สุขภาพเด็ก

ไข้อีดำอีแดง โรคคออักเสบ และผื่นจากการติดเชื้อ

ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคคออักเสบและผื่นจากการติดเชื้อในโรคไข้อีดำอีแดง
อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ย. 2, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 500,299 คน

ไข้อีดำอีแดง โรคคออักเสบ และผื่นจากการติดเชื้อ

คำนิยามของไข้อีดำอีแดง (Scarlet Fever)

ไข้อีดำอีแดง (Scarlet Fever) เป็นความเจ็บป่วยที่เกิดจากการติดเชื้อ แบคทีเรีย group A streptococci สายพันธุ์หนึ่ง (ซึ่งทำให้เกิดโรคคออักเสบได้) หากคุณเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับไข้อีดำอีแดง คุณควรอ่านบทความนี้ เมื่อเปรียบเทียบโรคที่มีการทำลายล้างสูงในอดีตแต่ในปัจจุบันเป็นเพียงการติดเชื้อคออักเสบร่วมกับการเกิดผื่นเท่านั้นเอง โดยโรคนี้มักพบบ่อยในเด็กที่อายุน้อยกว่า 10 ปี แต่ก็สามารถพบได้บ้างในทุกช่วงอายุ

อาการของไข้อีดำอีแดง

ไข้อีดำอีแดงมักจะเริ่มด้วยการมีไข้และเจ็บคอ อาการจะเข้าได้กับโรคคออักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยไข้อาจจะขึ้นสูงได้ถึง 103-104 องศาฟาเรนไฮต์ และมักจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หนาวสั่น ปวดศีรษะ และปวดท้องตามมาได้ มักไม่พบอาการไอจากการติดเชื้อนี้

โฆษณาจาก HonestDocs
เราจัดส่งยาถึงบ้านคุณ!

ส่งด่วนภายใน 1 วันในกรุงเทพ หรือส่งธรรมดาด้วย EMS ใน 2-3 วันทั่วประเทศ

คลิก

หากไม่ได้รับการรักษา ไข้จะเป็นอยู่ประมาณ 5-7 วัน แต่โดยส่วนมากจะลดลงได้อย่างรวดเร็วภายใน 1 วันหากได้รับยาปฏิชีวนะ ในช่วง 12-48 ชั่วโมงหลังจากมีอาการดังกล่าว จะเกิดผื่นแดงขึ้น โดยผื่นนี้ไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเอง แต่เกิดจากพิษที่ผลิตจากเชื้อแบคทีเรีย group A strep บางสายพันธุ์

ผื่นจากไข้อีดำอีแดง

ผื่นแดงที่เกิดจากไข้อีดำอีแดงมักจะประกอบด้วยตุ่มเล็ก ๆ สีแดงที่เริ่มจากบริเวณคอและขาหนีบ หลังจากนั้นจะกระจายไปทั่วตัว โดยผื่นนี้จะคงอยู่ประมาณ 5-6 วัน ผื่นแดง ๆ นี้จะกดจาง (เมื่อกดที่ตุ่มแดง ผิวบริเวณนั้นจะขาวขึ้น) ต่างกับผื่นจากโรคอื่น (จุดเลือดออก) ที่กดแล้วไม่จาง  บางครั้งผื่นจะเป็นมากบริเวณคอ ข้อพับ รักแร้ และขาหนีบ เมื่อผื่นจางลง ผิวอาจจะลอกออกได้ โดยเฉพาะที่ใบหน้าและฝ่ามือ โดยการลอกของผิวจะเกิดเป็นช่วงเวลานานได้ถึง 6 สัปดาห์

วิธีการแยกผื่นจากไข้อีดำอีแดงจากผื่นชนิดอื่น ซึ่งบางครั้งมีความใกล้เคียงกันทั้งลักษณะผื่นและอาการอื่น ๆ แต่สิ่งที่จะทำให้นึกถึงโรคอีดำอีแดงมากกว่าโรคอื่น ได้แก่

  • ผื่นมีลักษณะเหมือนกระดาษทราย  เมื่อคุณลองลูบบริเวณที่มีผื่นจะรู้สึกเหมือนสัมผัสกระดาษทราย โดยส่วนมากจะพบที่บริเวณแขนและหน้าอกมากกว่าบริเวณใบหน้า
  • รอบปากซีด  เป็นคำที่เรียกกันเล่น ๆ ในทางการแพทย์ ซึ่งหมายถึงมักจะพบว่าบริเวณรอบปากซีดลงเมื่อเปรียบเทียบกับบริเวณหน้าผากและแก้มที่แดงมากขึ้น
  • เส้น Pastia  เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พบได้บ่อยในไข้อีดำอีแดง โดยจะพบเป็นเส้นสีเข้มที่เกิดขึ้นบนผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณรอยพับ ซึ่งอาจดูเหมือนบริเวณที่โดนแดดเผา
  • ลิ้นสตรอว์เบอร์รี่  เป็นอีกสิ่งที่พบได้บ่อย โดยจะพบว่ลิ้นแดงและบวมมากขึ้น ช่วงแรกจะพบว่าลิ้นจะมีปื้นสีขาวคลุม เมื่อเปรียบเทียบกับต่อมรับรสที่บวมและแดงมากขึ้นจะทำให้มีลักษณะเหมือนสตรอว์เบอร์รี่

