Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS
มะเร็งและโรคร้าย

โรคมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา (Skin cancer: Melanoma)

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 16 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,736,913 คน

โรคมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา (Skin cancer: Melanoma)

melanoma เมลาโนมาเป็นมะเร็งผิวหนังชนิดหนึ่งที่มักเปลี่ยนแปลงมาจากไฝตามร่างกายของคุณ หรือเป็นไฝตุ่มใหม่ที่มีลักษณะผิดปกติไปทั้งรูปลักษณ์ สี และอาการคันหรือเจ็บปวด หากได้รับการวินิจฉัยไวจะสามารถทำการผ่าตัดเพื่อกำจัดและลดโอกาสการแพร่กระจายได้

เมลาโนมา (Melanoma) เป็นมะเร็งผิวหนังชนิดหนึ่งที่สามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกายได้

โฆษณาจาก HonestDocs
กรนดัง ง่วงระหว่างวัน ปวดหัวตอนตื่น อาจต้องตรวจการนอนหลับ 😳 .

เราจัดดีลตรวจการนอนหลับมาลดราคาให้ 30-50% 💪🏻 เริ่มต้นเพียง 1950 บาท เท่านั้น

%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9ainternal ad

อาการแสดงที่พบได้บ่อยที่สุดของมะเร็งชนิดดังกล่าว คือ การปรากฏขึ้นของไฝตำแหน่งใหม่หรือการเปลี่ยนแปลงของไฝที่มีอยู่ตามร่างกาย เหตุการณ์นี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ในร่างกาย แต่ผิวหนังด้านหลังขา หลังแขน และใบหน้าจะเป็นบริเวณที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

กรณีส่วนใหญ่ มะเร็งเมลาโนมาจะมีขอบเขตที่ผิดปกติและมีสีมากกว่าหนึ่งสีไม่เหมือนกับไฝทั่วไป และยังอาจมีขนาดใหญ่กว่าไฝปกติ และบางครั้งอาจมีอาการคันร่วมด้วย หรือมีเลือดออก

"หลักการตรวจ ABCDE" ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อบ่งบอกความแตกต่างระหว่างไฝปกติกับมะเร็งผิวหนัง

บทความนี้จะกล่าวครอบคลุมเนื้อหาของมะเร็งเมลาโนมากระจายตามผิว (Superficial spreading melanoma) ซึ่งเป็นชนิดของมะเร็งผิวหนังเมลาโนมาที่พบได้บ่อยที่สุด คิดเป็นประมาณ 70% ของกรณีผู้ป่วยทั้งหมด

ส่วนรายละเอียดของชนิดมะเร็งเมลาโนมาอื่น ๆ มีดังนี้

มะเร็งเมลาโนมาชนิดตุ่มนูน (Nodular melanoma)

เนื้องอกชนิดดังกล่าวเป็นชนิดมะเร็งเมลาโนมาที่เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว พบบ่อยในผู้ป่วยวัยกลางคน มะเร็งอาจไม่ได้พัฒนาจากไฝที่มีอยู่บนผิวหนัง และสามารถเกิดขึ้นได้ในบริเวณผิวที่ไม่ได้รับแสงแดดเป็นประจำได้ด้วย

โฆษณาจาก HonestDocs
กรนดัง ง่วงระหว่างวัน ปวดหัวตอนตื่น อาจต้องตรวจการนอนหลับ 😳 .

เราจัดดีลตรวจการนอนหลับมาลดราคาให้ 30-50% 💪🏻 เริ่มต้นเพียง 1950 บาท เท่านั้น

%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9ainternal ad

มะเร็งเมลาโนมาชนิดเลนทิโก มาลิกนา (Lentigo maligna melanoma)

มะเร็งเมลาโนมาชนิดดังกล่าวมักเกิดขึ้นในวัยผู้สูงอายุและผู้ที่ทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน โดยปกติจะเกิดขึ้นบริเวณใบหน้า และมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างช้า  ๆ เป็นเวลากว่าหลายปี

มะเร็งเมลาโนมาตามมือและเท้า (Acral lentiginous melanoma)

มะเร็งเมลาโนมาชนิดดังกล่าวเป็นชนิดที่พบได้น้อยมาก โดยมักจะปรากฏบนฝ่ามือและฝ่าเท้า หรือเล็บของนิ้วโป้งเท้า นี่เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดของเนื้องอกเมลาโนมาในผู้ที่มีผิวคล้ำ

สาเหตุของมะเร็งเมลาโนมา

มะเร็งเมลาโนมาเกิดขึ้นเมื่อเซลล์บางส่วนในผิวหนังเริ่มมีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ โดยมีแนวคิดที่ว่ามะเร็งเกิดจากการสัมผัสกับแสงอัลตราไวโอเลต (UV) ไม่ว่าจะเป็นจากแหล่งธรรมชาติหรือสังเคราะห์ขึ้นอาจมีความสัมพันธ์กัน

ปัจจัยบางสิ่งบางอย่างสามารถเพิ่มโอกาสของการเกิดโรคมะเร็งเมลาโนมาได้ เช่น:

  • การมีไฝหรือกระจำนวนมาก
  • มีผิวซีดที่ไหม้แดดได้ง่าย
  • มีผมสีแดงหรือสีบลอนด์
  • สมาชิกในครอบครัวเคยเป็นโรคมะเร็งเมลาโนมามาก่อน

การวินิจฉัยมะเร็งเมลาโนมา

เข้าพบแพทย์ประจำตัวของคุณทันที หากคุณสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของไฝของคุณ แพทย์ประจำตัวของคุณจะส่งต่อคุณไปที่คลินิกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือโรงพยาบาลที่ใหญ่ขึ้นหากพวกเขาคิดว่าคุณมีก้อนมะเร็งเมลาโนมา

ส่วนใหญ่ ก้อนไฝที่คาดว่าเป็นมะเร็งจะถูกกำจัดออกด้วยการผ่าตัด และนำมาตรวจสอบว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ กระบวนการนี้เรียกว่า การตรวจชิ้นเนื้อ

โฆษณาจาก HonestDocs
กรนดัง ง่วงระหว่างวัน ปวดหัวตอนตื่น อาจต้องตรวจการนอนหลับ 😳 .

