มะเร็งและโรคร้าย

สัญญาณและอาการเบื้องต้นของการติดเชื้อ HIV หรือโรคเอดส์

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.ค. 14, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 18 นาที
Istock 175242896 %281%29

HIV/AIDS เป็นโรคติดเชื้อร้ายแรง 

 HIV เป็นตัวย่อของ Human Immunodeficiency Virus โดยไวรัสนี้จะไปทำลายเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน (ระบบภูมิคุ้มกันคือระบบที่ทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรคภายนอกร่างกาย) เมื่อเชื้อไวรัส HIV ทำลายระบบภูมิคุ้มกันแล้ว ร่างกายจะติดเชื้อและเจ็บป่วยได้ง่าย และเสียชีวิตจากการติดเชื้อได้ ในอเมริกา มีคนประมาณ 1 ล้านคนติดเชื้อ HIV และมีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากถึง 41,000 คนต่อปี ผู้ติดเชื้อ HIV ส่วนมากจะไม่แสดงอาการเป็นเวลาหลายปีหลังติดเชื้อ ทำให้ไม่รู้ตัวว่ากำลังติดเชื้ออยู่ หากมีการติดเชื้อ HIV เชื้อจะอยู่ในร่างกายตลอดไป ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาการติดเชื้อ HIV ให้หายขาด แต่ยาในปัจจุบันสามารถทำให้ผู้ติดเชื้อมีสุขภาพแข็งแรงเป็นระยะเวลานาน และช่วยลดความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อไวรัสนี้ไปยังผู้อื่นด้วย การรักษาผู้ติดเชื้อ HIV เป็นเรื่องที่สำคัญมาก (ดังนั้นการตรวจก็ยิ่งสำคัญกว่า) ผู้ติดเชื้อ HIV ที่ไม่ได้รับการรักษาจะเสียชีวิตในที่สุด แต่ถ้าหากได้รับการรักษาด้วยยาเป็นอย่างดี ผู้ติดเชื้อรายนั้นจะมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีชีวิตยืนยาว เอชไอวี (HIV) และ เอดส์ (AIDS) ต่างกันอย่างไร HIV คือเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเอดส์ (AIDS) ซึ่งย่อมากจาก Acquired Immune Deficiency Syndrome ซึ่ง HIV และโรคเอดส์ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ผู้ติดเชื้อ HIV ไม่จำเป็นต้องเป็นโรคเอดส์เสมอไป HIV คือเชื้อไวรัสที่ติดต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้ โดยเชื้อไวรัสนี้จะไปทำลายเซลล์ที่สำคัญในระบบภูมิคุ้มกัน คือเซลล์เม็ดเลือดขาวซีดีโฟร์ (CD4 cells) หรือ ทีเซลล์ (T cells) ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันร่างกายจากการติดเชื้อ เมื่อเชื้อไวรัส HIV ทำลายเม็ดเลือดขาว CD4 จนมีปริมาณไม่เพียงพอ จะทำให้ร่างกายติดเชื้อหลายชนิด ทั้งที่ปกติไม่เคยติดเชื้อดังกล่าว ส่วนเอดส์คือโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส HIV ไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของเรา คุณจะเป็นโรคเอดส์เมื่อคุณติดเชื้ออันตรายร้ายแรง หรือในขณะที่คุณมีปริมาณเม็ดเลือดขาว CD4 ต่ำมาก  เอดส์คือระยะร้ายแรงของการติดเชื้อ HIV ซึ่งทำให้เสียชีวิตได้ หากติดเชื้อ HIV และไม่ได้รับการรักษา มักจะใช้เวลาประมาณ 10 ปีในการพัฒนาเป็นโรคเอดส์  ปัจจุบันการรักษาจะช่วยให้ผู้ติดเชื้อมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง มีอายุยืนยาว

