Doctor men
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HONESTDOCS

โรค Papulonodular dermatoses ในสุนัข

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2017 ประมาณเวลาการอ่าน: 1 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,836,915 คน

โรค Papulonodular dermatoses ในสุนัข

Papulonodular dermatoses หมายถึงการที่ผิวหนังมีเกิดตุ่มเนื้อชนิดที่ไม่มีหนองขึ้นที่ผิวหนัง

อาการที่พบ

ตุ่มเนื้อเหล่านี้เกิดจากการที่มีเนื้อเยื่อเช่นเซลล์อักเสบหรือเซลล์มะเร็งเข้ามาแทรกอยู่ในชั้นผิวหนังจำนวนมาก

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรค

  • มีการติดเชื้อแบคทีเรียที่รูขุมขนทั้งแบบตื้นและลึก
  • มีการติดเชื้อราที่รูขุมขนและมีการติดเชื้อแบคทีเรียแซกซ้อน ทำให้เกิดตุ่มนูนที่มีหนอง
  • โรคกลาก
  • มีการอักเสบที่ต่อมผลิตน้ำมันในชั้นผิวหนัง
  • สิว
  • ตัวไรกัด
  • มีการติดพยาธิตัวกลม
  • เซลล์ในร่างกายมารวมตัวกันที่ผิวหนัง (เช่นเม็ดเลือดขาวชนิด eosinophils หรือ macrophage ซึ่งเป็นเม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่กำจัดเชื้อแบคทีเรียและปรสิต)
  • การตอบสนองต่อแสงแดด
  • เนื้องอก

การวินิจฉัยโรค

สัตวแพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติเกี่ยวกับสุขภาพเดิมของสุนัข อาการที่เกิดขึ้นและเหตุการณ์ที่อาจจะกระตุ้นให้มีอาการดังกล่าวเช่นโดนแดดมาก, เปลี่ยนอาหารที่รับประทาน, เพิ่งเป็นพยาธิเป็นต้น

ก่อนที่จะทำการตรวจเลือดเพิ่มเติมและตรวจปัสสาวะ ระหว่างที่ทำการตรวจร่างกาย สัตวแพทย์อาจทำการขูดผิวหนังเพื่อนำไปตรวจหาปรสิต เชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรียซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดตุ่มที่ผิวหนัง ก่อนส่งไปเพาะเชื้อ

การรักษา

ยาที่ใช้ในการรักษานั้นจะขึ้นกับสาเหตุที่ทำให้สุนัขมีอาการดังกล่าว โดยหากเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ก็จะใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาทั้งแบบกินหรือแบบทา แต่ถ้าหากเกิดจากการติดพยาธิ ก็จะใช้ยาฆ่าพยาธิ

หากอาการดังกล่าวนั้นเกิดจากการที่สุนัขโดนแดด คุณจะต้องทำการจำกัดช่วงเวลาในการโดนแดดโดยเฉพาะระหว่าง 10.00-16.00 น. หรือทาครีมกันแดดให้กับพวกมัน

ในรายที่ตุ่มนั้นเกิดจากมะเร็งชนิด squamous cell carcinoma ก็อาจจะต้องเข้ารับการผ่าตัดร่วมกับรักษาด้วยวิธีอื่น แต่ผลลัพธ์ในการรักษาระยะยาวนั้นมักไม่ค่อยดี

การดูแลหลังการรักษา

หากสุนัขของคุณได้รับยา cyclosporine หรือยาในกลุ่ม retinoid คุณจะต้องพาสุนัขมาตรวจติดตามกับสัตวแพทย์เป็นระยะเพื่อทำการตรวจเลือดและปัสสาวะเป็นระยะ

และจะต้องติดตามอาการของสุนัขที่มีตัวไรกัดจนกว่ามันจะไม่มีอาการอีก ในขณะที่สุนัขที่เป็นโรคกลากจะต้องกลับมาตรวจเพาะเชื้อราซ้ำอีกครั้งจนกว่าจะไม่พบเชื้อ

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามสัตวแพทย์ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม


ดูในแอป