เราจัดดีลตรวจการนอนหลับมาลดราคาให้ 30-50% 💪🏻 เริ่มต้นเพียง 1950 บาท เท่านั้น

%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9ainternal ad

นอกจากนี้ คุณยังได้รับการตรวจเพิ่มเติมอื่น ๆ เพื่อตรวจสอบว่าเนื้องอกได้แพร่กระจายไปที่อื่นในร่างกายของคุณหรือไม่ ซึ่งเรียกว่า การตัดชิ้นเนื้อจากต่อมน้ำเหลืองเซนติเนล (Sentinel node biopsy)

การรักษามะเร็งเมลาโนมา

การรักษาหลักสำหรับมะเร็งเมลาโนมา คือ การผ่าตัด แม้ว่าการรักษาส่วนใหญ่ของคุณจะขึ้นอยู่กับสภาวะโรคของคุณ

หากได้รับการวินิจฉัยและสามารถเริ่มทำการรักษาเมลาโนโนมาในระยะเริ่มแรก การผ่าตัดมักจะประสบความสำเร็จด้วยดี

แต่หากไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งได้ทันท่วงที และมะเร็งอยู่ในระยะขั้นสูงหรือลุกลามแล้ว การรักษาส่วนใหญ่จะทำเพื่อชะลอการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งและลดอาการที่อาจเกิดขึ้น โดยมักจะเกี่ยวข้องกับการใช้ยา เช่น เคมีบำบัด

หากคุณเป็นโรคมะเร็งเมลาโนมา มีโอกาสที่อาจจะกลับมาเป็นซ้ำ ความเสี่ยงนี้จะเพิ่มขึ้นหากมะเร็งของคุณอยู่ในระยะแพร่กระจาย และมีอาการที่รุนแรง

หากทีมแพทย์ผู้ดูแลโรคมะเร็งของคุณรู้สึกว่าคุณมีความเสี่ยงต่อการกลับมาเป็นซ้ำของโรคมะเร็งเมลาโนมา คุณอาจต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำเพื่อตรวจสภาวะดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ คุณยังจะถูกสอนวิธีการตรวจสอบผิวและการคลำต่อมน้ำเหลืองเบื้องต้นเพื่อช่วยตรวจหามะเร็งเมลาโนมาที่อาจกลับมาเป็นซ้ำด้วยตนเอง

โรคมะเร็งเมลาโนมาสามารถเกิดกับใครได้บ้าง

มากกว่าหนึ่งในสี่ของผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งเมลาโนมามีอายุต่ำกว่า 50 ปี ซึ่งแตกต่างกับมะเร็งชนิดอื่น ๆ ที่ส่วนใหญ่จะพบในวัยสูงอายุกว่านั้น นอกจากนี้ มักพบในกลุ่มคนขาวมากขึ้นเนื่องจากชอบสัมผัสกับรังสีอัลตราไวโอเลตที่เพิ่มขึ้นจากดวงอาทิตย์ด้วยการนอนบนเตียงอาบแดด

การป้องกันโรคมะเร็งเมลาโนมา

ไม่มีวิธีที่สามารถป้องกันโรคมะเร็งเมลาโนมาได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่คุณสามารถลดโอกาสในการเกิดโรคดังกล่าวได้ด้วยการลดการสัมผัสรังสียูวี

คุณสามารถป้องกันตัวเองจากผลกระทบจากแสงแดดได้โดยการทาครีมกันแดด และสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสมภายใต้กิจกรรมกลางแดด ควรหลีกเลี่ยงเตียงอาบแดดในร่มและการออกแดดจัดเป็นเวลานาน

การตรวจสอบเม็ดไฝและกระตามร่างกายของคุณเป็นประจำ จะช่วยนำไปสู่การวินิจฉัยโรคที่เร็วขึ้นและเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการรักษา

อาการของโรคมะเร็งเมลาโนมา

อาการแสดงแรกของมะเร็งดังกล่าวมักเป็นไฝตุ่มใหม่หรือมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะของตุ่มไฝที่มีอยู่บนผิวหนัง

ไฝปกติจะมีลักษณะกลมหรือรูปไข่ มีขอบเรียบ และเส้นผ่านศูนย์กลางไม่ใหญ่กว่า 6 มม. (1/4 นิ้ว)

ให้เข้าพบแพทย์ประจำตัวของคุณโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ถ้าคุณสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของไฝ ฝ้า หรือกระบนผิวหนังของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือน

อาการแสดงที่ควรสังเกตว่าผิดปกติคือ ไฝเหล่านั้น:

  • ขนาดใหญ่โตขึ้น
  • เปลี่ยนรูปร่าง
  • เปลี่ยนสี
  • มีเลือดออกหรือมีเกล็ดเลือดคลุม
  • คันหรือเจ็บปวด

หนึ่งในหลักการที่เป็นประโยชน์ในการบอกความแตกต่างระหว่างไฝปกติกับก้อนมะเร็งเมลาโนมา คือ รายการตรวจสอบ ABCDE:

  • Asymmetry (อสมมาตร) - รูปร่างของก้อนมะเร็งจะไม่สามารถพับทบกันได้สนิทและมีรูปร่างขอบเขตไม่สม่ำเสมอ
  • Border (ขอบเขต) - ขอบเขตของมะเร็งเมลาโลมาจะเป็นรอยบากหรือรอยหยัก
  • Colour (สี) - ก้อนมะเร็งเมลาโนมาจะมีสีผสมกันตั้งแต่ 2 สีขึ้นไป
  • Diameter (เส้นผ่านศูนย์กลาง) - ก้อนมะเร็งเมลาโนมาจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 6 มิลลิเมตร (1/4 นิ้ว)
  • Enlargement / Elevation (การขยายขนาดหรือการยกนูน) - ไฝที่มีการเปลี่ยนแปลงขนาดตามเวลามีแนวโน้มที่จะเป็นมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา

มะเร็งเมลาโนมาสามารถปรากฏขึ้นที่ใดก็ได้ในร่างกายของคุณ แต่ส่วนใหญ่มักปรากฏที่หลัง แขน ขา และใบหน้า บางครั้งพวกเขาอาจเกิดขึ้นที่ผิวหนังใต้เล็บก็เป็นได้

ในกรณีที่พบไม่ค่อยบ่อยนัก โรคมะเร็งเมลาโนมาสามารถเกิดขึ้นในตาได้ การสังเกตเห็นจุดดำหรือปัญหาการมองเห็นอาจเป็นสัญญาณที่บงบ่อกถึงโรคมะเร็งดังกล่าว แม้ว่าโดยทั่วไปมะเร็งเมลาโนมาที่ตามักจะได้รับการวินิจฉัยระหว่างการตรวจตาตามปกติ

สาเหตุของโรคมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา

มะเร็งผิวหนังส่วนใหญ่เกิดจากรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) เข้าไปทำลายดีเอ็นเอในเซลล์ผิวหนัง แหล่งที่มาของรังสียูวีที่สำคัญ คือ แสงแดด

แสงแดดมีรังสียูวี 3 ประเภท ได้แก่:

  • รังสีอัลตราไวโอเลตชนิด A (UVA)
  • รังสีอัลตราไวโอเลตชนิด B (UVB)
  • รังสีอัลตราไวโอเลตชนิด C (UVC)

รังสีอัลตราไวโอเลตชนิด C จะถูกกรองออกด้วยชั้นบรรยากาศของโลกอยู่แล้ว แต่สำหรับรังสีอัลตราไวโอเลตชนิด A และ B จะก่อให้เกิดความเสียหายสะสมในเซลล์ผิวหนัง ทำให้มีโอกาสเกิดมะเร็งผิวหนังมากขึ้น รังสีอัลตราไวโอเลตชนิด B เป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา

แหล่งที่มาของแสงสังเคราะห์ เช่น แสงจากหลอดไฟและเตียงอาบแดด  ยังสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังเมลาโนมาได้อีกด้วย

การถูกแดดเผาซ้ำ ๆ ไม่ว่าจะโดยแสงแดดหรือแหล่งแสงสังเคราะห์จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเมลาโนมาขึ้นในมนุษย์ทุกเพศทุกวัย

ไฝ

คุณมีความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งเมลาโนมาเพิ่มขึ้นหากคุณมีไฝจำนวนมากในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไฝนั้นมีขนาดใหญ่มากกว่า 5 มิลลิเมตร หรือมีลักษณะผิดปกติ

การมีไฝอย่างน้อยหนึ่งตุ่มที่มีรูปร่างที่ผิดปกติหรือมีขนาดใหญ่กว่าปกติ สามารถเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งเมลาโนมาขึ้นประมาณ 60%

ด้วยเหตุนี้ การตรวจสอบตุ่มไฝถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญควบคู่ไปกับการป้องกันไม่ให้ไฝเหล่านั้นโดนแสงแดดโดยตรง

ประวัติครอบครัว

การวิจัยชี้ให้เห็นว่าหากคุณมีญาติสายตรงอย่างน้อย 2 คน ที่เป็นโรคมะเร็งผิวหนังชนิดไม่ใช่เมลาโนมา อาจทำให้โอกาสในการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังของคุณเพิ่มขึ้นได้

ปัจจัยเสี่ยงสำหรับมะเร็งเมลาโนมา

ปัจจัยบางสิ่งบางอย่างอาจเพิ่มโอกาสในการเกิดโรคมะเร็งเมลาโนมาทุกประเภท ได้แก่:

  • ผิวขาวซีด คล้ำลงได้ยาก
  • มีผมสีแดงหรือสีบลอนด์
  • ดวงตาสีฟ้า
  • อายุที่มากขึ้น
  • มีกระจำนวนมาก
  • มีผิวหนังส่วนที่ถูกทำลายด้วยการไหม้แดด หรือได้รับการฉายรังสีรักษา
  • ระบบภูมิคุ้มกันของคุณบกพร่อง เช่น การติดเชื้อเอชไอวี
  • การใช้ยาลดระบบภูมิคุ้มกัน (immunosuppressants) ซึ่งมักใช้หลังจากปลูกถ่ายอวัยวะ
  • การสัมผัสกับสารเคมีบางประเภท เช่น น้ำมันครีโอโสทและสารหนู
  • ได้รับวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งผิวหนังมาก่อนหน้านี้

การวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา

การวินิจฉัยโรคมะเร็งเมลาโนมามักจะเริ่มต้นด้วยการตรวจผิวของคุณ แพทย์ประจำตัวของคุณจะส่งต่อคุณไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหากสงสัยว่าบริเวณดังกล่าวอาจเป็นก้อนมะเร็งเมลาโนมาจริง ๆ

แพทย์บางคนอาจถ่ายภาพดิจิตอลของเนื้องอกที่น่าสงสัยเพื่อให้พวกเขาสามารถส่งอีเมลไปปรึกษายังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการประเมินล่วงหน้าได้

เนื่องจากโรคมะเร็งเมลาโนมาเป็นภาวะที่พบได้ค่อนข้างน้อย แพทย์ทั่วไปส่วนใหญ่จะพบกรณีผู้ป่วยดังกล่าวน้อยมาก เฉลี่ยหนึ่งคนต่อหลายปี จึงเป็นสิ่งสำคัญในการตรวจสอบไฝของคุณเองอย่างสม่ำเสมอและกลับไปพบแพทย์ประจำตัวของคุณ หากคุณสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงใด ๆ การถ่ายภาพเพื่อบันทึกการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจะช่วยในการวินิจฉัยให้ง่ายขึ้นได้มาก