โรคเอดส์ ประวัติ ความเป็นมาของโรค 

“เอดส์” มาจากคำว่า AIDS ซึ่งเป็นคำย่อของ Acquired Immune Deficiency Syndrome โรคเอดส์จึงหมายถึงโรคที่เกิดจากภาวะภูมิคุ้มกันในร่างกายเสื่อมลงหรือบกพร่อง เพราะถูกทำลายโดยเชื้อไวรัส HIV หรือ Human Immonodeficiency Virus ซึ่งเป็นสาเหตุให้ร่างกายติดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าคนปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุให้คนที่เป็นโรคเอดส์เสียชีวิตในที่สุด โรคเอดส์เป็นโรคที่เพิ่งพบใหม่ มีรายงานครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาในราวเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2524 โดยศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแห่งสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control) พบว่ามีกลุ่มชายรักชายร่วมเพศ จำนวน 5 คนป่วยเป็นปอดบวมจากเชื้อนิวโมซิสติสคารินิโอ (Pneumocystis Carinii) ภายในอีก 1 เดือนต่อมามีรายงานว่าหนุ่มรักร่วมเพศอีก 26 รายป่วยเป็นมะเร็งหลอดเลือด (Kaposi’s sarcoma) ซึ่งตามปกติโรคนี้มักเป็นในคนสูงอายุ นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยอีกหลายรายเป็นโรคปอดบวมและติดเชื้อประเภทฉวยโอกาส (Opportunistic infection) ชายหนุ่มที่ป่วยทุกรายไม่เคยมีโรคประจำตัวที่ร้ายแรงมาก่อน และไม่เคยได้รับยาประเภทกดระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมาก่อน และเมื่อได้รับการตรวจชันสูตรทางห้องปฏิบัติการพบว่า การทำงานของเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับภูมิต้านทานโรคไม่ได้ทำหน้าที่ตามปกติ และแม้ว่าจะได้รับการรักษาอย่างดีที่สุด แต่ผู้ป่วยเหล่านี้ก็ไม่มีใครรอดชีวิตแม้แต่รายเดียว ทั้งนี้เป็นเพราะระบบภูมิคุ้มกันโรคเสื่อมหรือบกพร่อง จึงมีผู้เสนอให้เรียกโรคนี้ว่า Acquired Immune Deficiency Syndrome หรือ AIDS จากการศึกษาย้อนหลังพบว่า โรคนี้เกิดในประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 แต่เพิ่งจะมาตื่นตัวกันในปี พ.ศ. 2524 เมื่อมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 เป็นต้นมาก็มีความเชื่อกันว่า โรคนี้จะต้องเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศที่ผิดปกติจำพวกรักร่วมเพศ และพฤติกรรมเกี่ยวกับการเสพยาเสพติดอย่างแน่นอน ต่อมามีการพบอีกว่าผู้ป่วยที่ได้รับการถ่ายเลือดก็เป็นโรคเอดส์ จึงทำให้เห็นแนวทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในการศึกษาและเผยแพร่ถึงวิธีการป้องกันการแพร่เชื้อและการติดต่อโรคได้อย่างละเอียด

สถานการณ์โรคเอดส์ในปัจจุบัน

ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ นายนิมิตร์ เทียนอุดม เผยว่า สถานการณ์โรคเอดส์ในประเทศไทยนับว่าดีขึ้นมาก โดยพบจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์น้อยลง เนื่องด้วยประสิทธิภาพของยาต้านไวรัสที่คิดค้นขึ้นมา อย่างไรก็ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อเอดส์ยังคงน่าเป็นห่วง โดยพบว่า มีผู้ติดเชื้อใหม่ปีละ 10,000-20,000 คน ซึ่งปัญหาที่น่ากังวลคือ คนส่วนใหญ่มักจะมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับตนเองง่าย ๆ ประมาท ทำให้มีคนที่มารับการตรวจหาเชื้อเอดส์น้อยมาก เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะติดเชื้อ

ทุกคนมีสิทธิ์ติดเชื้อนี้ได้

นายนิมิตร์ กล่าวต่อว่า ควรต้องเร่งและปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานกันเสียใหม่ โดยเฉพาะการทำงานกับ "กลุ่มเสี่ยง" เลิกทำงานเฉพาะกับกลุ่มเสี่ยงเท่านั้น แต่ต้องเปลี่ยนมาทำงานกับทุกคน และให้ทุกคนสามารถประเมินความเสี่ยงตัวเองต่อการได้รับเชื้อเอชไอวีด้วย และเมื่อทุกคนประเมินได้แล้วก็ต้องมีความสามารถในการเข้าถึงอุปกรณ์ที่จะป้องกัน รวมถึงทักษะในการขอรับการบริการเมื่อเกิดปัญหาด้วย ซึ่งหากมุ่งทำงานแต่เฉพาะในกลุ่มเสี่ยง คนกลุ่มอื่นก็ยังไม่เห็นความเสี่ยงของตัวเองอยู่ดี อีกทั้งขาดความสามารถที่จะป้องกันการรับเชื้อของตัวเอง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า คนกลุ่มที่บอกว่าไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงนี้ ล้วนเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ และคนพวกนี้ส่วนหนึ่งก็ติดเชื้อเอชไอวีแต่ไม่รู้ตัวเพราะคิดว่าตัวเองไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง

คนรุ่นใหม่รู้เท่าทันเอดส์

สำหรับของคนรุ่นใหม่นั้น ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยกลัวหรือให้ความสำคัญกับโรคเอดส์เท่าที่ควร และยังพบว่าคนรุ่นใหม่มักมีเพศสัมพันธ์กันตั้งแต่อายุยังน้อย อีกทั้งไม่นิยมใช้ถุงยางอนามัยอีกด้วย ดังนั้นจึงต้องรณรงค์ให้ความรู้ในเรื่องการใช้ถุงยางอนามัย ทั้งในสถาบันการศึกษาและนอกสถาบันการศึกษา ด้วยสื่อประชาสัมพันธ์ทั่วไป เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคเอดส์ให้หายขาดและไม่มีวัคซีนตัวใดที่จะป้องกันได้

