มะเร็งและโรคร้าย

คู่มือฉบับสมบูรณ์: การติดเชื้อ HIV หรือโรคเอดส์

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ส.ค. 27, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 12 นาที
คู่มือฉบับสมบูรณ์: การติดเชื้อ HIV หรือโรคเอดส์

“เอดส์” มาจากคำว่า AIDS ซึ่งเป็นคำย่อของ Acquired Immune Deficiency Syndrome โรคเอดส์จึงหมายถึงโรคที่เกิดจากภาวะภูมิคุ้มกันในร่างกายเสื่อมลงหรือบกพร่อง เพราะถูกทำลายโดยเชื้อไวรัส HIV หรือ Human Immonodeficiency Virus ซึ่งเป็นสาเหตุให้ร่างกายติดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าคนปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุให้คนที่เป็นโรคเอดส์เสียชีวิตในที่สุด

สถานการณ์โรคเอดส์ในประเทศไทยนับว่าดีขึ้นมากโดยพบจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์น้อยลง เนื่องด้วยประสิทธิภาพของยาต้านไวรัสที่คิดค้นขึ้นมา อย่างไรก็ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อเอดส์ยังคงน่าเป็นห่วง โดยพบว่า มีผู้ติดเชื้อใหม่ปีละ 10,000-20,000 คน 

เอชไอวี (HIV) และเอดส์ (AIDS) คืออะไรและต่างกันอย่างไร

HIV และโรคเอดส์ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ผู้ติดเชื้อ HIV ไม่จำเป็นต้องเป็นโรคเอดส์เสมอไป HIV คือเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเอดส์ (AIDS) ซึ่งย่อมากจาก Acquired Immune Deficiency Syndrome 

เชื้อไวรัส HIV ย่อมาจาก Human Immunodeficiency Virus ซึ่งสามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้ โดยเชื้อไวรัสนี้จะกระจายไปตามอวัยวะต่างๆ เกือบทั่วร่างกายโดยอาศัยไปกับเม็ดเลือดขาว และจะไปทำลายเซลล์ที่สำคัญในระบบภูมิคุ้มกันที่ทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรคภายนอกร่างกาย คือเซลล์เม็ดเลือดขาวซีดีโฟร์ (CD4 cells) หรือ ทีเซลล์ (T cells) ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันร่างกายจากการติดเชื้อ เมื่อเชื้อไวรัส HIV ทำลายเม็ดเลือดขาว CD4 และระบบภูมิคุ้มกันแล้ว จะทำให้ร่างกายติดเชื้อและเจ็บป่วยได้ง่าย และเสียชีวิตจากการติดเชื้อได้ 

ผู้ติดเชื้อ HIV ส่วนมากจะไม่แสดงอาการเป็นเวลานานหลังติดเชื้อ เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ปกป้องไว้ ทำให้ไม่รู้ตัวว่ากำลังติดเชื้ออยู่ จึงเป็นเหตุผลประการหนึ่งที่ว่าทำไมโรคเอดส์จึงอันตรายกว่าโรคทางเพศอื่นๆมาก และทำไมการป้องกันตัวเองจากโรคเอดส์จึงสำคัญเป็นพิเศษโดยทั่วไปคนไข้ที่ติดเชื้อ HIV จะมีระยะฟักตัว (ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มรับเชื้อเข้ามาในร่างกายจนกระทั่งเริ่มปรากฏอาการ) ประมาณ 3-5 ปี หรือนานกว่านั้น แต่ส่วนน้อยอาจมีระยะฟักตัวสั้นมาก เพียง 6 เดือนเท่านั้น ซึ่งหากมีการติดเชื้อ HIV เชื้อจะอยู่ในร่างกายตลอดไป 

ส่วนเอดส์คือโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส HIV ไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของเรา คุณจะเป็นโรคเอดส์เมื่อคุณติดเชื้ออันตรายร้ายแรง หรือในขณะที่คุณมีปริมาณเม็ดเลือดขาว CD4 ต่ำมาก เอดส์คือระยะร้ายแรงของการติดเชื้อ HIV ซึ่งทำให้เสียชีวิตได้ หากติดเชื้อ HIV และไม่ได้รับการรักษา มักจะใช้เวลาประมาณ 10 ปีในการพัฒนาเป็นโรคเอดส์  