การเข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

คุณจะถูกส่งตัวไปยังที่แผนกโรคผิวหนังหรือโรงพยาบาลขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อทำการทดสอบต่อไป หากสงสัยว่าบริเวณนั้นอาจเป็นมะเร็งเมลาโนมา คุณควรเข้าพบผู้เชี่ยวชาญภายในสองสัปดาห์หลังจากที่ได้รับการส่งตัวเพื่อประโยชน์ของตัวคุณเอง

แพทย์ผิวหนังหรือศัลยแพทย์พลาสติกจะตรวจสอบไฝตำแหน่งดังกล่าวและส่วนที่เหลือบนผิวหนังของคุณ นอกจากนี้ ยังอาจทำการผ่าตัดเล็ก ๆ เพื่อกำจัดชิ้นไฝออกและส่งทำการตรวจชิ้นเนื้อ (biopsy) เพื่อตรวจสอบว่าไฝตำแหน่งดังกล่าวเป็นมะเร็งหรือไม่ การตรวจชิ้นเนื้อมักจะดำเนินการภายใต้ยาชาเฉพาะที่ซึ่งหมายความว่าบริเวณรอบ ๆ ไฝของคุณจะมีอาการชาและคุณจะไม่รู้สึกเจ็บปวดใด ๆ

หากผลการตรวจได้ยืนยันว่าตำแหน่งนั้นเป็นโรคมะเร็งจริง คุณมักจะต้องได้รับการผ่าตัดเพิ่มเติมโดยศัลยแพทย์พลาสติกเพื่อกำจัดส่วนของผิวหนังให้กว้างขึ้น

การตรวจเพิ่มเติม

การตรวจเพิ่มเติมจำเป็นต้องทำ หากแพทย์กังวลว่าโรคมะเร็งได้แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น กระดูกหรือเข้าสู่กระแสเลือดของคุณ

การตัดชิ้นเนื้อจากต่อมน้ำเหลืองเซนติเนล (Sentinel node biopsy)

ถ้าเซลล์มะเร็งเมลาโนมาจะเริ่มแพร่กระจาย เซลล์กลุ่มดังกล่าวมักจะเริ่มแพร่กระจายผ่านทางช่องทางใต้ผิวหนัง ที่เรียกว่าท่อน้ำเหลือง ไปยังต่อมน้ำเหลืองกลุ่มที่ใกล้มากที่สุดซึ่งมีชื่อว่า ต่อมน้ำเหลืองเซนติเนล ต่อมน้ำเหลืองเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำหน้าที่ช่วยกำจัดแบคทีเรียและอนุภาคที่ไม่พึงประสงค์ออกจากร่างกาย

การตัดตรวจชิ้นเนื้อต่อมน้ำเหลืองเซนติเนล เป็นการทดสอบเพื่อตรวจสอบว่าเซลล์มะเร็งเมลาโนมาจำนวนหนึ่งซึ่งมากพอที่จะมองเห็นด้วยกล้องจุลทรรศน์แต่จำนวนน้อยเกินจะปรากฏในการเอ็กซเรย์หรือการสแกนอื่น ๆ นั้น ได้แพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองแล้วหรือไม่ โดยปกติศัลยแพทย์พลาสติกผู้เชี่ยวชาญจะทำการผ่าตัดใหญ่เพื่อทำกระบวนการดังกล่าว ขณะที่คุณอยู่ภายใต้การดมยาสลบภายในห้องผ่าตัด

สารผสมระหว่างสีย้อมสีฟ้ากับสารเคมีกัมมันตภาพรังสีชนิดอ่อนจะถูกฉีดเข้าไปรอบ ๆ รอยแผลของคุณ กระบวนการนี้มักจะทำก่อนที่จะกำจัดผิวหนังของคุณให้กว้างขึ้นเพียงเวลาไม่นาน สารผสมที่ฉีดเข้าไปนั้นจะตามรอยของผิวหนังไปเช่นเดียวกับเซลล์มะเร็งเมลาโนมาเคยเดินทางไป

ต่อมน้ำเหลืองแรกที่เซลล์มะเร็งจะเดินทางถึงมีชื่อว่า ต่อมน้ำเหลืองเซนติเนล (sentinel lymph node) ศัลยแพทย์สามารถชี้ตำแหน่งต่อมกลุ่มดังกล่าวและกำจัดทิ้ง โดยปล่อยต่อมน้ำเหลืองส่วนอื่น ๆ ทำหน้าที่ต่อไปได้ จากนั้น ต่อมน้ำเหลืองที่ถูกตัดออกมา จะนำไปตรวจความผิดปกติด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อค้นหาเซลล์เนื้องอกซึ่งกระบวนการนี้อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์

หากต่อมน้ำเหลืองเซนติเนลไม่พบเซลล์มะเร็งเมลาโนมาอยู่ภายใน ก็แสดงว่ามีแนวโน้มน้อยมากที่ต่อมน้ำเหลืองอื่น ๆ จะได้รับผลกระทบ และในทางกลับกันหากเซลล์มะเร็งเมลาโนมาได้แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองใด ๆ แล้วก็มีแนวโน้มที่จะแพร่กระจายไปที่อื่นของร่างกายได้เช่นกัน

หากพบเซลล์มะเร็งเมลาโนมาอยู่ในต่อมน้ำเหลืองเซนติเนล ก็หมายความว่ามีความเสี่ยงที่ต่อมน้ำเหลืองอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกันจะมีเซลล์มะเร็งดังกล่าวเช่นเดียวกัน

ศัลยแพทย์ของคุณจะแจ้งและทำการปรึกษาถึงข้อดี ข้อเสียของการตัดชิ้นเนื้อจากต่อมน้ำเหลืองเซนติเนลก่อนคุณจะยอมรับกระบวนการผ่าตัดดังกล่าว การตัดตรวจชิ้นเนื้อดังกล่าวไม่ได้มีจุดประสงค์และไม่สามารถรักษาโรคมะเร็งเมลาโนมาให้หายขาด แต่ใช้ในการตรวจสอบแนวโน้มและพฤติกรรมของโรคของคุณ

