โรคผิวหนังเนื่องจากการแพ้อาหารในแมว

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,644,880 คน

ปฏิกิริยาการแพ้อาหารที่เกิดขึ้นในแมว

ถึงแม้ว่ายังไม่มีใครเข้าใจถึงพยาธิกำเนิดของปฏิกิริยาการแพ้อาหารได้อย่างถ่องแท้ แต่ด้วยปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทันทีทันใดและปฏิกิริยาที่เกิดตามมา ล้วนเกิดจากการตอบรับของภูมิคุ้มกันที่ไวเกิน ปฏิกิริยาจากอาหารที่เกิดกับผิวหนังเป็นปฏิกิริยาที่ไม่เป็นไปตามฤดูกาล เกิดขึ้นจากการกินอาหารที่มีส่วนประกอบในอาหารของสัตว์ ที่ก่อให้เกิดการแพ้จำนวนหนึ่งหรือมากกว่าปฏิกิริยาทางกายภาพคือ อาการคันมาก ส่งผลให้สัตว์มีการเกามากกว่าปกติ

ในอีกแง่หนึ่ง ภูมิแพ้อาหารก็เป็นอีกหนึ่งปฏิกิริยาซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลที่ไม่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน เนื่องจากผลของการดูดซึม การได้รับสารพิษ หรือ การได้รับยา เนื่องจากมันไม่ง่ายที่จะแยกแยะระหว่างปฏิกิริยาด้านภูมิคุ้มกันและแบบขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล การตอบรับต่ออาหารในเชิงลบโดยทั่วไปแล้วจะหมายถึง อาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นจากการได้รับอาหาร

อาการที่พบ

  • การคันที่ร่างกายที่เกิดขึ้นโดยไม่เป็นไปตามฤดูกาล
  • การตอบรับได้ไม่ดีต่อยาแก้อักเสบประเภทกลูโคคอร์ติคอยด์ที่ได้รับคำแนะนำให้ใช้เนื่องจากความไวต่ออาหาร
  • อาเจียน
  • ท้องเสีย
  • เสียงของน้ำย่อย การผายลม และลำไส้มีการเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา
  • เชื้อราที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังชนิดMalasseziaโรคผิวหนังพุทรา (pyoderma)
  • แผ่นกว้างแบน ร่อนออกมาจากผิวหนัง
  • ตุ่มหนอง ที่มีน้ำเหลืองอยู่ข้างใน เนื่องจากการอักเสบของผิวหนัง
  • ผื่นแดง
  • สะเก็ดจากน้ำเหลืองของเลือดหรือน้ำเหลืองที่เกิดขึ้นจากการที่ผิวหนังมีการแตกแยกของบาดแผลหรือตุ่มหนอง
  • การโล้นล้านจากการเกาตัวเอง
  • รอยถลอกหรือการเจ็บระบบที่ผิวหนังเนื่องจากการเกา
  • ผิวหนังมีความหนาคล้ายหนังหรือเปลือกไม้
  • ภาวะผิวหนังมีสีเข้มขึ้นหรือคล้ำขึ้น
  • ลมพิษ ตุ่มบวมหรืออักเสบที่ผิวหนัง
  • ตุ่มนูน รอยทางยาวที่ผิวหนัง
  • โรคผิวหนังอักเสบ ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง
  • บาดแผลที่เกิดจากการเกาที่มากเกินไป

สาเหตุ

  • ปฏิกิริยาของภูมิคุ้มกัน – ผลของการกลืนกินและการแสดงถึงอาการที่ตามมาของไกลโคโปรตีน (สารก่อภูมิแพ้) ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการย่อยแล้ว; การแพ้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่ออาหารได้ผ่านลำไส้ไปแล้ว หรือหลังจากสสารถูกดูดซึม หรืออาจะทั้งสองกรณี
  • ภูมิแพ้อาหาร – ผลจากการกลืนกินอาหารที่มีระดับฮิสตามีน (histamine) ที่สูง ฮิสตามีนเป็นสารเคมีที่เป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ที่เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายสร้างขึ้นเมื่อร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้
  • มีการวิเคราะห์กันว่าปรสิตที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของสัตว์วัยแรกรุ่นหรือการติดเชื้อในลำไส้อาจจะเป็นสาเหตุของการถูกทำลายของเยื่อเมือกที่ลำไส้ มีผลทำให้การดูดซึมของสารก่อภูมิแพ้เกิดความผิดปกติและมีการแพ้ต่อส่วนประกอบบางชนิด

