ต้องทำอย่างไรเมื่อสุนัขถูกงูกัด

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 26, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที

ปกติเรามักจะคุ้นชินกับการที่สุนัขกัดกันเอง หรือสุนัขกัดคนโดยเฉพาะบุคลากรในโรงพยาบาลสัตว์ ถึงแม้จะมีความน่ากลัวในเรื่องของคดีความ แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือการปล่อยให้สุนัขไปกัดกับงู ถึงแม้ว่างูในประเทศไทยจะมีอยู่หลากหลายชนิด แต่งูที่มีพิษนั้นเป็นงูที่มีความน่ากลัวที่สุด เพราะถ้าสุนัขไปก่อกวนแล้วถูกงูกัด นั่นอาจหมายถึงชีวิตของสุนัขทันที

งูพิษเป็นสิ่งมีชิวิตที่คร่าชีวิตทั้งสุนัข แมว และ คนหลายร้อยในแต่ละปี ปัจจุบันอัตราการตายของคนที่ถูกงูกัดที่มีการบันทึกไว้ของประเทศไทยอยู่ที่ 9000 คนต่อปี แต่มีอัตราการตายสูงถึง 20 คน ในทางสัตวแพทย์ สุนัขและแมวที่ถูกงูกัดในประเทศไทยไม่ได้มีการถูกบันทึกเอาไว้ แต่แน่นอนว่าแต่ละโรงพยาบาลต้องเคยพบเจอแน่นอนอย่างน้อยปีละ 2-3 เคส ในจำนวนของสัตว์ที่ถูกงูพิษกัดมากมายเหล่านี้ กว่า 50% จะเป็นการกัดที่ไม่ปล่อยพิษ (dry bite) หมายความว่าเป็นการกัดที่มีแผล แต่ไม่มีการหลั่งของพิษงูออกมา ซึ่งไม่มีทางที่จะรู้ว่างูเหล่านั้นจะปล่อยพิษหรือไม่ ซึ่งถึงแม้จะมีวิธีรักษาโดยการใช้เซรุ่มแต่อัตราการตายในประเทศไทยก็ยังสูงอยู่ดี

ชนิดของงูพิษในประเทศไทย

  1. งูเห่า (Cobra)

เป็นงูที่ได้ชื่อว่ามีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก ชอบแผ่แม่เบี้ยเพื่อขู่ก่อนจะโจมตี เป็นงูในกลุ่ม elapidae ซึ่งงูในกลุ่มนี้จะขึ้นชื่อในเรื่องของการทำให้เกิดอาการทางระบบประสาท เช่น กล้ามเนื้อใบหน้ากระตุก กลืนไม่ได้ อาจช็อกหมดสติและมักจะตายด้วยอาการหายใจไม่ได้ เนื่องจากกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจเป็นอัมพาต งูชนิดนี้มีโปรตีนที่เป็นส่วนผสมในพิษงูส่วนใหญ่เป็นสารในกลุ่ม neurotoxin ที่ทำให้เกิดอาการของระบบประสาท แต่ก็มีสารในกลุ่ม cytotoxin และ phospholipase A2 ปริมาณมากด้วยเช่นกัน สารทั้งสองชนิดเป็นพิษต่อเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เมื่อถูกงูเห่ากัดจะเกิดเนื้อตายบริเวณนั้นทันที และหากรักษาไม่ทัน เนื้อตายก็จะค่อยๆลามไปเรื่อยๆ และต้องตัดเนื้อทิ้งในท้ายที่สุด

  1. งูจงอาง (King cobra)