อาจมีการผ่าตัดเพิ่มเติมเพื่อกำจัดต่อมน้ำหลืองที่เหลืออยู่ในกลุ่มเดียวกัน กระบวนการนี้เป็นที่รู้จักกันว่าเป็น การผ่าตัดกำจัดต่อมน้ำเหลืองทั้งหมด (lymph node dissection / completion lymphadenectomy)

การตรวจทดสอบอื่น ๆ ที่คุณอาจได้ทำ ได้แก่

  • การสแกนด้วยระบบเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT)
  • การถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือเอ็มอาร์ไอ (MRI)
  • การสแกนชนิดเพท-ซีที (PET)
  • การตรวจเลือด

การรักษาโรคมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา

ระยะของเนื้องอก

บุคลากรทางการแพทย์จะใช้ระยะเพื่ออธิบายถึงความหนาของก้อนเนื้องอกว่าเติบโตในผิวหนังคุณลึกหรือไกลเพียงใด และอธิบายว่าจะมีการแพร่กระจายแล้วหรือไม่ ประเภทของทางเลือกการรักษาที่คุณได้รับจะขึ้นอยู่กับระยะของโรคมะเร็งเมลาโนมาว่าอยู่ในขั้นใด

ระยะโรคมะเร็งเมลาโนมาสามารถแบ่งได้ ดังนี้

  • ระยะ 0 - มะเร็งผิวหนังอยู่บนผิวนอกสุดของผิวหนัง
  • ระยะ 1A - เนื้องอกมีความหนาน้อยกว่า 1 มม.
  • ระยะ 1B - เนื้องอกมีความหนาประมาณ 1-2 มิลลิเมตร หรือก้อนเนื้องอกที่มีความหนาน้อยกว่า 1 มิลลิเมตรแต่มีส่วนของผิวหนังที่ฉีกขาดเป็นรอยแผล หรือเซลล์ทำการแบ่งตัวเร็วกว่าปกติ (Mitotic activity)
  • ระยะ 2A - เนื้องอกมีความหนาประมาณ 2-4 มิลลิเมตร หรือมีเนื้องอกหนา 1-2 มิลลิเมตรแต่ส่วนของผิวหนังฉีกขาดเป็นรอยแผล
  • ระยะ 2B - เนื้องอกมีความหนามากกว่า 4 มิลลิเมตร หรือก้อนเมลาโนมาหนา 2-4 มิลลิเมตรแต่ส่วนของผิวหนังฉีกขาดเป็นรอยแผล
  • ระยะ 2C - เนื้องอกมีความหนามากกว่า 4 มิลลิเมตรและส่วนของผิวหนังฉีกขาดเป็นรอยแผล
  • ระยะ 3A - เนื้องอกที่แพร่กระจายออกไปถึง 1 ถึง 3 ต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียง แต่ยังไม่พบอาการต่อมน้ำเหลืองโต และก้อนเนื้องอกเมลาโนมาไม่ได้ฉีกขาดเป็นแผล และยังไม่แพร่กระจายไปไกลเกินกว่านั้น
  • ระยะ 3B - ก้อนเนื้องอกเมลาโนมาฉีกขาดเป็นแผลและแพร่กระจายไปยัง 1 ถึง 3 ต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียง แต่ยังไม่พบอาการต่อมน้ำเหลืองโต หรือก้อนเนื้องอกเมลาโนมายังไม่เป็นแผลแต่แพร่กระจายไปยัง 1 ถึง 3 ต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียงร่วมกับอาการต่อมน้ำเหลืองโต หรือก้อนเนื้องอกได้แพร่กระจายไปยังพื้นที่ผิวหนังเล็ก ๆ หรือท่อน้ำเหลืองแล้ว แต่ยังไม่ถึงต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียง
  • ระยะ 3C - ก้อนเมลาโนมาฉีกขาดเป็นแผลและแพร่กระจายไปยัง 1 ถึง 3 ต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียงและพบอาการต่อมน้ำเหลืองโต หรือมะเร็งเมลาโนมา ได้แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียง 4 ต่อมหรือมากกว่า
  • ระยะ 4 - เซลล์มะเร็งผิวหนังเมลาโนมาได้แพร่กระจายไปยังบริเวณอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น ปอด สมอง หรือส่วนอื่น ๆ ของผิวหนัง

ก้อนมะเร็งเมลาโนมาในระยะที่ 1

การรักษาเนื้องอกในระยะที่ 1 มักทำโดยการผ่าตัดเอาเนื้องอกออกและกำจัดผิวหนังบริเวณรอบ ๆ ออกไปเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อการผ่าตัดกำจัดเฉพาะส่วนก้อนมะเร็ง (Surgical local excision)

การผ่าตัดกำจัดเฉพาะส่วนก้อนมะเร็งโดยปกติจะดำเนินการภายใต้ยาชาเฉพาะที่ ซึ่งหมายความว่าคุณจะมีสติอยู่ตามเดิม แต่บริเวณรอบเนื้องอกจะมีอาการชาดังนั้นคุณจะไม่รู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใด ในบางกรณี ก็อาจจำเป็นต้องทำการดมยาสลบซึ่งหมายความว่าคุณจะหลับระหว่างขั้นตอนการผ่าตัดดังกล่าว

หากการผ่าตัดกำจัดเฉพาะส่วนก้อนมะเร็งมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดแผลเป็นที่มองเห็นชัด ก็อาจจะทำร่วมกับการปลูกถ่ายผิวหนัง (Skin graft) ร่วมด้วย การปลูกถ่ายผิวหนัง คือ การตัดนำเอาผิวที่มีสุขภาพดีซึ่งปกติจะนำมาจากส่วนอื่น ๆ ของร่างกายของคุณที่ไม่สามารถมองเห็นจากภายนอก เช่น ผิวหนังจากหลัง จากนั้นก็นำมาเชื่อมต่อหรือทาบเข้ากับพื้นที่ที่ถูกทำการผ่าตัดกำจัดออกไป การปลูกถ่ายผิวหนังจะใช้ก็ต่อเมื่อเมื่อพื้นที่ผิวที่ถูกกำจัดออกมีขนาดใหญ่เกินไปที่จะปิดโดยใช้วิธีการโยกผิวหนังมาจากบริเวณข้างเคียง

