ความรู้สุขภาพ

ยารักษางูสวัด ทั้งแผนปัจจุบันและยาสมุนไพร

แนวทางการรักษางูสวัด ด้วยยาแผนปัจจุบันและยาสมุนไพร
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 12 เม.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,174,304 คน

ยารักษางูสวัด ทั้งแผนปัจจุบันและยาสมุนไพร

ใครที่กำลังป่วยเป็นโรคงูสวัด หรือมีคนใกล้ชิดป่วยเป็นงูสวัดอยู่ อาจกำลังกังวลว่าจะต้องรักษาอย่างไรจึงเหมาะสม เราได้รวบรวมยาทั้งแผนปัจจุบันและยาสมุนไพรที่ช่วยบรรเทาอาการโรคงูสวัดได้ มาไว้ในบทความนี้แล้ว

ยาแผนปัจจุบัน รักษางูสวัด

ตามปกติ หากป่วยเป็นงูสวัดแต่ไม่ได้มีอาการรุนแรง ไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ อาการจะหายได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์เพื่อให้วินิจฉัยอาการ พร้อมรับประทานยาต้านไวรัส เพื่อป้องกันไม่ให้โรคลุกลามหรือเกิดการติดเชื้อเพิ่มเติม

โฆษณาจาก HonestDocs
"งูสวัด" ภัยร้ายที่ครืบครายเข้ามาในตัวผู้สูงอายุ

พาผู้ใหญ่ในบ้านมา ฉีดวัคซีน ป้องกันไว้ก่อนเลยวันนี้ เพียง 3,575 บ. เท่านั้น

%e0%b8%87%e0%b8%b9%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%8835 internal ad

กรณีอาการไม่รุนแรง แพทย์จะรักษาตามอาการ เช่น หากปวดแผลจะจ่ายยาแก้ปวด และอาจจ่ายยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย เช่น ไดคล็อกซาซิลลิน (Dicloxacillin) อิริโทรมัยซิน (Erythromycin) เป็นต้น เพื่อป้องกันผื่นตุ่มน้ำติดเชื้อ และเป็นหนอง

กรณีอาการรุนแรง เช่น ผู้ป่วยที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันเริ่มเสื่อมลง หรือผู้ป่วยที่มีตุ่มน้ำเกิดบริเวณใบหน้า ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะกระทบต่อการมองเห็น แพทย์จะจ่ายยาอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) เพื่อต้านไวรัส โดยให้รับประทานครั้งละ 800 มิลลิกรัม ทุก 4 ชั่วโมง วันละ 5 ครั้ง ติดต่อกันนาน 7 วัน

ทั้งนี้ยาจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อรับประทานภายใน 48 - 72 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ โดยจะช่วยลดความรุนแรงและช่วยให้หายเร็วขึ้น รวมทั้งช่วยลดอาการปวดปลายประสาทหลังเป็นงูสวัด (Postherpetic Neuralgia) ได้อีกด้วย

เนื่องจากยาอะไซโคลเวียร์ต้องรับประทานบ่อยครั้ง ผู้ป่วยบางรายอาจไม่สะดวก จึงมียาอีก 2 ชนิด คือ วาลาซิโคลเวียร์ (Valaciclovir) และแฟมซิโคลเวียร์ (Famciclovir) ซึ่งมีกลไกการออกฤทธิ์เหมือนยาอะไซโคลเวียร์ แต่มีข้อดีกว่าตรงรับประทานวันละ 3 ครั้ง แต่ยาทั้ง 2 ชนิดนี้มีราคาค่อนข้างสูง

กรณีมีอาการแทรกซ้อน อาการแทรกซ้อนที่เกิดจากงูสวัดมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งแพทย์จะจ่ายยาตามภาวะแทรกซ้อนนั้นๆ ทั้งนี้ภาวะแทรกซ้อนที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้มีดังนี้

  • ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว แพทย์จะให้พักที่โรงพยาบาลและจ่ายยาอะไซโคลเวียร์ เข้าทางหลอดเลือด ขนาด 10 - 12.5 มิลลิกรัม ทุก 8 ชั่วโมง ติดต่อกัน 7 วัน
  • ผู้ป่วยที่มีอาการงูสวัดขึ้นตา ต้องปรึกษาจักษุแพทย์ และรับประทานยาอะไซโคลเวียร์ ครั้งละ 800 มิลลิกรัม ทุก 4 ชั่วโมง วันละ 5 ครั้ง นาน 10 วัน ควบคู่ไปกับการใช้ขี้ผึงป้ายตาอะไซโคลเวียร์ 3% ป้ายตาวันละ 5 ครั้งร่วมด้วย สำหรับผู้ม่านตาอักเสบ อาจจะต้องยาหยอดตาสเตียรอยด์ และยาหยอดตาอะโทรปีน 1%
  • ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตใบหน้าครึ่งซัก แพทย์จะให้รับประทานยาเพรดนิโซโลน (Prednisolone) เป็นยาในกลุ่ม คอติโคสเตียรอยด์ (corticosteroid) ช่วยลดการอักเสบ โดยรับประทานวันละ 45 – 60 มิลลิกรัม ติดต่อกันประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ จนกว่าผื่นจะหายไป
  • ผู้ป่วยมีอาการปวดประสาทหลังเป็นงูสวัด แพทย์จะจ่ายยาบรรเทาอาการปวด เช่น พาราเซตามอล รับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 6 ชั่วโมง หรือจ่ายยาอะมิทริปไทลีน (Amitriptyline) ขนาดวันละ 20-25 มิลลิกรัม แล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นทุกๆ สัปดาห์จนได้ผล แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการปวดรุนแรงมาก แพทย์อาจจะต้องให้ยาฉีด ยาทา หรือยาพ่น หรือใช้แคปไซซิน (Capsacin) ซึ่งเป็นสารสะกัดจากพริก ซึ่งสามารถบรรเทาอาการปวดได้ บางรายแพทย์อาจจ่ายยารักษาโรคลมชัก เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดประสาทร่วมด้วย เช่น คาร์บามาซีปีน (Carbamazepine) กาบาเพนติน (Gabapentin)

ยาสมุนไพร

จริงๆ แล้วมีสมุนไพรหลายชนิดที่ระบุว่ามีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการงูสวัดได้ แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันที่แน่ชัด แต่มียาสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีงานวิจัยยืนยันว่าช่วยรักษาโรคงูสวัด คือ สมุนไพรพญายอ ซึ่งเป็นสารสกัดจากใบพญายอ หรือที่รู้จักกันในชื่อเสลดพังพอนตัวเมีย เมื่อนำไปทารักษาแผลงูสวัด พบว่าช่วยให้แผลแห้ง ตกสะเก็ดภายใน 3 วัน และแผลหายภายใน 7 -10 วัน ช่วยลดความเจ็บปวดจากอาการงูสวัดได้ และไม่พบผลข้างเคียงใดๆ  ปัจจุบันองค์การเภสัชกรรมได้ผลิตเป็นครีมสำเร็จรูป มีชื่อว่า "ครีมพญายอ"

โฆษณาจาก HonestDocs
"งูสวัด" ภัยร้ายที่ครืบครายเข้ามาในตัวผู้สูงอายุ

พาผู้ใหญ่ในบ้านมา ฉีดวัคซีน ป้องกันไว้ก่อนเลยวันนี้ เพียง 3,575 บ. เท่านั้น

%e0%b8%87%e0%b8%b9%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%8835 internal ad

แต่วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง อายุต่ำกว่า 50 ปี ไม่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ไม่มีงูสวัดขึ้นที่ใบหน้า ที่สำคัญควรใช้ควบคู่ไปกับยาแผนปัจจุบันและปรึกษาแพทย์ถึงรายละเอียดการใช้อย่างเคร่งครัด

วัคซีนป้องกันโรค

หากไม่อยากป่วยเป็นงูสวัด ต้องเริ่มจากรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง เพราะเชื้อไวรัสจะออกมาทำร้ายเราได้ก็ต่อเมื่อร่างกายเราอ่อนแอหรือมีภูมิคุ้มกันลดลง นอกจากนี้อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยได้คือ การฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัด ซึ่งช่วยลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรค รวมทั้งช่วยลดความรุนแรงของอาการได้อีกด้วย โดยเราสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนงูสวัดได้ที่โรงพยาบาลชั้นนำทั่วไป

ที่มาข้อมูล

Medthai, โรคงูสวัด (Shingles) 12 วิธีรักษางูสวัด & 46 สมุนไพรรักษางูสวัด!, (https://medthai.com/งูสวัด), 23 กรกฎาคม 2017

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่