การวินิจฉัย

สัตวแพทย์จะทำการตรวจสอบทั้งทางกายภาพและผิวหนังของแมว โรคผิวหนังที่ไม่มีสาเหตุมาจากอาหารจะถูกตัดออกไป สัตวแพทย์จะทำการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การแปลผลการตรวจเคมีของเลือดการตรวจปัสสาวะและการตรวจเพื่อบอกถึงความสมดุลของเกลือแร่ในเลือด เพื่อตัดความเป็นไปได้อื่น ๆ ที่นำมาซึ่งสาเหตุของโรคคุณจะต้องให้ประวัติสุขภาพของแมวของคุณทั้งหมดให้กับแพทย์ รวมถึงเวลาเริ่มต้นของการแสดงอาการและเหตุการณ์ที่เป็นไปได้ที่อาจจะเป็นสาเหตุของอาการ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางโภชนาการ ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่เพิ่งจะให้ไป ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่ชั่วคราว คุณก็จะต้องแจ้งให้แพทย์ได้ทราบเช่นกัน

คุณจะได้รับการแนะนำให้ใช้วิธีหลีกเลี่ยงอาหารที่สงสัยเพื่อป้องกันอาการไม่พึงประสงค์จากการได้รับอาหาร โดยส่วนมากวิธีนี้จะมีแหล่งของโปรตีน 1 ชนิด และแหล่งของคาร์โบไฮเดรตอีก 1 ชนิด ให้กับแมวที่มีขีดจำกัดเรื่องอาหารหรือไม่เคยมีความเสี่ยงกับอาหารชนิดนั้น ๆ ในการใช้วิธีหลีกเลี่ยงอาหารที่สงสัย คุณจะสามารถเห็นพัฒนาการของการเปลี่ยนแปลงทางโภชนาการภายใน 4 สัปดาห์และอาจจะมีการบรรเทาของอาการได้อย่างช้าที่สุด14 สัปดาห์

มีสองสิ่งที่คุณจะต้องจำไว้ว่าถ้าคุณต้องการเปลี่ยนมาใช้วิธีหลีกเลี่ยงอาหารที่สงสัย: แมวของคุณต้องการแหล่งอาหารที่มีทอรีนเป็นส่วนประกอบ ไม่อย่างนั้นแล้ว มันจะป่วยและตายในที่สุด แมวของคุณนั้นได้รับทอรีนที่เพียงพออยู่แล้วตราบใดที่มันยังได้กินเนื้อสัตว์อยู่ และโดยธรรมชาติแล้ว แมวไม่มีความสามารถที่จะย่อยคาร์โบไฮเดรตในปริมาณมาก ๆ ได้อยู่แล้ว ดังนั้นอาหารที่มีส่วนประกอบหลักเป็นโปรตีน ควรจะมีโปรตีนมากกว่าคาร์โบไฮเดรตประมาณ 90% เลือกแหล่งของโปรตีนที่มีทอรีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ เนื้อไก่ เนื้อปลา หลีกเลี่ยงเนื้อดิบ ที่เป็นแหล่งของแบคทีเรีย เช่น salmonella บางคนยังแนะนำว่าคุณควรจะให้อวัยวะของสัตว์เป็นอาหารแมว เช่น ตับ หัวใจ และอื่น ๆ

ถ้าแมวของคุณมีพัฒนาการที่ดีขึ้นหลังจากใช้วิธีการหลีกเลี่ยงอาหารที่สงสัย ควรมีการทดสอบด้วยอาหารที่เคยให้แต่แรก เพื่อหาสาเหตุและระบุว่าส่วนประกอบใดในอาหารที่เคยให้แต่แรก เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์

วิธีการทดสอบ: ให้อาหารแมวด้วยอาหารเดิมที่เคยให้ ถ้ามีอาการซ้ำอีกครั้งแสดงว่ามีส่วนประกอบในอาหารนั้นที่เป็นสาเหตุของอาการ ระยะการทดสอบควรจะเหมาะสมพอที่จะทำให้อาการกลับมาอีกครั้ง แต่ไม่ควรจะเกิน 10 วัน