อาการของผู้ที่ได้รับเชื้อ HIV

สำหรับสัญญาณเตือนหรืออาการของโรคที่แสดงออกมานั้น โดยปกติจะมีอาการเกิดขึ้นภายใน 2 – 6 สัปดาห์ หลังจากที่ร่างกายได้รับเชื้อไวรัส HIV ซึ่งดูเผินๆ อาจจะเหมือนกับอาการไม่สบายธรรมดาๆ ไข้หวัดใหญ่ หรือติดเชื้อไวรัสชนิดอื่น เช่น มีไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ซึ่งเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายต่อการติดเชื้อ HIV 

ในช่วงเวลานี้ร่างกายจะมีปริมาณเชื้อไวรัสสูงมาก ซึ่งสามารถติดต่อไปยังผู้อื่นได้ง่าย อาการดังกล่าวนี้จะมีอยู่เพียงไม่กี่สัปดาห์ ก่อนที่จะหายไป และไม่มีอาการอีกเลยเป็นปีๆในกรณีที่เป็นโรคเอดส์ อาการเหล่านี้มักจะเป็นอยู่นานกว่าธรรมดามากหรือหายแล้วเป็นใหม่บ่อยๆ ถ้ามีอาการหลายข้อและทวีความรุนแรงมากขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วนที่สุด

สัญญาณที่ 1 มีไข้ หนาวสั่น เป็นอาการหนึ่งที่พบได้มากที่สุดของการติดเชื้อไวรัส HIV ในระยะแรก ๆ สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง โดยมักจะปรากฏในเวลาไม่นานหลังจากที่ร่างกายได้รับเชื้อเข้ามาภายใน 2 – 4 สัปดาห์ แล้วอาการไข้จะค่อย ๆ หายไปเอง

สัญญาณที่ ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ อาการปวดศีรษะอาจจะดูเหมือนอาการปวดแบบปกติทั่วไปที่คุ้นเคยในแต่ละวัน แต่ผู้ชายจำนวนไม่น้อยที่ติดเชื้อไวรัส HIV นี้มักจะเป็นไข้จากโรคหลอดเลือดในสมอง แล้วทำให้มีอาการปวดศีรษะเล็กน้อยถึงปานกลาง จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลต่อการละเลย เพราะมองว่าเป็นเรื่องปกติแล้วไม่รักษา

สัญญาณที่ 3 ต่อมน้ำเหลืองบวม ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัส HIV จะมีอาการบวมหรืออักเสบของต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ลำคอ รักแร้ และขาหนีบ จะค่อย ๆ บวมขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่สร้างความเจ็บปวดจนทำให้เข้าใจว่าเป็นอาการจากโรคอื่น

สัญญาณที่ 4 ปวดเมื่อยตามตัว โดยเฉพาะในผู้ชายที่ได้รับเชื้อไวรัส HIV จะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างมาก ด้วยความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและระดับพลังงานที่มีในตัว พบว่ามีอาการเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าได้ง่ายกว่าปกติทั่วไป 

สัญญาณที่ 5 ผิวหนังเป็นผื่น มีรอยฟกช้ำ อักเสบ อาการในระยะแรกๆ ที่เกิดขึ้น จะปรากฏเป็นผื่นที่ขึ้นเป็นหย่อมๆ หรือมีรอบฟกช้ำเป็นมีจุดบนผิวหนังเป็นสีชมพูไปจนถึงสีม่วง บนผิวหนังที่มีสีซีดจาง ผิวหนังอักเสบ เป็นจ้ำเลือด จากนั้นจะขยายบริเวณไปยังรอบข้าง โดยผื่นที่เกิดขึ้นนั้นจะจางหายไปเองภายใน 1 สัปดาห์หลังจากที่เชื้อไวรัส HIV ในร่างกายเจริญเติบโตมากขึ้น