หนุ่มสาวหลายคนในสังคมปัจจุบันมีค่านิยมเกี่ยวกับการมีคู่ครองที่น่ากลัวมากขึ้น ซึ่งมักจะต้องมีเรื่องเพศสัมพันธ์เข้ามาเกี่ยวข้อง จนทำให้ละเลยการป้องกันโรคติดต่อร้ายแรงอย่างโรคเอดส์ แม้แต่คนที่หน้าตาดี แลดูสะอาดสะอ้านก็ใช่ว่าจะปลอดเชื้อ HIV 100% เพราะกว่าจะตรวจพบนั้นจะต้องตรวจเลือดให้ครบ 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 3 เดือน เนื่องจากเราไม่สามารถตรวจหาเชื้อ HIV ให้เจอได้ทันทีในครั้งแรกนั่นเอง

ข้อมูลของเชื้อไวรัส HIV ที่พบในร่างกายผู้ป่วย

เมื่อเชื้อไวรัส HIV เข้าสู่ร่างกาย จะกระจายไปตามอวัยวะต่าง ๆ เกือบทั่วร่างกายโดยอาศัยไปกับเม็ดเลือดขาว การแตะต้องผิวหนังภายนอกจึงไม่มีอันตราย เพราะเชื้ออยู่ภายในร่างกาย แต่ถ้าเชื้อไวรัสกระจายออกมานอกร่างกาย โดยออกมากับน้ำคัดหลั่งต่าง ๆ ของร่างกายผู้ป่วย เช่น เลือด น้ำอสุจิ น้ำลาย เสมหะ น้ำตา น้ำนม และปัสสาวะ อุจจาระ ก็ต้องระมัดระวังเพราะอาจติดได้โดยเฉพาะถ้าผู้สัมผัสมีบาดแผลตามผิวหนัง

a17.gif โดยทั่วไป เชื้อไวรัสจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานเมื่อออกมานอกร่างกายของผู้ป่วย เนื่องจากสภาพแวดล้อมภายนอกร่างกายไม่เหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อ (หรือกล่าวได้ว่าเป็นเชื้อที่ไม่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมภายนอกร่างกาย) และเชื้อไวรัสนี้ก็ไม่สามารถอาศัยอยู่ในร่างกายของสัตว์อื่น ๆ ได้ ดังนั้น เมื่อเชื้อออกมานอกร่างกายมนุษย์ และสัมผัสกับสภาพความไม่เหมาะสมทางกายภาพ เช่น ความแห้ง แสงแดด ความร้อน ภาวะกรด-ด่าง อายุของเชื้อก็จะยิ่งสั้นลง ยิ่งถ้าถูกสารเคมีหรือน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น Sodium hypochlorite, 70% alcohol, Formaldehyde, Glutaraldehyde, Betadiune Solution เชื้อก็จะยิ่งมีอายุสั้นลงไปอีกเหลือเพียงไม่กี่นาที หรือแม้แต่ผงซักฟอกที่ใช้ตามบ้านก็สามารถทำให้อายุของเชื้อสั้นลงได้เช่นเดียวกัน

ระยะฟักตัวของโรค

a17.gif ระยะฟักตัว หมายถึง ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มรับเชื้อเข้ามาในร่างกายจนกระทั่งเริ่มปรากฏอาการ โดยทั่วไปคนไข้ที่ติดเชื้อ HIV จะมีระยะฟักตัวประมาณ 3-5 ปี หรือนานกว่านั้น แต่ส่วนน้อยอาจมีระยะฟักตัวสั้นมาก เพียง 6 เดือนเท่านั้น

สัญญาณของโรค

เชื้อ HIV สามารถติดต่อกันได้หลายช่องทาง แต่เมื่อเราได้รับเชื้อ HIV เข้าสู่ร่างกายแล้วจะยังไม่แสดงอาการเจ็บป่วยออกมาอย่างชัดเจน เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ปกป้องไว้ พอภูมิคุ้มกันถูกทำลายจนเหลือน้อยหรือมีปริมาณเม็ดเลือดขาวลดลงจำนวนมาก ทำให้ไม่สามารถจัดการและควบคุมเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่ทำให้เราเจ็บป่วยได้ ส่งผลให้เราอยู่ในภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องและประสบปัญหาโรคฉวยโอกาสที่คร่าชีวิตเราไปในที่สุด อย่างเช่น โรควัณโรคและโรคปอดบวม เป็นต้น

สำหรับสัญญาณเตือนหรืออาการของโรคที่แสดงออกมานั้น โดยปกติจะมีอาการเกิดขึ้นภายใน 2 – 6 สัปดาห์ หลังจากที่ร่างกายได้รับเชื้อไวรัส HIV ซึ่งเป็นกลุ่มอาการของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องที่สร้างความเสียหายให้กับภูมิคุ้มกันของร่างกาย และทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนที่ทำให้เสียชีวิต โดยมี 12 สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าเราอาจจะติดเชื้อไวรัส HIV ได้ดังนี้

                สัญญาณที่ 1 มีไข้ เป็นอาการหนึ่งที่พบได้มากที่สุดของการติดเชื้อไวรัส HIV ในระยะแรก ๆ สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง โดยมักจะปรากฏในเวลาไม่นานหลังจากที่ร่างกายได้รับเชื้อเข้ามาภายใน 2 – 4 สัปดาห์ แล้วอาการไข้จะค่อย ๆ หายไปเอง