ไข้และผื่นนี้มักจะพบร่วมกับการมีคอแดงและอักเสบ และมีต่อมทอนซิลที่บวมแดง มีหนองคลุมได้ นอกจากนั้นยังทำให้ความอยากอาหารลดลง และพลังงานลดลงได้

การวินิจฉัยไข้อีดำอีแดง

เมื่อลูกของคุณมีอาการที่อาจเป็นโรคอีดำอีแดง แพทย์มักจะป้ายเชื้อจากคอไปตรวจว่าเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดที่ก่อโรคไข้อีดำอีแดงหรือไม่ บางครั้งการตรวจนี้อาจได้ผลเป็นลบ แต่ผลเพาะเชื้อภายหลังอาจระบุว่าเป็นการติดเชื้อชนิดนี้

การรักษา

การติดเชื้อนี้ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ได้แก่ penicillin, amoxicillin, erythromycin, clindamycin หรือ cephalosporin  นอกจากนั้นควรแยกลูกของคุณให้อยู่เฉพาะบริเวณบ้าน ไม่ควรไปโรงเรียนหรือพบเพื่อนอย่างน้อยในช่วง 24 ชั่วโมงหลังได้รับยาปฏิชีวนะ หลังจากนั้น ไข้อีดำอีแดงจะมีการแพร่กระจายเชื้อลดลง

การรับประทานยาปฏิชีวนะให้ครบตามกำหนดเป็นเรื่องสำคัญ โดยแบคทีเรียชนิดนี้ยังสามารถก่อโรคไข้รูมาติก (Rheumatic fever) ได้ แต่พบได้น้อย ดังนั้น แม้ว่าอาการของโรคจะดีขึ้นแล้ว การใช้ยาปฏิชีวนะให้ครบตามกำหนดมีความสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคไข้รูมาติกได้  โรครูมาติกเป็นโรคหัวใจที่ไม่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเอง แต่เกิดจากผลของการกำจัดเชื้อแบคทีเรียของร่างกาย

ไข้อีดำอีแดงและการติดเชื้อที่ผิวหนัง

แม้ว่าจะพบได้น้อย แต่สามารถพบการเกิดโรคไข้อีดำอีแดงภายหลังการมีการติดเชื้อที่ผิวหนังได้ โดยแบคทีเรียน Strep นี้ เป็นชนิดเดียวกับการเกิดการติดเชื้อพุพองที่ใบหน้า (impetigo) โดยอาการจะคล้ายกับการเกิดไข้อีดำอีแดงตามปกติดังที่กล่าวมาแล้ว แต่แทนที่จะเกิดตามหลังอาการเจ็บคอของการติดเชื้อคออักเสบ จะพบว่ามีการติดเชื้อที่ผิวหนัง โดยเฉพาะรอบ ๆ แผลที่มีอยู่เดิม

ประวัติของโรคไข้อีดำอีแดง

หากคุณเคยได้ยินประวัติของโรคไข้อีดำอีแดงจากคนสมัยก่อน คุณอาจกังวลและกลัว ก่อนหน้านี้ไข้อีดำอีแดงเป็นปัญหาที่รุนแรงกว่าปัจจุบันมาก โชคดีที่แบคทีเรียในปัจจุบันแตกต่างจากในอดีตมาก นอกจากจะมีการกลายพันธุ์ให้ก่อโรคน้อยลงแล้ว เรายังมียาปฏิชีวนะที่สามารถฆ่าเชื้อเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น

ไข้อีดำอีแดงในวรรณคดี

หลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องราวของไข้อีดำอีแดงจากวรรณคดีแล้วเกิดหวาดกลัวโรคนี้ขึ้น ในหนังสือเรื่อง The Velveteen Rabbit มีการกล่าวถึงเด็กที่เป็นไข้อีดำอีแดงนี้ รวมทั้งมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับไข้อีดำอีแดงที่ทำให้ Mary จากเรื่อง Little House on the Prairie ตาบอดได้ แต่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรู้ไว้คือ ไข้อีดำอีแดงไม่ได้ทำให้ตาบอด และหากย้อนเวลากลับไปมากขึ้นจะพบว่าสาเหตุของโรคหลาย ๆ อย่างเกิดจากไข้รูมาติก ซึ่งเป็นภาวะการเจ็บป่วยที่รุนแรงกว่ามาก

การป้องกันและการลดโอกาสเกิดการติดเชื้อในเด็ก

หากลูกของคุณเป็นโรคไข้อีดำอีแดง เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะให้ลูกของคุณอยู่ในบ้านอย่างน้อย 24 ชั่วโมง นอกจากจะเป็นการป้องกันไม่ให้เด็กคนอื่นติดเชื้อ ยังเป็นการให้ร่างกายของเด็กได้พักผ่อน โดยโรคนี้สามารถติดต่อได้ทางละอองน้ำลายที่เกิดจากการไอหรือการจาม นอกจากนั้นยังสามารถติดจากการสัมผัสบริเวณที่ถูกจับโดยผู้ที่ติดเชื้ออยู่ก็ได้

การล้างมือที่ถูกต้องเป็นวิธีสำคัญในการป้องกันการแพร่เชื้อ ถึงแม้จะดูง่าย แต่การล้างมือให้ถูกต้องนั้นไม่ได้ปฏิบัติอย่างแพร่หลายเท่าที่ควร นอกจากนั้น การปิดปากขณะไอ การไม่ใช้แก้วน้ำร่วมกัน หรือการแยกช้อนส้อมก็ถือเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่