สัญญาณที่ 6 คลื่นไส้อาเจียน มีอาการวิงเวียนศีรษะจนคลื่นไส้และอาเจียนออกมา เมื่อรักษาตามอาการด้วยวิธีปกติแล้วกลับไม่หาย หรือไม่มีอาการดีขึ้นแม้แต่น้อย

สัญญาณที่ 7 น้ำหนักลด ท้องเสีย น้ำหนักตัวลดลงมาก ในระยะเวลาเพียงสั้นๆ เช่น มากกว่า 5 กิโลกรัมใน 1 เดือน โดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งที่รับประทานอาหารในปริมาณตามปกติแล้วก็ตาม อาจมีอาการท้องเสียร่วมด้วย

สัญญาณที่ 8 ไอเรื้อรัง มีลักษณะอาการแบบไอแห้งๆ เรื้อรังติดต่อกันเป็นระยะเวลานานผิดปกติ อาจเป็นร่วมกับการหายใจไม่สะดวก หอบ เหนื่อย

สัญญาณที่ 9 สมาธิสั้น รู้สึกกระวนกระวาย กังวลหรือหงุดหงิดง่าย ความจำสั้น สมาธิสั้น และมีปัญหาเกี่ยวกับการจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

สัญญาณที่ 9 เหงื่อออกมาก โดยเฉพาะตอนกลางคืน ถึงแม้ว่าสภาพอากาศจะเย็นสบายก็ตาม แต่กลับมีเหงื่อออกมากผิดปกติ

สัญญาณที่ 10 เล็บผิดปกติ เล็บมีรูปร่างและสีที่เปลี่ยนแปลงไป อาจจะมีลักษณะบิดเบี้ยว แยกชั้น คดโค้งงอ และดูไม่เงางาม

สัญญาณที่ 12 ชาตามนิ้วมือนิ้วเท้า รู้สึกไม่มีเรี่ยวแรง ไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อได้ ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามต้องการ และกล้ามเนื้ออ่อนแรง เนื่องจากเส้นประสาทได้รับความเสียหายนั่นเอง

โดยปกติตามธรรมชาติของการติดเชื้อไวรัส HIV นั้น ช่วงแรกๆ จะยังไม่มีการแสดงอาการออกมาให้เห็นทันที แต่เชื้อไวรัสนี้จะแฝงตัวอยู่ในระยะเวลาสักพักหนึ่ง ก่อนที่จะเริ่มแสดงอาการออกมา บางรายที่มีภูมิคุ้มกันดีอาจจะใช้ระยะเวลาเป็นปี ๆ หรือถึง 10 ปี ในขณะที่อีกรายหนึ่งมีอาการเล็กๆ น้อยๆ แสดงออกมาทันทีหลังจากที่ร่างกายติดเชื้อไวรัส HIV แล้ว

ดังนั้นหากพบว่าตัวเองมีอาการต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นปรากฏขึ้น ควรรีบเข้ารับการทดสอบหาเชื้อไวรัส HIV ทันที ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่ทราบผลการตรวจว่าจะติดเชื้อหรือไม่ก็ตาม แต่ในปัจจุบันเราสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ ถ้ารู้จักวิธีปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง และยังช่วยให้เราได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที พร้อมกับเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อจากตัวเองสู่ผู้อื่นอีกด้วย