                สัญญาณที่ 2 ปวดศีรษะ อาการปวดศีรษะอาจจะดูเหมือนอาการปวดแบบปกติทั่วไปที่คุ้นเคยในแต่ละวัน แต่ผู้ชายจำนวนไม่น้อยที่ติดเชื้อไวรัส HIV นี้มักจะเป็นไข้จากโรคหลอดเลือดในสมอง แล้วทำให้มีอาการปวดศีรษะเล็กน้อยถึงปานกลาง จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลต่อการละเลย เพราะมองว่าเป็นเรื่องปกติแล้วไม่รักษา

                สัญญาณที่ 3 ต่อมน้ำเหลืองบวม ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัส HIV จะมีอาการบวมหรืออักเสบของต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ลำคอ รักแร้ และขาหนีบ จะค่อย ๆ บวมขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่สร้างความเจ็บปวดจนทำให้เข้าใจว่าเป็นอาการจากโรคอื่น

                สัญญาณที่ 4 ปวดเมื่อยตามตัว โดยเฉพาะในผู้ชายที่ได้รับเชื้อไวรัส HIV จะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างมาก ด้วยความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและระดับพลังงานที่มีในตัว พบว่ามีอาการเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าได้ง่ายกว่าปกติทั่วไป 

                สัญญาณที่ 5 มีผื่นเป็นหย่อม ๆ อาการในระยะแรก ๆ ที่เกิดขึ้น จะปรากฏเป็นผื่นที่ขึ้นเป็นหย่อม ๆ บนผิวหนังที่มีสีซีดจาง จากนั้นจะขยายบริเวณไปยังรอบข้าง โดยผื่นที่เกิดขึ้นนั้นจะจางหายไปเองภายใน 1 สัปดาห์หลังจากที่เชื้อไวรัส HIV ในร่างกายเจริญเติบโตมากขึ้น

                สัญญาณที่ 6 คลื่นไส้อาเจียน มีอาการวิงเวียนศีรษะจนคลื่นไส้และอาเจียนออกมา เมื่อรักษาตามอาการด้วยวิธีปกติแล้วกลับไม่หาย หรือไม่มีอาการดีขึ้นแม้แต่น้อย

                สัญญาณที่ 7 น้ำหนักลด น้ำหนักตัวลดลงในระยะเวลาเพียงสั้น ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งที่รับประทานอาหารในปริมาณตามปกติแล้วก็ตาม

                สัญญาณที่ 8 ไอเรื้อรัง มีลักษณะอาการแบบไอแห้ง ๆ เรื้อรังติดต่อกันเป็นระยะเวลานานผิดปกติ

                สัญญาณที่ 9 สมาธิสั้น รู้สึกกระวนกระวาย กังวลหรือหงุดหงิดง่าย ความจำสั้น สมาธิสั้น และมีปัญหาเกี่ยวกับการจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

                สัญญาณที่ 9 เหงื่อออกมาก ถึงแม้ว่าสภาพอากาศจะเย็นสบายก็ตาม แต่กลับมีเหงื่อออกมากผิดปกติ

                สัญญาณที่ 10 เล็บผิดปกติ เล็บมีรูปร่างและสีที่เปลี่ยนแปลงไป อาจจะมีลักษณะบิดเบี้ยว แยกชั้น คดโค้งงอ และดูไม่เงางาม

                สัญญาณที่ 12 ชาตามนิ้วมือนิ้วเท้า รู้สึกไม่มีเรี่ยวแรง นิ้วชาทั้งปลายนิ้วมือและนิ้วเท้าเนื่องจากเส้นประสาทได้รับความเสียหายนั่นเอง

                โดยปกติตามธรรมชาติของการติดเชื้อไวรัส HIV นั้น ช่วงแรก ๆ จะยังไม่มีการแสดงอาการออกมาให้เห็นทันที แต่เชื้อไวรัสนี้จะแฝงตัวอยู่ในระยะเวลาสักพักหนึ่ง ก่อนที่จะเริ่มแสดงอาการออกมา บางรายที่มีภูมิคุ้มกันดีอาจจะใช้ระยะเวลาเป็นปี ๆ หรือถึง 10 ปี ในขณะที่อีกรายหนึ่งมีอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ แสดงออกมาทันทีหลังจากที่ร่างกายติดเชื้อไวรัส HIV แล้ว

                ดังนั้นหากพบว่าตัวเองมีอาการต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นปรากฏขึ้น ควรรีบเข้ารับการทดสอบหาเชื้อไวรัส HIV ทันที ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่ทราบผลการตรวจว่าจะติดเชื้อหรือไม่ก็ตาม แต่ในปัจจุบันเราสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ ถ้ารู้จักวิธีปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง และยังช่วยให้เราได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที พร้อมกับเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อจากตัวเองสู่ผู้อื่นอีกด้วย