เมื่อก้อนมะเร็งเมลาโนมาถูกกำจัดออกแล้ว ก็มีโอกาสน้อยมากที่มันจะกลับมาเป็นซ้ำและไม่จำเป็นต้องมีการรักษาต่อไป แต่คุณอาจจะถูกขอให้มาพบแพทย์ตามการนัดหมายเพื่อติดตามผลเรื่อย ๆ หลังออกจากโรงพยาบาล

มะเร็งเมลาโนมาในระยะ 2 และ 3

เช่นเดียวกับเมลาโนมาในระยะที่ 1 ผิวหนังที่ได้รับผลกระทบจะถูกผ่าตัดกำจัดออก ผิวที่เหลือจะถูกเย็บปิดเข้าหากันโดยตรง หรืออาจมีการปลูกถ่ายผิวหนัง หรือการโยกผิวหนังจากบริเวณข้างเคียงหากจำเป็น

การตัดชิ้นเนื้อจากต่อมน้ำเหลืองเซนติเนล

แพทย์จะทำการปรึกษาหารือกับคุณเกี่ยวกับทางเลือกการตัดชิ้นเนื้อจากต่อมน้ำเหลืองเซนติเนล เพราะปกติจะไม่ใช่ขั้นตอนที่ถือว่าจำเป็นกับผู้ป่วยทุกราย ข้อดีคือ หากคุณตัดสินใจที่จะดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว และผลการตรวจไม่พบการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียง ก็วางใจได้ว่ามะเร็งเมลาโนมานั้นก็ไม่ได้มีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวและไม่น่ามีปัญหาอะไรตามมา

แต่หากการตรวจยืนยันว่าเซลล์มะเร็งเมลาโนมาได้แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงแล้ว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญของคุณจะปรึกษากับคุณว่าจะต้องมีการผ่าตัดเพิ่มเติมอีกหรือไม่ การผ่าตัดเพิ่มเติมจะทำเพื่อการตัดต่อมน้ำเหลืองที่เหลือหรือที่รู้จักกันในชื่อว่า การผ่าตัดกำจัดต่อมน้ำเหลืองทั้งหมด (Complete lymphadenectomy)

ต่อมน้ำเหลือง

ถ้ามะเร็งผิวหนังได้แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียง คุณอาจต้องทำการผ่าตัดเพิ่มเติมอีกเพื่อกำจัดต่อมน้ำเหลืองอื่น ๆ แพทย์ของคุณจะทำการคลำต่อมน้ำเหลืองของคุณว่าบวมโตหรือไม่ และการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งผิวหนังมักจะได้รับการยืนยันโดยการเจาะดูดเซลล์เพื่อตรวจชิ้นเนื้อ การผ่าตัดกำจัดต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับผลกระทบจะทำโดยการผ่าตัดที่เรียกว่า การเลาะกำจัดกลุ่มต่อมน้ำเหลือง (Block dissection) โดยดำเนินการภายใต้การดมยาสลบ

ในขณะที่ศัลยแพทย์พยายามอย่างยิ่งเพื่อให้ส่วนที่เหลือของระบบน้ำเหลืองของคุณสามารถทำงานได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม มีความเสี่ยงที่การผ่าตัดกำจัดต่อมน้ำหลืองจะทำลายระบบน้ำเหลืองที่นำไปสู่การสะสมของของเหลวในแขนขาของคุณซึ่งเรียกว่า ภาวะบวมน้ำเหลือง (Lymphoedema)

การติดตามผลการรักษา

เมื่อก้อนมะเร็งเมลาโนมาถูกกำจัดออกแล้ว คุณจะต้องมาตามนัดหมายติดตามผลเพื่อตรวจสอบว่าคุณกำลังฟื้นตัวได้ดีหรือไม่ และมองหาสัญญาณใดที่บ่งบอกว่าเมลาโนมาอาจกลับมาเป็นซ้ำอีก

คุณอาจได้รับการรักษาเพิ่มเติมเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เมลาโนมากลับมาเป็นซ้ำ การรักษาเหล่านี้เรียกว่าการรักษาแบบเสริม (Adjuvant treatment) ไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าการรักษาแบบเสริมดังกล่าวจะช่วยป้องกันไม่ให้เมลาโนมาไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำได้หรือไม่ ดังนั้นการรักษาแบบเสริมจึงยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทดลองทางคลินิกเท่านั้น

มะเร็งเมลาโนมาในระยะ 4

อาจไม่สามารถรักษามะเร็งผิวหนังเมลาโนมาให้หายขาดได้ หาก:

  • ถูกวินิจฉัยว่าโรคมะเร็งอยู่ในระยะสูงสุด
  • กระจายไปยังอีกส่วนอื่นของร่างกายของคุณแล้ว (Metastasis)
  • กลับมาเป็นซ้ำในส่วนอื่นของร่างกายหลังได้รับการรักษา (Recurrent)

การรักษาสามารถทำได้ด้วยจุดประสงค์ว่าการรักษาดังกล่าวจะสามารถชะลอการเจริญเติบโตของมะเร็ง และช่วยลดอาการใด ๆ ที่คุณอาจเป็นและอาจช่วยยืดอายุขัยของคุณ

คุณอาจสามารถทำการผ่าตัดเพิ่มเติมเพื่อกำจัดก้อนมะเร็งเมลาโนมาที่เกิดขึ้นในตำแหน่งอื่น นอกจากจุดแรกที่เกิดได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกการรักษาอื่น ๆ เพื่อช่วยในการควบคุมอาการ ได้แก่:

  • รังสีรักษา
  • การรักษาด้วยยา

การฉายรังสีรักษา

รังสีรักษาอาจถูกใช้หลังจากการผ่าตัดกำจัดต่อมน้ำเหลือง และสามารถใช้เพื่อช่วยบรรเทาอาการของโรคมะเร็งผิวหนังขั้นสูง

การฉายรังสีรักษาใช้ปริมาณรังสีที่ควบคุมเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง การรักษาดังกล่าวจะต้องทำที่โรงพยาบาล และให้เป็นชุด ๆ โดยใช้เวลาประมาณ 10-15 นาทีต่อวัน โดยมีช่วงเวลาสุดสัปดาห์ให้ร่างกายได้ฟื้นฟู พักผ่อน

ผลข้างเคียงของรังสีรักษา ได้แก่ :

  • อาการเมื่อยล้า
  • คลื่นไส้
  • เบื่ออาหาร
  • ผมร่วง
  • ผิวบอบบาง แสบง่าย

คุณสามารถป้องกันหรือควบคุมผลข้างเคียงจำนวนมากได้จากยาที่แพทย์สั่ง แจ้งแพทย์ประจำตัวของคุณให้ทราบเกี่ยวกับอาการผลข้างเคียงที่คุณประสบ หลังจากการรักษาเสร็จสิ้นแล้วผลข้างเคียงของรังสีรักษาจะค่อยๆลดลง

การรักษาด้วยยา

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีความก้าวหน้าอย่างมากในการรักษาโรคมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา ยาที่ใช้ในการรักษาเมลาโนมากำลังเปลี่ยนไปเนื่องจากมียาสูตรใหม่ ๆ ถูกนำเข้าสู่คลินิกมากมาย

ปัจจุบันยาที่นิยมใช้ ได้แก่

  • Vemurafenib
  • Ipilimumab
  • Nivolumab

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนจะเหมาะกับการรักษาด้วยยาเหล่านี้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญของคุณจะปรึกษาหารือถึงการรักษาที่เหมาะสมกับคุณ

ยาบางชนิดจะกล่าวถึงรายละเอียดในตอนต่อ ๆ ไป

ยาเคมีบำบัด

เคมีบำบัดเกี่ยวข้องกับการใช้ยาต้านมะเร็ง (cytotoxic) เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง โดยปกติจะใช้ในกรณีที่มะเร็งผิวหนังได้แพร่กระจายไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และ ส่วนใหญ่จะได้รับเคมีบำบัดเพื่อช่วยในการบรรเทาอาการของโรคมะเร็งผิวหนังเมลาโนมาระยะท้าย ๆ

มียาเคมีบำบัดหลายชนิดที่สามารถใช้ในการรักษามะเร็งเมลาโนมา และบางครั้งก็ได้รับผสมกันหลายตัว ยาที่ใช้กันมากที่สุดสำหรับโรคมะเร็งเมลาโนมา คือ ยา Dacarbazine และยา Temozolomide อย่างไรก็ตาม สามารถใช้ยาชนิดอื่นได้ตามที่ควร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญของคุณสามารถอธิบายกับคุณได้ว่ายาชนิดใดเหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ

ยาเคมีบำบัดมักอยู่ในแผนกการรักษาผู้ป่วยนอกซึ่งหมายความว่าคุณจะไม่ต้องนอนโรงพยาบาลข้ามคืน Dacarbazine จะได้รับผ่านการหยดลงท่อน้ำเกลือ และ temozolomide จะได้รับในรูปแบบยาเม็ดสำหรับทาน การรักษาด้วยเคมีบำบัดมักจะได้รับหนึ่งคอร์สทุกๆ 3-4 สัปดาห์ โดยมีระยะเวลาว่างระหว่างการรักษาเพื่อให้ร่างกายและเลือดของคุณฟื้นตัวได้

ผลข้างเคียงหลักของการรักษาด้วยเคมีบำบัดนั้นเกิดจากฤทธิ์ของยาดังกล่าวไปกระทบต่อส่วนที่เหลือของร่างกาย ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย ได้แก่ การติดเชื้อ อาการคลื่นไส้อาเจียน อาการอ่อนเพลีย และเจ็บปาก คุณสามารถป้องกันหรือควบคุมผลข้างเคียงหลายอย่างได้โดยใช้ยาที่แพทย์ของคุณสั่งเพื่อบรรเทาอาการ

เคมีไฟฟ้าบำบัด (Electrochemotherapy)

การทำเคมีไฟฟ้าบำบัด คือทางเลือกการรักษาที่เป็นไปได้สำหรับมะเร็งเมลาโนมาในกรณีที่:

  • ผู้ป่วยไม่เหมาะสมกับการผ่าตัดหรือผ่าตัดแล้วไม่ได้ผล
  • การรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือรังสีรักษาไม่ได้ผล

กระบวนการดังกล่าวจะทำการให้ยาเคมีบำบัดโดยตรงเจาะผ่านทางหลอดเลือดดำ จากนั้น จะใช้ขั้วไฟฟ้าสร้างกระแสไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ ขนาดอ่อน ๆ พุ่งตรงไปยังก้อนเนื้องอก

กระแสไฟฟ้าขนาดอ่อน ๆ เหล่านี้จะช่วยให้ยาเข้าสู่เซลล์เนื้องอกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และทำให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์มะเร็งมากขึ้นโดยมักทำระหว่างการดมยาสลบ แต่ในผู้ป่วยบางคนอาจทำภายใต้ยาชาเฉพาะที่ก็เป็นได้

ขึ้นอยู่กับจำนวนของเนื้องอกที่ต้องได้รับการรักษา กระบวนการดังกล่าวอาจใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วโมงเพื่อให้เสร็จสมบูรณ์ ผลข้างเคียงหลัก คือ ความเจ็บปวดในตำแหน่งที่ขั้วไฟฟ้าไปสัมผัสเป็นเวลา 2-3 วันและอาจต้องใช้ยาแก้ปวดเพื่อช่วยบรรเทา