อาการของผู้ป่วยโรคเอดส์

การติดเชื้อโรคเอดส์แบ่งเป็น 3 ระยะ ดังต่อไปนี้

ระยะที่ 1 ระยะที่ไม่ปรากฏอาการ

หรือเรียกว่า ระยะติดเชื้อเอดส์โดยไม่มีอาการ (Asymptomatic HIV infection) ระยะนี้คนไข้จะสุขภาพแข็งแรงเป็นปกติดีโดยไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด แม้ว่าในระยะ 2-3 สัปดาห์หลังติดเชื้อ บางรายอาจมีอาการคล้าย ๆ ไข้หวัด มีไข้ต่ำ ปวดศีรษะอยู่ไม่กี่วัน หลังจากนั้นไข้ก็หายไปเองหรือคนไข้อาจไม่สังเกตว่ามีอาการผิดปกติอะไรเลยก็ได้ ระยะนี้จะทราบว่าติดเชื้อมาแล้วได้โดยการตรวจเลือดและพบเลือดบวกต่อเชื้อเอดส์ ซึ่งโดยทั่วไปจะตรวจพบได้ตั้งแต่ประมาณ 3-12 สัปดาห์หลังจากได้รับเชื้อเข้าไป ระยะนี้ถึงจะไม่มีอาการแต่ก็เป็นระยะที่สามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ บุคคลเหล่านี้จำนวนหนึ่งเท่านั้นที่จะมีอาการในระยะที่ 2 และ 3 ต่อไป

ระยะที่ 2 ระยะที่ปรากฏอาการเริ่มแรก

หรือเรียกว่า ระยะที่อาการสัมพันธ์กับเอดส์ (ARC = AIDS Related Complex) คนไข้จะเริ่มปรากฏอาการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งเป็นเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น

  • เจ็บคอ
  • ต่อมน้ำเหลืองโตหลายแห่งติดต่อกันเป็นเวลานานกว่า 3 เดือน
  • น้ำหนักตัวลดลงเร็วมากโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • อุจจาระร่วงเรื้อรังเป็นเวลานานเกิน 1 เดือนโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีฝ้าขาวในช่องปาก ที่ลิ้นและในลำคอ
  • มีเลือดออกจากปาก จมูก ทวารหนัก หรือช่องคลอด
  • เป็นโรคอุ้งเชิงกรานอักเสบเรื้อรัง
  • ติดเชื้อรายีสต์
  • มีไข้เรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีอาการโรคเริม (herpes simplex) ลุกลามและเรื้อรัง ผู้ป่วยในระยะที่ 2 นี้สามารถแพร่เชื้อสู่บุคคลอื่นได้ และผู้ป่วยบางส่วนจะมีอาการต่อในระยะที่ 3

ระยะที่ 3 เป็นระยะท้ายหรือเรียกว่า โรคเอดส์เต็มขั้น (full-blow AIDS)

 

ระยะนี้เชื้อ HIV ทำลายเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายกว่าปกติมาก อาจจะมีอาการเหมือนระยะที่ 2 แต่มักมีการติดเชื้อฉวยโอกาส (Opportunistic infection) เกิดขึ้นร่วมด้วย เนื่องจากภูมิต้านทานของร่างกายถูกทำลายไปมากขั้น ทำให้เกิดการติดเชื้อของระบบต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น การติดเชื้อของระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท ระบบหายใจ เป็นต้น โดยโรคที่ผู้ป่วยเอดส์มักเป็นกันมากที่สุด ได้แก่ โรคประเภทปอดบวมและโรคมะเร็งผิวหนัง

นอกจากนี้ในบางรายยังอาจมีอาการสมองเสื่อมหรือบางรายอาจเกิดมะเร็งแทรกซ้อนเข้ามาอีก เช่น มะเร็งหลอดเลือด (Kaposi’s sarcoma) มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) เป็นต้น 

การติดต่อของเชื้อ HIV และโรคเอดส์

เนื่องจากเชื้อ HIV อยู่ภายในร่างกาย เชื้อ HIV และโรคเอดส์นั้นเป็นโรคที่ไม่สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสผิวหนัง เช่น การกอด หรือการสัมผัสภายนอกร่วมกัน เช่น การอาศัยอยู่ร่วมกัน การใช้ห้องน้ำร่วมกัน การรับประทานอาหารด้วยกัน การใช้เสื้อผ้าร่วมกัน การว่ายน้ำในสระเดียวกัน นอกจากนี้ เชื้อ HIV ยังไม่สามารถติดต่อผ่านลมหายใจหรือผ่านอากาศ เช่น ไข้หวัด และไม่ได้ติดต่อผ่านพาหะนำโรค เช่น ยุง โดยทั่วไปแล้ว