งูจงอางเป็นงูมีพิษที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จัดอยู่ในกลุ่ม elapidae และสามารถแผ่แม่เบี้ยได้เช่นเดียวกับงูเห่า นั่นหมายถึงการออกฤทธิ์เมื่อผู้ป่วยถูกกัดก็จะมีอาการคล้ายกัน คืออาการทางระบบประสาท และเสียชีวิตตามมาได้ หากได้รับปริมาณมากโปรตีนหรือสารพิษที่เป็นองค์ประกอบในพิษงูจงอางนั้นส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มของ neurotoxin เป็นหลัก ส่วน cytotoxin นั้นมีน้อยมาก แต่เมื่อถูกกัดแล้วก็สามารถทำให้เกิดเนื้อตายได้เช่นกัน เพราะมีปริมาณของ phospholipase ที่มากพอสมควร ทั้งงูเห่าและงูจงอางเป็นงูที่ไม่ค่อยพบในเมือง มักพบในดงหญ้าสูงๆหรือในป่ามากกว่า ในกรุงเทพมหานคร จำนวนเคสที่พบว่าถูกงูจงอางกัดนั้นพบได้น้อยมาก

  1. งูสามเหลี่ยม (Banded krait)

งูสามเหลี่ยมถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มของ elapidae เช่นเดียวกับ งูเห่าและงูจงอาง งูชนิดนี้ลักษณะทรงจะคล้ายสามเหลี่ยมแต่มีลายคาดลำตัวสีเหลืองหรือส้มสลับดำ พบได้มากในภาคใต้ของประเทศไทย และในบริเวณที่เป็นป่า หากินในเวลากลางคืนเป็นหลัก

  1. งูทับสมิงคลา (Malayan krait)

เป็นงูที่มีขนาดเล็ก แต่ว่องไว ปราดเปรียว จัดอยู่ในกลุ่ม elapidae เช่นเดียวกัน มีพิษรุนแรง เกี่ยวกับระบบประสาท ลักษณะจะคล้ายงูสามเหลี่ยมแต่ไม่เห็นเป็นสันชัดเจน พบได้มากนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้และภาคตะวันออกของไทย

  1. งูเขียวหางไหม้ (Green pit viper)

เป็นงูในกลุ่ม viperidae ที่พบได้บ่อยมากในตัวเมืองโดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครและปริมาณฑล มีขนาดตัวเล็กมากไม่ถึง 1 เมตร สามารถพบหลักได้ 2 ชนิดคืองูเขียวหางไหม้ท้องเหลือง (white-lipped pit viper) และงูเขียวหางไหม้ตาโต (big-eye pit viper) มีความเป็นพิษต่อระบบหมุนเวียนโลหิต โดยเฉพาะการแข็งตัวของเลือดเป็นหลัก เนื่องจากมีสารในกลุ่ม metalloproteinase ที่มีฤทธิ์ยับยั้งการแข็งตัวของเลือด

  1. งูแมวเซา (Russell’s viper)

เป็นงูสีน้ำตาลขนาดอ้วนป้อมมีลายพาดตามลำตัว หัวเป็นรูปสามเหลี่ยม สีน้ำตาลเข้มคล้ายลูกศร สามารถขู่โดยการใช้เสียงสูดลมหายใจแล้วพ่นออกมาแรงๆ จัดอยู่ในกลุ่ม viperidae โดยลักษณะนิสัยทั่วไปจะเริ่มโจมตีผู้อื่นก่อน พบได้ทั่วทุกภาคของไทย พิษงูมีฤทธิ์ทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน และทำให้การแข็งตัวของเลือดผิดปกติไปได้เช่นเดียวกัน

  1. งูกะปะ (Malayan pit viper)

เป็นงูในกลุ่ม viperidae เช่นเดียวกัน ลักษณะลำตัวเล็ก ยาวไม่ถึง 1 เมตร ลักษณะเด่นคือมีลายรูปสามเหลี่ยมตามข้างลำตัวพบได้ทั่วทุกภาคในไทย นิสัยชอบอยู่นิ่งๆ แต่มีพิษต่อระบบไหลเวียนโลหิตเช่นเดียวกัน

  1. งูทะเล

งูทะเลถูกจัดให้อยู่ในอีกกลุ่มหนึ่งคือ hydrospadidae ซึ่งอาศัยในทะเลเป็นหลัก เป็นงูพิษที่มีฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อ (myotoxic) เป็นหลัก พบได้ไม่มากในประเทศไทย