                สัญญาณเตือนหรืออาการของโรคที่กล่าวมานี้ ดูเผิน ๆ อาจจะเหมือนกับอาการไม่สบายธรรมดา ๆ หรือติดเชื้อไวรัสชนิดอื่น แต่จะต้องพิจารณาร่วมกับลักษณะของกิจกรรมที่ทำก่อนหน้านี้ด้วยเช่นกัน ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส HIV หรือไม่ ถ้ามีอาการข้างต้นหลายข้อและทวีความรุนแรงมากขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วนที่สุด

ระยะอาการและอาการแสดงของโรคเอดส์

การติดเชื้อโรคเอดส์แบ่งเป็น 3 ระยะ ดังต่อไปนี้

ระยะที่ 1 ระยะที่ไม่ปรากฏอาการ

a13.gif หรือเรียกว่า ระยะติดเชื้อเอดส์โดยไม่มีอาการ (Asymptomatic HIV infection) ระยะนี้คนไข้จะสุขภาพแข็งแรงเป็นปกติดีโดยไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด แม้ว่าในระยะ 2-3 สัปดาห์หลังติดเชื้อ บางรายอาจมีอาการคล้าย ๆ ไข้หวัด มีไข้ต่ำ ปวดศีรษะอยู่ไม่กี่วัน หลังจากนั้นไข้ก็หายไปเองหรือคนไข้อาจไม่สังเกตว่ามีอาการผิดปกติอะไรเลยก็ได้ ระยะนี้จะทราบว่าติดเชื้อมาแล้วได้โดยการตรวจเลือดและพบเลือดบวกต่อเชื้อเอดส์ ซึ่งโดยทั่วไปจะตรวจพบได้ตั้งแต่ประมาณ 3-12 สัปดาห์หลังจากได้รับเชื้อเข้าไป ระยะนี้ถึงจะไม่มีอาการแต่ก็เป็นระยะที่สามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ บุคคลเหล่านี้จำนวนหนึ่งเท่านั้นที่จะมีอาการในระยะที่ 2 และ 3 ต่อไป

ระยะที่ 2 ระยะที่ปรากฏอาการเริ่มแรก

a13.gif หรือเรียกว่า ระยะที่อาการสัมพันธ์กับเอดส์ (ARC = AIDS Related Comtlex) คนไข้จะเริ่มปรากฏอาการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งเป็นเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น

  • ต่อมน้ำเหลืองโตหลายแห่งติดต่อกันเป็นเวลานานกว่า 3 เดือน
  • น้ำหนักตัวลดลงเร็วมากโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • อุจจาระร่วงเรื้อรังเป็นเวลานานเกิน 1 เดือนโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีฝ้าขาวที่ลิ้นและในลำคอ
  • มีไข้เรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีอาการโรคเริม (herpes simplex) ลุกลามและเรื้อรัง ผู้ป่วยในระยะที่ 2 นี้สามารถแพร่เชื้อสู่บุคคลอื่นได้ และผู้ป่วยบางส่วนจะมีอาการต่อในระยะที่ 3

ระยะที่ 3 เป็นระยะท้ายหรือเรียกว่า โรคเอดส์เต็มขั้น (full-blow AIDS)


 

a13.gif ระยะนี้อาจจะมีอาการเหมือนระยะที่ 2 แต่มักมีการติดเชื้อฉวยโอกาส (Opportunistic infection) เกิดขึ้นร่วมด้วย เนื่องจากภูมิต้านทานของร่างกายถูกทำลายไปมากขั้น ทำให้เกิดการติดเชื้อของระบบต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น การติดเชื้อของระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท ระบบหายใจ เป็นต้น นอกจากนี้ในบางรายยังอาจมีอาการสมองเสื่อมหรือบางรายอาจเกิดมะเร็งแทรกซ้อนเข้ามาอีก เช่น มะเร็งหลอดเลือด (Kaposi’s sarcoma) มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) เป็นต้น

ผู้เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV

จากข้อมูลทางระบาดวิทยา เมื่อพิจารณาจากผู้ป่วยที่เป็นโรคเอดส์ทั้งที่พบในต่างประเทศและในประเทศไทย รวมทั้งลักษณะการติดโรคและพฤติกรรมของผู้ที่เป็นโรคพอจะระบุได้ว่า กลุ่มที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV ได้แก่

  1. กลุ่มสำส่อนทางเพศ ได้แก่ ชายรักร่วมเพศหรือเกย์ (Homosexual) ชายรักสองเพศ (Bisexual) หญิงบริการทางเพศหรือโสเภณีที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่สำส่อนทางเพศ โดยเฉพาะชายชาวต่างประเทศ ตลอดจนนักเที่ยวกลางคืน
  2. กลุ่มติดยาเสพติด ที่ใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำร่วมกัน
  3. ผู้ป่วยที่ต้องรักษาด้วยวิธีถ่ายเลือด และผู้รับบริจาคอวัยวะจากบุคคลอื่น (ปัจจุบันประเทศไทยมีการถ่ายเลือดให้ผู้ที่รับเลือดทุกรายแล้ว กลุ่มนี้จึงไม่ต้องวิตกกังวลอีกต่อไป)
  4. ทารกในครรภ์ และบุตรที่มารดาติดเชื้อโรคเอดส์หรือมีเลือดบวก
  5. กลุ่มนักโทษที่มีการร่วมเพศกันเอง การใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาเสพติดร่วมกัน
  6. ภรรยาหรือคู่นอน ของผู้เป็นโรคเอดส์หรือมีเลือดบวกจากเชื้อเอดส์