เชื้อไวรัส HIV สามารถกระจายออกมานอกร่างกายได้ พร้อมน้ำคัดหลั่งต่างๆ ของร่างกายผู้ป่วย เช่น เลือด น้ำอสุจิ น้ำลาย เสมหะ น้ำตา น้ำนม ปัสสาวะ และอุจจาระ จึงต้องระมัดระวังน้ำคัดหลั่งเหล่านี้ เพราะอาจติดได้โดยเฉพาะถ้าผู้สัมผัสมีบาดแผลตามผิวหนัง ส่วนการจูบนั้นถึงจะติดต่อยาก แต่ถ้าคุณหรือคู่นอนของคุณเป็นแผลที่ริมฝีปากหรือในปาก ความเสี่ยงอาจจะเพิ่มขึ้น

โดยทั่วไป เชื้อไวรัสจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานเมื่อออกมานอกร่างกายของผู้ป่วย เพราะไม่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายนอกร่างกาย เช่น ความแห้ง แสงแดด ความร้อน ภาวะกรด-ด่าง และเชื้อไวรัสนี้ไม่สามารถอาศัยอยู่ในร่างกายของสัตว์อื่น ๆ ได้ ยิ่งถ้าถูกสารเคมีหรือน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น Sodium hypochlorite, 70% alcohol, Formaldehyde, Glutaraldehyde, Betadine Solution เชื้อก็จะยิ่งมีอายุสั้นลงไปอีกเหลือเพียงไม่กี่นาที หรือแม้แต่ผงซักฟอกที่ใช้ตามบ้านก็สามารถทำให้อายุของเชื้อสั้นลงได้เช่นเดียวกัน

ส่วนใหญ่แล้วสาเหตุหลักของการติดต่อเชื้อ HIV เกิดได้ 3 ทาง

1. การร่วมเพศกับผู้ที่มีเชื้อ HIV โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัย

ซึ่งรวมไปถึงการร่วมเพศระหว่างชายกับชาย หญิงกับหญิง หรือแม้จะเป็นชายกับหญิงซึ่งเป็นช่องทางธรรมชาติหรือไม่ธรรมชาติก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการติดต่อโรคเอดส์ได้ ทั้งนี้จากข้อมูลของทางกองระบาดวิทยาระบุว่า 83% ของผู้ติดเชื้อเอดส์นั้น ล้วนได้รับเชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธ์ทั้งสิ้น

2. การรับเชื้อทางเลือด

การติดเชื้อ HIV พบได้ใน 2 กรณี คือ

2.1 ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือแม้แต่การใช้กระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อ HIV ซึ่งพบบ่อยในกลุ่มของผู้ที่เสพสารเสพติดหรือฉีดยาเข้าเส้น การเจาะหู การสัก เช่น สักผิวหนัง สักคิ้ว

2.2 รับเลือดมาจากการผ่าตัด หรือเพื่อรักษาโรคเลือดบางชนิด ซึ่งเราไม่มีทางรู้เลยว่าเลือดที่รับบริจาคมาจากแหล่งไหน แต่ในปัจจุบันนั้นได้มีการตรวจสอบเพื่อความปลอดภัย โดยจะนำเลือดที่รับบริจาคมาไปตรวจหาเชื้อก่อนเสมอ ดังนั้นจึงมีความปลอดภัย 100%

นอกจากเลือดแล้ว เชื้อ HIV ยังสามารถติดต่อกันผ่านทางน้ำเหลืองได้ แต่โอกาสที่จะติดเชื้อต้องเป็นแผลเปิด และมีเลือดหรือน้ำเหลืองที่มีเชื้อเข้าไปเป็นจำนวนมากเท่านั้น

3. การติดต่อผ่านแม่สู่ลูก

ซึ่งเกิดจากแม่ที่มีเชื้อ HIV อยู่แล้ว และเกิดการตั้งครรภ์ทำให้มีการถ่ายทอดเชื้อไปสู่ลูก แต่ในปัจจุบันได้ค้นพบวิธีการป้องกันการแพร่เชื้อ HIV จากแม่ไปสู่ลูกได้สำเร็จแล้ว โดยวิธีการรับประทานยาต้านไวรัสในช่วงตั้งครรภ์ จะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการติดเชื้อเอดส์ของทารกลดลงเหลือร้อยละ 8 แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ ไม่ได้ปลอดภัย 100% นัก ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ การตรวจเลือดก่อนแต่งงานจะดีที่สุด