โดยปกติ จะใช้เวลาประมาณ 6 สัปดาห์เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้น และจะต้องมีการทำซ้ำอยู่เป็นประจำ

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญของคุณสามารถให้ข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวเลือกการรักษานี้ได้

ภูมิคุ้มกันบำบัด

การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดจะใช้ยาซึ่งมักเป็นสารที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในร่างกาย เข้ามากระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ต่อสู้กับมะเร็งผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น การรักษา 2 ชนิดที่มักใช้กับโรคมะเร็งเมลาโนมา คือ interferon-alpha และ interleukin-2 ยาทั้งสองได้รับผ่านการฉีดเข้าสู่ใต้ผิวหนังหรือเข้าสู่ก้อนมะเร็งเมลาโนมาโดยตรง

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้แก่ อาการคล้ายไข้หวัด เช่น หนาวสั่น เป็นไข้ อาการปวดตามข้อและอาการเมื่อยล้า

วัคซีน

มีการวิจัยอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการผลิตวัคซีนสำหรับโรคมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการรักษาโรงมะเร็งขั้นลุกลาม หรือเพื่อจะใช้หลังจากการผ่าตัดในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการกลับมาเป็นโรคมะเร็งเมลาโนมาซ้ำ

วัคซีนได้รับการออกแบบมาเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเพื่อให้สามารถตรวจพบเซลล์มะเร็งเมลาโนมา และสามารถจัดการทำลายได้ง่าย ไวยิ่งขึ้น วัคซีนมักจะได้รับการฉีดภายใต้ผิวหนังทุกสองสามสัปดาห์เป็นเวลาหลายเดือน

อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเรื่องวัคซีนต่อไป ดังนั้นพวกเขายังถือเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองทางคลินิกเท่านั้น

โมโนโคลนอลแอนติบอดี

ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเราผลิตสารที่ชื่อว่าแอนติบอดีอยู่ตลอดเวลา โดยปกติก็เพื่อควบคุมการติดเชื้อ แอนติบอดีจะทำการจดจำและตรวจหาสารแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกายและช่วยในการทำลายมัน ปัจจุบัน เราสามารถผลิตแอนติบอดีได้ในห้องปฏิบัติการและสามารถสร้างเพื่อให้จดจำและล็อคเป้าหมายเฉพาะได้ทั้งเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งหรือให้ทำงานในบางส่วนของร่างกายเท่านั้น

แอนติบอดีที่ผลิตในห้องปฏิบัติการมักเรียกว่า โมโนโคลนอลแอนติบอดี (monoclonal antibodies)

Ipilimumab

Ipilimumab เป็นโมโนโคลนอลแอนติบอดี ทำงานเหมือนกับสารกระตุ้นเร่งปฏิกิริยาสำหรับระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายสามารถถูกกระตุ้นในรับมือกับทุกประเภทของความผิดปกติรวมถึงมะเร็ง

สารยับยั้งการส่งสัญญาณ (Signalling inhibitors)

สารยับยั้งการติดเชื้อ คือ ยากลุ่มที่ทำงานโดยการรบกวนข้อความ หรือสัญญาณที่มะเร็งใช้สื่อสารกับเซลล์อื่น ๆ เพื่อประสานการเจริญเติบโตซึ่งมีอยู่เป็นหลายร้อยสัญญาณ และเป็นเรื่องยากที่จะทราบว่าสัญญาณใดที่จะต้องมีการปิดกั้นเพื่อรบกวนการเจริญเติบโตของมะเร็งได้ สัญญาณส่วนใหญ่จะมีชื่อทางเทคนิคสั้น ๆ สองสัญญาณที่ได้รับความสนใจในปัจจุบันเกี่ยวกับเซลล์มะเร็งเมลาโนมา คือ สัญญาณชื่อว่า BRAF และ MEK

มียาที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถแทรกแซงสัญญาณดังกล่าวได้ แต่ ส่วนใหญ่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองทางคลินิก

การตัดสินใจไม่เข้ารับการรักษามะเร็งเมลาโนมาในระยะ 4

การรักษาหลายวิธีที่อธิบายข้างต้นมักทำให้เกิดผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคุณ คุณอาจตัดสินใจว่าจะไม่เข้ารับการรักษา หากการรักษาดังกล่าวนั้นดูเหมือนจะไม่สามารถยืดอายุขัยของคุณได้มากพอ หรือหากคุณไม่มีอาการที่ทำให้คุณรู้สึกเจ็บปวดหรือรู้สึกไม่สบายอย่างชัดเจน

การปฏิเสธดังกล่าวจะต้องมาจากการตัดสินใจของคุณเพียงคนเดียว และทีมบุคลากรทางการแพทย์ของคุณจะเคารพการตัดสินใจนั้น หากคุณตัดสินใจที่จะไม่เข้ารับการรักษา ความเจ็บปวดและการพยาบาลสามารถทำได้เมื่อคุณต้องการ การดูแลเพิ่มเติมดังกล่าวนี้เรียกว่า การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative care)

https://www.nhsinform.scot/ill...

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
มะเร็งดวงตา (Eye cancer)
มะเร็งดวงตา (Eye cancer)

มะเร็งดวงตามีหลายประเภท แต่ชนิดที่พบได้มากที่สุดคือมะเร็งดวงตาเมโนลามา ซึ่งมีอาการไม่แตกต่างจากภาวะดวงตาอื่นๆ ที่ไม่รุนแรงมากนัก

มะเร็งดวงตา (Eye cancer)
มะเร็งดวงตา (Eye cancer)

มะเร็งดวงตามีหลายประเภท แต่ชนิดที่พบได้มากที่สุดคือมะเร็งดวงตาเมโนลามา ซึ่งมีอาการไม่แตกต่างจากภาวะดวงตาอื่นๆ ที่ไม่รุนแรงมากนัก