การติดต่อของโรคเอดส์มี 3 ทาง

1. การร่วมเพศกับผู้ที่มีเชื้อ HIV โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัย

ซึ่งรวมไปถึงการร่วมเพศระหว่างชายกับชาย หญิงกับหญิง หรือแม้จะเป็นชายกับหญิงซึ่งเป็นช่องทางธรรมชาติหรือไม่ธรรมชาติก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการติดต่อโรคเอดส์ได้ ทั้งนี้จากข้อมูลของทางกองระบาดวิทยาระบุว่า 83% ของผู้ติดเชื้อเอดส์นั้น ล้วนได้รับเชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธ์ทั้งสิ้น

2. การรับเชื้อทางเลือด

การติดเชื้อ HIV พบได้ใน 2 กรณี คือ

2.1 ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือแม้แต่การใช้กระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อ HIV ซึ่งพบบ่อยในกลุ่มของผู้ที่เสพสารเสพติดหรือฉีดยาเข้าเส้น

2.2 รับเลือดมาจากการผ่าตัด หรือเพื่อรักษาโรคเลือดบางชนิด ซึ่งเราไม่มีทางรู้เลยว่าเลือดที่รับบริจาคมาจากแหล่งไหน แต่ในปัจจุบันนั้นได้มีการตรวจสอบเพื่อความปลอดภัย โดยจะนำเลือดที่รับบริจาคมาไปตรวจหาเชื้อก่อนเสมอ ดังนั้นจึงมีความปลอดภัย 100%

3. การติดต่อผ่านแม่สู่ลูก

ซึ่งเกิดจากแม่ที่มีเชื้อ HIV อยู่แล้ว และเกิดการตั้งครรภ์ทำให้มีการถ่ายทอดเชื้อไปสู่ลูก แต่ในปัจจุบันได้ค้นพบวิธีการป้องกันการแพร่เชื้อ HIV จากแม่ไปสู่ลูกได้สำเร็จแล้ว โดยวิธีการรับประทานยาต้านไวรัสในช่วงตั้งครรภ์ จะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการติดเชื้อเอดส์ของทารกลดลงเหลือร้อยละ 8 แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ ไม่ได้ปลอดภัย 100% นัก ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ การตรวจเลือดก่อนแต่งงานจะดีที่สุด

การติดต่อโรคเอดส์ 

นอกจากนี้ เชื้อ HIV ยังสามารถติดต่อได้อีกหลายวิธี แต่ก็มีโอกาสน้อยมาก เช่น ใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV โดยไม่มีการทำความสะอาด การเจาะหูโดยการใช้เข็มร่วมกับผู้ติดเชื้อ HIV หรือแม้แต่การสัก ไม่ว่าจะเป็นการสักผิวหนัง สักคิ้ว นอกจากเลือดแล้ว เชื้อ HIV ยังสามารถติดต่อกันผ่านทางน้ำเหลืองได้ แต่โอกาสที่จะติดเชื้อต้องเป็นแผลเปิด และมีเลือดหรือน้ำเหลืองที่มีเชื้อเข้าไปเป็นจำนวนมากเท่านั้น

ปัจจัยที่ทำให้ติดเชื้อ HIV

ปัจจัยที่ทำให้ติดเชื้อ HIV มีหลายประการ ได้แก่

  1. ปริมาณเชื้อที่ได้รับ หากได้รับเชื้อในปริมาณมากก็จะทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงตามไปด้วย เชื้อ HIV จะพบมากที่สุดในเลือด รองลงมาคือในน้ำอสุจิและน้ำในช่องคลอด
  2. การมีบาดแผล หากมีบาดแผลบริเวณผิวหนังหรือในปากก็ย่อมทำให้มีโอกาสติดเชื้อ HIV สูง เพราะเชื้อ HIVสามารถเข้าสู่บาดแผลได้ง่าย
  3. ความบ่อยในการสัมผัสเชื้อ หากมีการสัมผัสเชื้อไวรัสบ่อย โอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อก็มีสูงขึ้น เช่น นักวิจัยที่ต้องทำการทดลอง ศึกษาเกี่ยวกับเชื้อไวรัส HIV เป็นต้น
  4. การติดเชื้อแบบอื่น ๆ เช่น แผลเริม ซึ่งแผลชนิดนี้จะมีเม็ดเลือดขาวอยู่ที่บริเวณแผลเป็นจำนวนมาก ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV ได้ง่าย และเชื้อ HIV ก็ยังเข้าสู่บาดแผลได้ง่ายขึ้นด้วย
  5. สุขภาพของผู้รับเชื้อ หากคุณเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรงอยู่แล้ว โอกาสที่จะติดเชื้อก็เป็นไปได้ยาก แต่หากสุขภาพอ่อนแอ ก็มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายเช่นกัน