ปัจจัยที่ทำให้ติดเชื้อ HIV

ปัจจัยที่ทำให้ติดเชื้อ HIV มีหลายประการ ได้แก่

  1. ปริมาณเชื้อที่ได้รับ หากได้รับเชื้อในปริมาณมากก็จะทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงตามไปด้วย เชื้อ HIV จะพบมากที่สุดในเลือด รองลงมาคือในน้ำอสุจิและน้ำในช่องคลอด
  2. การมีบาดแผล หากมีบาดแผลบริเวณผิวหนังหรือในปากก็ย่อมทำให้มีโอกาสติดเชื้อ HIV สูง เพราะเชื้อ HIV สามารถเข้าสู่บาดแผลได้ง่าย
  3. ความบ่อยในการสัมผัสเชื้อ หากมีการสัมผัสเชื้อไวรัสบ่อย โอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อก็มีสูงขึ้น เช่น นักวิจัยที่ต้องทำการทดลอง ศึกษาเกี่ยวกับเชื้อไวรัส HIV เป็นต้น
  4. การติดเชื้อแบบอื่น ๆ เช่น แผลเริม ซึ่งแผลชนิดนี้จะมีเม็ดเลือดขาวอยู่ที่บริเวณแผลเป็นจำนวนมาก ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV ได้ง่าย และเชื้อ HIV ก็ยังเข้าสู่บาดแผลได้ง่ายขึ้นด้วย
  5. สุขภาพของผู้รับเชื้อ หากคุณเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรงอยู่แล้ว โอกาสที่จะติดเชื้อก็เป็นไปได้ยาก แต่หากสุขภาพอ่อนแอ ก็มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายเช่นกัน

ผู้เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV

จากข้อมูลทางระบาดวิทยา เมื่อพิจารณาจากผู้ป่วยที่เป็นโรคเอดส์ทั้งที่พบในต่างประเทศและในประเทศไทย รวมทั้งลักษณะการติดโรคและพฤติกรรมของผู้ที่เป็นโรคพอจะระบุได้ว่า กลุ่มที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV ได้แก่

  1. กลุ่มเปลี่ยนคู่นอนบ่อย เช่น ผู้ใช้หญิงหรือชายที่บริการทางเพศ นักเที่ยวกลางคืน โรคเอดส์ไม่ได้เป็นแต่เฉพาะผู้ชายที่เป็นเกย์ แต่เป็นได้กับทั้งชายและหญิงที่มีเพศสัมพันธ์กับทั้งเพศเดียวกันและเพศตรงข้าม
  2. กลุ่มติดยาเสพติด ที่ใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำร่วมกัน
  3. ผู้ป่วยที่ต้องรักษาด้วยวิธีถ่ายเลือด และผู้รับบริจาคอวัยวะจากบุคคลอื่น (ปัจจุบันประเทศไทยมีการถ่ายเลือดให้ผู้ที่รับเลือดทุกรายแล้ว กลุ่มนี้จึงไม่ต้องวิตกกังวลอีกต่อไป)
  4. ทารกในครรภ์ และบุตรที่มารดาติดเชื้อโรคเอดส์หรือมีเลือดบวก
  5. กลุ่มนักโทษที่มีการร่วมเพศกันเอง การใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาเสพติดร่วมกัน
  6. ภรรยาหรือคู่นอน ของผู้เป็นโรคเอดส์หรือมีเลือดบวกจากเชื้อเอดส์

การป้องกันการติดต่อเชื้อ HIV

ปัจจุบันมีวัคซีนที่สามารถป้องกันโรคได้ แต่วิธีที่ดีที่สุดคือการป้องกันตนเองไม่ให้ติดเชื้อ HIV ซึ่งทำได้ดังนี้

