สุขภาพ

การติดเชื้อซัลโมเนลล่าในแมว

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,210,472 คน

การติดเชื้อซัลโมเนลล่าในแมว

โรคซัลโมเนลโลซิสเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อซัลโมเนลล่า นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการอักเสบของกระเพาะอาหารและลำไส้และติดเชื้อในกระแสเลือดได้อีกด้วย โรคซัลโมเนลโลซิสเป็นโรคติดต่อที่สามารถผ่านไปติดคนได้ โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งกับในสุนัขและในแมว ถ้าหากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคนี้ในแมวให้ศึกษาได้ที่ PetMD health library 

อาการ

  • เป็นไข้
  • ช็อก
  • ซึม
  • ท้องเสีย
  • อาเจียน
  • ไม่อยากอาหาร
  • น้ำหนักลด
  • แห้งน้ำ
  • โรคผิวหนัง
  • พบเมือกในอุจจาระ
  • หัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • ต่อมน้ำเหลืองบวม
  • สิ่งคัดหลั่งจากช่องคลอดมีความผิดปกติ

การติดเชื้อเรื้อรังจะมีอาการที่คล้ายกับอาการที่กล่าวไปข้างต้นแต่จะมีความรุนแรงกว่า ได้แก่

  • เป็นไข้
  • น้ำหนักลด
  • เสียเลือด
  • ไม่มีการติดเชื้อที่ลำไส้
  • ท้องเสียเป็นระยะเวลานาน

สาเหตุ

เชื้อซัลโมเนลล่ามีมากกว่า 200 ชนิด จัดเป็นแบคทีเรียแกรมลบที่อยู่ภายในลำไส้ โดยปกติแล้วถ้าหากมีการเกิดโรคส่วนมากแล้วมักจะพบเชื้ออย่างน้อย 2 เชื้อ หรือ พบชนิดของซัลโมเนลล่ามากกว่า1ชนิดเป็นต่อก่อโรค

ปัจจัยเสี่ยง ประกอบไปด้วย อายุของแมว ถ้าหากว่าแมวเด็กและแมวสูงอายุจะมีความเสี่ยงมากกว่าเนื่องจากภูมิคุ้มกันลดลง เช่นเดียวกับแมวที่มีความอ่อนแอของระบบภูมิคุ้มกัน หรือในแมวที่ระบบทางเดินอาหารยังไม่พัฒนาเต็มที่ก็จะมีความเสี่ยง

แมวที่ได้รับยาปฏิชีวนะก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน เนื่องจากแบคทีเรียตัวดีที่อยู่ภายในทางเดินอาหารจะเสียสมดุลทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อซัลโมเนลล่า

การวินิจฉัย

เพื่อยืนยันการวินิจฉัยสัตวแพทย์จะต้องทำการตรวจร่างกายและตรวจทางพยาธิ ในบางครั้งแมวที่คิดเชื้อแบคทีเรียอาจไม่แสดงอาการใดๆ แต่บางรายก็จะมีการอักเสบของกระเพาะอาหารและลำไส้

การวินิจฉัยอื่นๆที่พบได้

  • อาเจียนหรือท้องเสียอย่างเฉียบพลัน
  • อัลบูมินต่ำ
  • เกร็ดเลือดต่ำ
  • เลือดจาง
  • เม็ดเลือดขาวต่ำ
  • อิเล็คโทรไลท์ไม่สมดุล

สัตวแพทย์จะต้องทำการแยกแยะอาการอื่นๆที่มีการแสดงอาการคล้ายเคียงกัน เช่น การริดเชื้อปรสิต หรืออาหารที่เหนี่ยวนำความเครียด ยา หรือสารพิษต่างๆ และ โรคทางเดินอาหารอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย เช่น อี คอไล หรือแบคทีเรียตัวอื่นๆ

การวินิจฉัยโดยทั่วไปมักจะมีความเกี่ยวข้องกับการเก็บปัสสาวะและอุจจาระเพื่อวิเคราะห์ค่าทางห้องปฏิบัติการ นอกจากนี้สัตวแพทย์มักจะทำการเก็บเลือดเพื่อเพาะเชื้อ

การรักษา

ในกรณีที่ไม่มีความรุนแรงมักจะทำการรักษาแบบผู้ป่วยนอก แต่อย่างไรก็ตามในรายที่มีการติดเชื้อในกระแสเลือดหรือมีความรุนแรงมากจะต้องทำการรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยเฉพาะลูกแมวที่สูญเสียน้ำอย่างรุนแรงจากการติดเชื้อ

การรักษาจะประกอบไปด้วย การให้สารน้ำเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำอย่างรุนแรงและเพื่อชดเชยสารอิเล็คโทรไลท์ที่สูญเสียไปในรายที่รุนแรงมากจะต้องได้รับการถ่ายเลือดเพื่อทดแทนสารน้ำและโปรตีน

สัตวแพทย์อาจจะทำการจ่ายยาปฏิชีวนะบางตัวเพื่อรักษาการติดเชื้อ การให้ฮอร์โมนกลูโคคอติคอยด์จะช่วยป้องกันภาวะช็อกในแมวที่มีการติดเชื้ออย่างรุนแรงได้

การจัดการและความเป็นอยู่

สัตวแพทย์จะทำการงดอาหารเป็นเวลา 48 ชั่วโมง ในช่วงแรกของการเกิดโรคเจ้าของบางรายอาจจะต้องทำการแยกสัตว์เลี้ยงออกจากตัวอื่นๆเนื่องจากสามารถติดต่อหากันได้ นอกจากนี้ยังจำเป็นที่จะต้องเข้มงวดในเรื่องของความสะอาดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคซึ่งมักพบว่ามีการแพร่กระจายผ่านทางอุจจาระของสัตว์

นอกจากนี้สัตว์ของคุณควรที่จะได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน หลีกเลี่ยงการกินอาหารดิบๆหรืออาหารที่ปรุงไม่สุก ถ้าหากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงสถานรับเลี้ยงสัตว์หรือสถานที่ที่มีสัตว์จำนวนมากเพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามสัตวแพทย์

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งคำถาม