ควรตรวจหาเชื้อ HIV เมื่อไร

  • ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรือแม้แต่ผู้ที่ต้องการทราบว่าตัวเองติดเชื้อ HIV หรือไม่
  • ผู้ที่ตัดสินใจจะมีคู่หรือแต่งงาน
  • ผู้ที่สงสัยว่าคู่นอนของตนมีพฤติกรรมเสี่ยง
  • ผู้ที่คิดจะตั้งครรภ์ เพื่อความปลอดภัยของแม่และตัวเด็ก
  • ผู้ที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ เพราะต้องการข้อมูลที่สนับสนุนเรื่องความปลอดภัยและสุขภาพร่างกาย

การป้องกัน HIV

ปัจจุบันมีวัคซีนที่สามารถป้องกันโรคได้ แต่วิธีที่ดีที่สุดคือการป้องกันตนเองไม่ให้ติดเชื้อ HIV ซึ่งทำได้ดังนี้

  1. ไม่สำส่อนทางเพศกับทั้งชายและหญิง
  2. ไม่ร่วมเพศกับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเอดส์ หรือถ้าจำเป็นก็เลือกใช้แต่ถุงยางอนามัยที่มีคุณภาพดีทุกครั้ง โดยเฉพาะชนิดที่เคลือบ โนน็อกซินอล (N-11) ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าไวรัส HIV เริม ซิฟิลิส ทำให้มั่นใจยิ่งขึ้น
  3. หลีกเลี่ยงการใช้ยาเสพติด โดยเฉพาะการใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาร่วมกัน
  4. รับบริจาคเลือดหรืออวัยวะจากบุคคลหรือสถานที่ที่สามารถตรวจหรือส่งตรวจหาเชื้อ HIV ได้เท่านั้น
  5. งดเว้นการใช้ของมีคม หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ใบมีดโกน เข็มเจาะหู เข็มสักผิวหนัง แปรงสีฟัน
  6. หญิงอาชีพพิเศษควรระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงการรับแขกชาวต่างประเทศ
  7. หญิงที่มีเลือดเป็นบวกควรหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ เพราะเด็กที่เกิดจากแม่ที่มีเลือดบวกจะมีโอกาสติดเชื้อโรค HIV ได้ถึงร้อยละ 50

การปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อ HIV

ผู้ที่ติดเชื้อ HIV นั้นสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติทั่วไป ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ไม่ควรวิตกกังวลมากไป ซึ่งหากไม่พบโรคแทรกซ้อนจะสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้อีกหลายปี โดยมีข้อปฏิบัติดังนี้

  1. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน
  2. รักษาสุขภาพให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  3. หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ หรือหากต้องมีเพศสัมพันธ์ ให้ป้องกันโดยการใช้ถุงยางอนามัยเสมอ เพราะวิธีนี้จะเป็นการป้องกันการรับเชื้อ และการแพร่เชื้อเอดส์ไปสู่ผู้อื่นได้
  4. ทำจิตใจให้สงบผ่อนคลาย ฝึกสมาธิ  ไม่เครียด

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับโรคเอดส์

ในปัจจุบันก็ยังมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับโรคเอดส์หลายประการ โรคเอดส์นั้นเป็นโรคที่ไม่สามารถติดต่อได้จากการสัมผัส ไม่สามารถติดต่อกันผ่านการกอด หรือการสัมผัสภายนอกร่วมกัน เช่น การใช้ห้องน้ำร่วมกัน หรือใช้อุปกรณ์รับประทานอาหารร่วมกัน นอกจากนี้ เชื้อ HIV ยังไม่สามารถติดต่อผ่านลมหายใจหรือผ่านอากาศ เช่น ไข้หวัด และไม่ได้ติดต่อผ่านพาหะนำโรค เช่น ยุง โดยทั่วไปแล้วสาเหตุหลัก ๆ ของการติดเชื้อ HIV นั้นเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย และมีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่า กว่า 80% ผู้ป่วยจะติดเชื้อ HIV จากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้รับการป้องกัน

โรคเอดส์เป็นโรคติดต่อร้ายแรง ซึ่งก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายตามมาอย่างมาก ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดคือการป้องกันการติดเชื้อ โดยการสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งก่อนการมีเพศสัมพันธ์ การมีคู่นอนเพียงคนเดียว และการงดใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น เพียงแค่นี้คุณก็ปลอดภัยจากการติดเชื้อเอดส์ได้มากขึ้นแล้ว

คำถาม คำตอบเกี่ยวกับ “เอดส์” ที่ควรรู้

1. เอดส์ คืออะไร ?

a15.gif เอดส์ คือโรคที่ผิดปกติโรคหนึ่งต่างจากโรคทั่ว ๆ ไป ตรงที่โรคเอดส์จะทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกาย โรคต่าง ๆ เหล่านี้เองที่เป็นสาเหตุให้ผู้เป็นโรคเอดส์ป่วยและเสียชีวิตลง โรคธรรมดาที่ผู้ป่วยเอดส์มักเป็นกันมากที่สุด ได้แก่ โรคประเภทปอดบวมและโรคมะเร็งผิวหนัง