  1. ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยทั้งชายและหญิง
  2. ไม่ร่วมเพศกับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเอดส์ หรือถ้าจำเป็นก็เลือกใช้แต่ถุงยางอนามัยที่มีคุณภาพดีทุกครั้ง โดยเฉพาะชนิดที่เคลือบ โนน็อกซินอล (N-11) ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าไวรัส HIV เริม ซิฟิลิส ทำให้มั่นใจยิ่งขึ้น
  3. หลีกเลี่ยงการใช้ยาเสพติด โดยเฉพาะการใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาร่วมกัน
  4. รับบริจาคเลือดหรืออวัยวะจากบุคคลหรือสถานที่ที่สามารถตรวจหรือส่งตรวจหาเชื้อ HIV ได้เท่านั้น
  5. งดเว้นการใช้ของมีคม หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ใบมีดโกน เข็มเจาะหู เข็มสักผิวหนัง แปรงสีฟัน
  6. หญิงอาชีพพิเศษควรระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงการรับแขกชาวต่างประเทศ
  7. หญิงที่มีเลือดเป็นบวกควรหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ เพราะเด็กที่เกิดจากแม่ที่มีเลือดบวกจะมีโอกาสติดเชื้อโรค HIV ได้ถึงร้อยละ 50

หากสงสัยว่าได้รับเชื้อ HIV ควรรีบทานยาต้านเชื้อ HIV แบบฉุกเฉิน หรือยา PEP ภายใน 72 ชั่วโมง หรือหากมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับเชื้อสามารถทานยา PrEP ซึ่งเป็นยาที่ทานก่อนที่จะได้รับเชื้อหรือป้องกันเชื้อ HIV ได้ ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคเอดส์

ควรตรวจหาเชื้อ HIV เมื่อไร

  • ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรือแม้แต่ผู้ที่ต้องการทราบว่าตัวเองติดเชื้อ HIV หรือไม่
  • ผู้ที่ตัดสินใจจะมีคู่หรือแต่งงาน
  • ผู้ที่สงสัยว่าคู่นอนของตนมีพฤติกรรมเสี่ยง
  • ผู้ที่คิดจะตั้งครรภ์ เพื่อความปลอดภัยของแม่และตัวเด็ก
  • ผู้ที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ เพราะต้องการข้อมูลที่สนับสนุนเรื่องความปลอดภัยและสุขภาพร่างกาย

การตรวจเชื้อ HIV

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาการติดเชื้อ HIV ให้หายขาด และผู้ติดเชื้อ HIV ที่ไม่ได้รับการรักษาจะเสียชีวิตในที่สุด ฉะนั้นผู้มีความเสี่ยงควรตรวจหาเชื้อ HIV เป็นประจำ การตรวจเลือดเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่จะบอกได้แน่นอนว่าคุณเป็นโรคเอดส์หรือไม่ การตรวจที่แม่นยำที่สุดควรตรวจเลือด 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 3 เดือน เนื่องจากเราไม่สามารถตรวจหาเชื้อ HIV ให้เจอได้ทันทีในครั้งแรกนั่นเอง

การตรวจ HIV มี 3 วิธีหลักๆ แยกได้ดังนี้

  1. การตรวจแบบ Anti HIV ใช้สำหรับผู้ที่ติดเชื้อ HIV มาเกิน 1 เดือน ซึ่งคนไทยทุกคนสามารถตรวจได้ฟรีที่โรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศปีละ 2 ครั้ง 
  2. การตรวจแบบ NAT หรือ Nucleic Acid Technology ใช้สำหรับผู้ที่ติดเชื้อ HIV มาใน 3-7 วัน คลีนิคนิรนามให้บริการตรวจด้วยวิธี NAT แก่ผู้ที่มารับการตรวจทุกรายฟรี ปีละ 2 ครั้ง
  3. การตรวจแบบ Rapid HIV Test  หรือการตรวจ HIV ชนิดเร็ว การตรวจวิธีนี้ใช้เวลารอผลเพียง 20 นาทีเท่านั้น แต่ก็เป็นเพียงการตรวจเพื่อคัดกรองในเบื้องต้นเท่านั้น ปัจจุบันการ ตรวจแบบนี้สามารถตรวจได้เองที่บ้านผ่านโครงการ Adam’s Love HIV Self Testing ซึ่งอาจไม่แม่นยำเท่าการตรวจแบบ Anti HIV และ NAT

