะทำการตรวจเลือด เพื่อหาระดับครีเอติน ไคเนส (creatine kinase ,CK) ซึ่งจะเป็นสารที่หลั่งออกมาในเลือดเมื่อมีกล้ามเนื้ออักเสบหรือถูกทำลาย

ค่าครีเอติน ไคเนส หากมีการตรวจวัดได้เกินกว่า 5 เท่าของค่าปกติ แพทย์อาจสั่งให้หยุดยาสแตติน เมื่อค่าครีเอติน ไคเนส กลับสู่ปกติแพทย์จะแนะนำให้กลับมาใช้ยา แต่ในขนาดที่ต่ำลงกว่าเดิมเพื่อป้องกันการทำลายกล้ามเนื้ออีก

 

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

คำถามเกี่ยวกับยาชนิดนี้? ถามทีมแพทย์ของเราทางออนไลน์เลยค่ะ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

สั่งซื้อยาออนไลน์

เป็นเพื่อนกับเราทาง LINE: "@honestdocs" คุณสามารถสั่งให้เราจัดส่งยาถึงบ้านได้แล้ววันนี้ จัดส่งฟรีด้วย "EMS ทั่วประเทศภายใน 3 วัน หรือค่าบริการส่งตามระยะทางสำหรับการ"ส่งด่วน"ภายใน 24 ชม. ใน กทม. คุณสามารถจ่ายโดยการโอนเงินผ่านทางธนาคาร หมายเหตุ: i) เราไม่ได้เป็นร้านขายยาเอง แต่เราให้ความสะดวกแก่คนไข้โดยมีบริการสั่งซื้อยาจากเภสัชกรแล้วจัดส่งให้แก่ท่าน ii) เราไม่สามารถบริการจัดส่งยาที่อยู่ในกลุ่มยาอันตราย และยาควบคุม (ซึ่งต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น)

เพิ่มเราเป็นเพื่อนทางไลน์