สุขภาพผู้หญิง

ฉันควรใช้ฮอร์โมนเพื่อลดอาการวัยทองไหม?

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
ฉันควรใช้ฮอร์โมนเพื่อลดอาการวัยทองไหม?

แทบจะไม่มีกลุ่มยาไหนที่มีประวัติเปลี่ยนไปเปลี่ยนมามากยิ่งกว่า กลุ่มยาฮอร์โมนในผู้หญิงอีกแล้ว เริ่มจากในยุค ค.ศ. 1960 (พ.ศ. 2503) ด้วยการใช้เอสโทรเจน ตามด้วยเอสโทรเจนผสมโพรเจสเทอโรน ใช้ลดอาการช่วงเข้าวัยหมดประจําเดือน ซึ่งต่อมาจัดให้เป็น “โรค” อย่างหนึ่ง และใช้เพื่อป้องกันภาวะที่อ้างว่าเกิดตามมาเมื่อเข้าวัยทองคือ โรคหัวใจ อัลไซเมอร์ และกระดูกพรุน

ไม่เคยมียาตัวไหนได้รับการยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งๆ ที่มีหลักฐานทางการแพทย์สนับสนุนเพียงบางเบา เท่ากับฮอร์โมนผู้หญิง จนกระทั่งต่อมาจึงมีงานวิจัยชั้นดีที่ทําการศึกษาแบบไม่ทราบทั้ง 2 ฝ่าย แบ่งกลุ่มโดยวิธีสุ่มและมีกลุ่มควบคุม ความจริงจึงประจักษ์ว่า สําหรับผู้หญิง ส่วนใหญ่ความเสี่ยงจากการใช้ฮอร์โมนในวัยทองนั้นสูงกว่าประโยชน์ที่จะ ได้รับอยู่มาก

ใครที่มีประสบการณ์หรือได้ใช้ชีวิตร่วมกับผู้ที่ผ่านวัยหมดประจําเดือนจะรู้ว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อระดับฮอร์โมนเอสโทรเจนและโพรเจสเทอโรนลดลง ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่น่าพึงใจนานาประการ เป็นเวลาหลายปีที่ผู้หญิงจํานวนไม่น้อยรู้สึกว่า ฮอร์โมนทดแทนนี้เหมือนของขวัญ จากพระเจ้าที่มาช่วยพวกเธอรับมือกับอาการวัยทอง

อธิบายง่ายๆ ว่า ฮอร์โมนทดแทนคือ การให้ฮอร์โมนสังเคราะห์ไปเสริมระดับฮอร์โมนจริงที่ลดลง

โมนจริงที่ลดลงเมื่อเข้าวัยหมดประจําเดือน ฮอร์โมนทดแทนลดอาการที่รบกวนหลักๆ คือ ร้อนวูบวาบตามเนื้อตัว และเหงื่อออก มากตอนกลางคืน นอกจากนี้ยังลดอาการแห้งและคันช่องคลอด ตลอดจนกรลดความเสี่ยงของการเกิดกระดูกสะโพกหักด้วย

การศึกษาในระยะแรก พบข้อดีอื่นอีก ผู้หญิงที่ใช้ฮอร์โมนมีแนวโน้ม จะเป็นโรคหัวใจและความจําเสื่อมน้อยลง อย่างไรก็ตาม การศึกษาเหล่านี้แปลผลไม่ถูกต้อง กลุ่มผู้หญิงที่ใช้ฮอร์โมนไม่ได้มาจากการสุ่ม แต่นักวิจัย ใช้ข้อมูลการเกิดโรคของผู้หญิงที่กินฮอร์โมนมาคำนวณเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ เกิน และในกรณีฮอร์โมนทดแทนนี้ บางชนิดมีข้อจํากัดในการจ่ายยาที่ระบุ ชัดเจนว่า ผู้หญิงที่เป็นโรคหัวใจไม่ควรใช้ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้หญิง ที่ใช้ยานี้ เป็นโรคหัวใจน้อยกว่าอีกกลุ่ม

จนกระทั่งได้มีการทําการทดลองแบบสุ่มโดยปิดบังทั้ง 2 ฝ่าย ความจริงจึงปรากฏออกมา การเริ่มศึกษาเรื่องสุขภาพสตรี (The Womens Health Initiative study : WHI) เป็นการศึกษาความเสี่ยงที่เป็นที่รู้จัก กว้างขวางที่สุด โดยมีสตรีวัยทองในช่วงปี พ.ศ. 2536-2541 อายุระหว่าง 50-70 ปี เข้าร่วมมากกว่า 160,000 คน โดยมุ่งประเด็นการศึกษาไปที่ การใช้ฮอร์โมนกับผลในการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ

ผลการศึกษาที่ออกมากลับกลายเป็นว่า ฮอร์โมนโดนหมัดชุดจุกไป สองเรื่อง ไม่เพียงแต่จะพบว่าผู้หญิงที่ใช้ฮอร์โมนมีความเสี่ยงต่อโรคหลอด เลือดหัวใจมากกว่าคนกินยาหลอกถึง 29% แล้ว ยังมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมสูงขึ้น 26% ด้วย สิ่งที่ลดลงเล็กน้อยมีเพียงอัตราการเป็นมะเร็ง ลำไส้ใหญ่และทวารหนักกับกระดูกสะโพกหัก ซึ่งไม่ดีพอเมื่อเทียบกับความอันตราย

การศึกษานี้ใช้ผู้ทดลองกลุ่มใหญ่มากและยังมีผลการศึกษาอื่น ๆ ตามมาที่ได้ผลสอดคล้องกัน ข้อสงสัยในประเด็นว่า ฮอร์โมนทดแทนทําให้ความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังสูงขึ้นหรือเปล่า ทําให้มีผู้ทําการศึกษาอีกเรื่อยๆ บ้าง ศึกษาว่าจะมีสตรีกลุ่มใดที่ใช้ฮอร์โมนได้ผลและปลอดภัย บ้างก็ตั้งข้อสงสัย ในวิธีการที่ใช้ศึกษาแบบควบคุมในกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขนาดนั้น

หน่วยงานปฏิบัติการป้องกันแห่งสหรัฐอเมริกา (USPSTF) ได้ออกคําแนะนําที่ชัดเจนว่า ไม่สนับสนุนการใช้ฮอร์โมนเพศหญิงเพื่อหวังผลป้องกัน โรคเรื้อรังใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งรวมทั้งโรคหัวใจและกระดูกหักด้วย เพราะพบว่าในขณะที่ฮอร์โมนช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็งลําไส้ใหญ่และกระดูกหักนั้น กลับเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง (สโตรค) โรคของถุงน้ำดี ปัสสาวะเล็ด ความจําเสื่อม เกิดลิ่มเลือด มะเร็งเต้านม พูดง่าย ๆ คือ ชั่งน้ำหนักแล้วบอกได้ทันทีว่าไม่คุ้ม และเพื่อไม่เป็นการขัดแย้งกับสถาบัน ทางการแพทย์อื่น ๆ USPSTF ก็ไม่ได้แนะนําว่าควรใช้ฮอร์โมนทดแทน เพื่อบําบัดอาการต่างๆ ของวัยทอง

ยังมีผู้หญิงอีกมากที่ยังกินฮอร์โมนอยู่ ถึงจะมีผลการศึกษาออกมา แล้วว่ามีอันตรายต่อสุขภาพก็ตาม อาจจะเป็นเพราะพวกเธอเห็นว่าเป็น วิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับอาการที่รุนแรงของวัยหมดประจําเดือน อีก องค์การอาหารและยา ยังคงรับรองการใช้ฮอร์โมนบําบัดอาการวัยทอง ป้องกันกระดูกพรุนอยู่ ถึงกระนั้น ก็มีคําแนะนําว่าควรใช้ในขนาดต่ำที่สุดที่ออกฤทธิ์ได้ผลและใช้ในระยะเวลาสั้นที่สุด

บทสรุปของหมอเบซเซอร์

หลักฐานมากมายให้น้ำหนักว่าฮอร์โมนทดแทนที่ใช้ในหญิงวัยทองเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และไม่สมควรนํามาใช้เพื่อป้องกันโรคเรื้อรังใด ๆ ทั้งสิ้น สตรีที่มีปัญหากับอาการต่าง ๆ ของวัยทอง ควรถามหมอถึงทางเลือกอื่น ๆ ในการบําบัดอาการอย่างเช่น ใช้ครีมเอสโทรเจนชนิดทาในปริมาณต่ำ ๆ เพื่อลดอาการทางช่องคลอด ผู้หญิงหลายคน พบว่าโยคะและเทคนิคคลายเครียดอื่น ๆ ช่วยให้อาการต่าง ๆ ดีขึ้น แต่งตัวหลายชั้น (ให้เลือกถอดออกได้) และนอนในห้องที่เย็น ช่วยบรรเทาความไม่สบายจากอาการร้อน วูบวาบ ถ้าทําอย่างไรก็ไม่ได้ผล จงใช้ฮอร์โมนทดแทน แต่ใช้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

 หากคุณเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์และอยากอ่านเกี่ยวกับหัวข้อนี้เพิ่มเติม สามารถสนับสนุนผู้แต่ง นายแพทย์ริชาร์ด เบซเซอร์  ได้โดยการซื้อหนังสือ “ความจริงจากหมอไขข้อกังขาปัญหาสุขภาพ”

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่