คลิกเพื่ออ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจเชื้อ HIV 

การปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อ HIV

ผู้ที่ติดเชื้อ HIV นั้นสามารถรักษาได้ถึงแม้จะไม่หายขาดโดยการรับยาต้านไวรัส ผู้ป่วยติดเชื้อต้องรับประทานยาตรงเวลาอย่างสม่ำเสมอ ไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง รวมทั้งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองรับเชื้อเพิ่มและไม่แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น โดยมีข้อปฏิบัติดังนี้ 

  1. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน
  2. รักษาสุขภาพให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  3. หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ หรือหากต้องมีเพศสัมพันธ์ ให้ป้องกันโดยการใช้ถุงยางอนามัยเสมอ เพราะวิธีนี้จะเป็นการป้องกันการรับเชื้อ และการแพร่เชื้อเอดส์ไปสู่ผู้อื่นได้
  4. ทำจิตใจให้สงบผ่อนคลาย ฝึกสมาธิ  ไม่เครียด

ผู้ที่ติดเชื้อสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติทั่วไป ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ไม่ควรวิตกกังวลมากไป ซึ่งหากไม่พบโรคแทรกซ้อนจะสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้อีกหลายปี 

ประวัติและความเป็นมาของโรคเอดส์

โรคเอดส์เป็นโรคที่เพิ่งพบใหม่ มีรายงานครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาในราวเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2524 โดยศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแห่งสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control) พบว่ามีกลุ่มชายรักชายร่วมเพศ จำนวน 5 คนป่วยเป็นปอดบวมจากเชื้อนิวโมซิสติสคารินิโอ (Pneumocystis Carinii) ภายในอีก 1 เดือนต่อมามีรายงานว่าหนุ่มรักร่วมเพศอีก 26 รายป่วยเป็นมะเร็งหลอดเลือด (Kaposi’s sarcoma) ซึ่งตามปกติโรคนี้มักเป็นในคนสูงอายุ นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยอีกหลายรายเป็นโรคปอดบวมและติดเชื้อประเภทฉวยโอกาส (Opportunistic infection) ชายหนุ่มที่ป่วยทุกรายไม่เคยมีโรคประจำตัวที่ร้ายแรงมาก่อน และไม่เคยได้รับยาประเภทกดระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมาก่อน 

เมื่อได้รับการตรวจชันสูตรทางห้องปฏิบัติการพบว่า การทำงานของเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับภูมิต้านทานโรคไม่ได้ทำหน้าที่ตามปกติ และแม้ว่าจะได้รับการรักษาอย่างดีที่สุด แต่ผู้ป่วยเหล่านี้ก็ไม่มีใครรอดชีวิตแม้แต่รายเดียว ทั้งนี้เป็นเพราะระบบภูมิคุ้มกันโรคเสื่อมหรือบกพร่อง จึงมีผู้เสนอให้เรียกโรคนี้ว่า Acquired Immune Deficiency Syndrome หรือ AIDS จากการศึกษาย้อนหลังพบว่า โรคนี้เกิดในประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 แต่เพิ่งจะมาตื่นตัวกันในปี พ.ศ. 2524 เมื่อมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 เป็นต้นมาก็มีความเชื่อกันว่า โรคนี้จะต้องเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศที่ผิดปกติจำพวกรักร่วมเพศ และพฤติกรรมเกี่ยวกับการเสพยาเสพติดอย่างแน่นอน ต่อมามีการพบอีกว่าผู้ป่วยที่ได้รับการถ่ายเลือดก็เป็นโรคเอดส์ จึงทำให้เห็นแนวทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในการศึกษาและเผยแพร่ถึงวิธีการป้องกันการแพร่เชื้อและการติดต่อโรคได้อย่างละเอียด

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่