ถ้าการทดสอบพิสูจน์ได้มีการปรากฏของอาการไม่พึงสงค์จากการได้รับอาหาร อันดับถัดไปที่ควรจะทำก็คือการทดลองด้วยอาหารที่มีสิ่งกระตุ้น กลับไปที่การหลีกเลี่ยงอาหารที่สงสัย เริ่มด้วยการเพิ่มหนึ่งส่วนประกอบลงในอาหารในแต่ละครั้ง หลังจากที่รอสักระยะหนึ่งแล้วเพื่อรอให้ส่วนประกอบนั้นได้มีพัฒนาการว่าจะออกมาเป็นที่ยอมรับได้หรือไม่พึงประสงค์ ถ้าไม่มีปฏิกิริยาทางกายภาพ ก็ให้เพิ่มอีกส่วนประกอบหนึ่งลงไปในอาหารของแมว และก็อีกครั้งหนึ่งที่คุณควรจำไว้ว่าแมวของคุณต้องการแหล่งอาหารที่มีทอรีน ระยะเวลาในการกระตุ้นในแต่ละส่วนประกอบควรจะอยู่ในช่วงระยะเวลา 10 วัน อาจจะน้อยกว่าถ้ามีการแสดงอาการที่เร็วกว่านั้น เมื่ออาการของการไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น หยุดการให้ส่วนประกอบล่าสุด และรอให้อาการลดลงก่อนที่จะเริ่มใส่ส่วนประกอบถัดไป

ส่วนประกอบเพื่อใช้เป็นสิ่งกระตุ้นควรจะรวมไปถึงผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ต่าง ๆ (เนื้อวัว, เนื้อไก่, เนื้อปลา, เนื้อหมูและเนื้อแกะ) เมล็ดพืชต่าง ๆ จำนวนหนึ่ง(ข้าวโพด, ข้าวสาลี, ถั่วเหลืองและข้าว) ไข่ และผลิตภัณฑ์จากนมต่าง ๆ ผลของการทดสอบจะให้แนวทางในการเลือกซื้ออาหารที่มีขายในท้องตลาด โดยใช้หลักการเตรียมอาหารเหล่านั้นโดยที่ไม่มีส่วนผสมที่อาจจะก่อให้เกิดอาการแพ้

การรักษา

ขณะที่กำลังวินิจฉัยอยู่นั้น ในช่วงระยะเวลาการทดสอบสิ่งกระตุ้น ให้หลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการแพ้สัตวแพทย์จะสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะหรือยาต้านเชื้อราถ้ามีการปรากฏของโรคแทรกซ้อน เช่น โรคผิวหนังอักเสบเป็นหนองหรือรูขุมขนอักเสบจากเชื้อรา

การบริหารและการใช้ชีวิต

ขนม ของเล่นที่ไว้เคี้ยวเล่น วิตามิน และยาที่ต้องใช้การเคี้ยว เช่น ยาป้องกันพยาธิหนอนหัวใจที่อาจมีส่วนผสมจากอาหารก่อนหน้าที่อาการจะเกิด จะต้องถูกกำจัดให้หมด แน่ใจได้ว่าคุณได้อ่านฉลากระบุส่วนผสมอย่างละเอียดถี่ถ้วน ถ้าแมวของคุณใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกบ้าน คุณจะต้องสร้างบริเวณปิดขึ้นมาไว้กักตัวมัน เพื่อป้องกันการออกไปหาหรือไล่ล่าอาหาร หรือคุณอาจจะต้องพิจารณาว่าคุณสมควรจะเลี้ยงให้แมวอยู่ในบ้านสักระยะหนึ่ง อย่างน้อยก็ในช่วงระยะทดสอบการแพ้ สมาชิกในบ้านทุกคนจะต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นในช่วงนี้ รวมทั้งช่วยทำให้โภชนาการของแมวสะอาดและปราศจากแหล่งอาหารอื่น ๆ ความร่วมมือจากทุกคนจึงเป็นสิ่งสำคัญมากในการรักษาอาการผิดปกตินี้

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามสัตวแพทย์ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งคำถาม