ทำอย่างไรเมื่อสุนัขถูกงูกัด

  • ตั้งสติก่อน แล้วพยายามหาต้นตอว่างูพิษนั้นคืองูอะไร จับมาให้หมอดูได้ยิ่งดี (แต่อย่าพยายามจับจนตัวเองถูกกัด) ถ้าไม่ทราบ ให้จำรูปพรรณสันฐานคร่าวๆ เช่นสี ลายตามลำตัว เป็นต้น
  • หารอยเขี้ยวของงูว่าอยู่ตำแหน่งไหน อาจมีมากกว่า 1 ตำแหน่งก็เป็นได้
  • การเอาผ้ามารัดในตำแหน่งที่สูงขึ้นมา ไม่สามารถช่วยอะไรได้ เพราะเลือดจะยังสามารถไหลกลับไปสู่ร่างกายได้อยู่ดี ทางที่ดีคือรีบใช้น้ำล้างแผลหรือพิษออกก่อน แล้วรีบพามาส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

การออกฤทธิ์ของพิษงู

พิษงูสามารถออกฤทธิ์ได้ตามองค์ประกอบซึ่งเป็นโปรตีนหลักต่างๆในพิษ โดยพบว่าสามารถทำให้เกิดความเป็นพิษได้หลายระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบประสาท (neurotoxic) ระบบไหลเวียนโลหิต (hematologic) ไตวาย (nephrotoxic) เป็นพิษต่อกล้ามเนื้อ (myotoxic) และทำลายเซลล์ให้เกิดเนื้อตาย (cytotoxic)

การรักษา

โดยทั่วไปการรักษาพิษงูก็คือการใช้เซรุ่มพิษงู นั่นเอง ซึ่งถือเป็นรักษาที่ดีที่สุดในปัจจุบัน พิษงูที่มีจำหน่ายโดยผลิตขึ้นจากสถานเสาวภามีทั้งสิ้น 7 ชนิดด้วยกัน คืองูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม งูทับสมิงคลา งูเขียวหางไหม้ งูแมวเซาและงูกะปะ นอกจากนี้ยังมีพิษงูแบบรวมซึ่งรวมกลุ่มการออกฤทธิ์ด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มที่การออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท (งูเห่า จงอาง สามเหลี่ยม ทับสมิงคลา) และงูที่มีฤทธิ์ต่อระบบไหลเวียนโลหิต (งูเขียวหางไหม้ งูแมวเซาและงูกะปะ) ที่ต้องมีแบบชนิดรวมเนื่องจากในบางครั้งหากเจ้าของไม่สามารถอธิบายลักษณะของงูได้เลย แพทย์หรือสัตวแพทย์ก็จะต้องอาศัยการดูอาการในการเลือกใช้เซรุ่มให้ถูกต้องนั่นเอง

เซรุ่มที่ถูกผลิดขึ้นโดยสภากาชาดไทยในปัจจุบันใช้การผลิตจากเลือดของม้าเป็นหลัก โดยทำการฉีดพิษงูเข้าสู่ม้าแล้วเจาะเลือดเพื่อเก็บมาทำเซรุ่มนั่นเอง ข้อเสียคือเซรุ่มหรือภูมิคุ้มกันจากมีนี้ มีโอกาสที่จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ และมีความคงตัวต่ำ ไม่สามารถเก็บเอาไว้เผื่อได้ บางโรงพยาบาลอาจไม่มีขณะนั้น นอกจากนี้ปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือปัจจุบันมีการค้นพบสายพันธุ์ใหม่ๆของงู ซึ่งในต่างประเทศ แม้กระทั่งงูชนิดเดียวกันอาจจะให้ผลในการรักษาไม่ 100% ก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามในประเทศไทยยังไม่พบรายงานดังกล่าว เช่นกัน

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามสัตวแพทย์ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