2. เอดส์เกิดจากอะไร ?

a15.gif โรคเอดส์เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ชื่อว่า เอชไอวี (HIV) เชื้อไวรัสมีหลายชนิดและเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น หวัด ไข้หวัดใหญ่ ตับอักเสบ และเริม ไวรัสเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่งที่มีขนาดเล็กมากจนเราไม่สามารถมองได้ด้วยตาเปล่า นอกจากนั้นเชื้อไวรัส HIV ยังสามารถติดต่อจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งได้

3. โรคเอดส์ติดต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้อย่างไร ?

a15.gif ผู้ได้รับเชื้อไวรัส HIV ส่วนใหญ่มักจะตรวจพบในเลือดและในน้ำอสุจิ ด้วยเหตุนี้การกระทำใด ๆ ก็ตามที่ทำให้เลือดหรือน้ำอสุจิของบุคคลหนึ่งเข้าไปในร่างกายของอีกบุคคลหนึ่ง ย่อมจะทำให้เชื้อไวรัส HIV ถ่ายทอดจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้ 2 ทาง ทางแรกคือเพศสัมพันธ์ ทางที่สองคือการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เช่น ใช้เข็มฉีดยาเฮโรอีนเข้าไปในเส้นเลือดร่วมกัน 

4. ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเอดส์ ?

a15.gif ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเอดส์มีหลายกลุ่ม ได้แก่

  1. ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน (ที่เรียกว่าเกย์หรือโฮโมเซ็กชวล) โดยเฉพาะผู้ที่มีคู่นอนหลายคน เช่น โสเภณีชาย
  2. ชายที่มีเพศสัมพันธ์ทั้งสองเพศ (ไบเซ็กชวล)
  3. หญิงที่มีเพศสัมพันธ์กับชายที่เป็นไบเซ็กชวล
  4. ชายหญิงที่มีเพศสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามหลาย ๆ คน
  5. ผู้ที่ใช้เข็มและกระบอกฉีดยาเสพติดร่วมกัน

5. โรคเอดส์ไม่ได้เป็นแต่เฉพาะผู้ชายที่เป็นโฮโมเซ็กชวลหรอกหรือ ?

a15.gif ไม่เลย ปัจจุบันมีตัวอย่างให้เห็นหลายรายแล้วที่โรคเอดส์มีการติดต่อระหว่างชายและหญิงที่มีเพศสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม

6. โรคเอดส์ติดต่อกันทางการจูบได้หรือไม่ ?

a15.gif แพทย์คิดว่าอาจจะเป็นไปได้ แต่ก็ค่อนข้างยากทีเดียว แต่ถ้าคุณหรือคู่นอนของคุณเป็นแผลที่ริมฝีปากหรือในปาก ความเสี่ยงอาจจะเพิ่มขึ้น

7. โรคเอดส์ติดต่อกันโดยการสัมผัสอย่างผิวเผินได้หรือไม่ ?

a15.gif แพทย์เน้นอย่างหนักแน่นว่าโรคเอดส์ไม่สามารถติดต่อกันโดยการสัมผัสอย่างผิวเผิน ข้อนี้รวมถึงการอาศัยอยู่ร่วมกัน การรับประทานอาหารด้วยกัน การสัมผัสกอดรัด การใช้ห้องน้ำหรือห้องส้วมร่วมกัน การใช้เสื้อผ้าร่วมกัน การว่ายน้ำในสระเดียวกัน ฯลฯ

8. โรคเอดส์ติดต่อจากยุงหรือแมลงประเภทอื่นได้หรือไม่ ?

a15.gif ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการติดต่อโรคเอดส์โดยถูกยุงหรือแมลงประเภทอื่น ๆ กัดเป็นไปไม่ได้

9. วิธีการตรวจเอดส์แบบรวดเร็วทำได้อย่างไร

เมื่อมีความเสี่ยงสามารถรับการตรวจได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้มีอาการด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • Anti-HIV  เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตรวจหาการติดเชื้อ HIV โดยไม่ต้องรอให้มีอาการ สามารถตรวจพบได้หลังจากรับเชื้อมาแล้ว 2-6 สัปดาห์
  • Nucleic Acid Technology (NAT) สามารถตรวจพบเชื้อได้ภายหลังรับเชื้อมาแล้ว 3-7 วัน                                                                             

**คนไทยทุกคนสามารถไปตรวจ Anti HIV ฟรี  ปีละ 2 ครั้ง ที่โรงพยาบาลภาครัฐทั่วประเทศไทย** 

10. ทำอย่างไรเมื่อตรวจพบว่าติดเชื้อ

เอดส์สามารถรักษาได้ถึงแม้จะไม่หายขาด การรักษาทำได้โดยการรับยาต้านไวรัส ผู้ป่วยติดเชื้อต้องรับประทานยาตรงเวลาอย่างสม่ำเสมอ ไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง รวมทั้งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองรับเชื้อเพิ่มและไม่แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น


ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่