โรคเกลื้อนในสุนัข

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
มีคนอ่านบทความนี้แล้ว 1,480,823 คน

โรคเกลื้อนในสุนัขเกิดจากเชื้อราที่ชื่อ Malassezia pachydermatitis ซึ่งสามารถพบได้ที่ผิวหนังและหูของสุนัขทั่วไป แต่ถ้าหากว่าเชื้อนี้มีการเจริญเติบโตมากกว่าปกติในบริเวณอื่น จะทำให้เกิดอาการผิวหนังอักเสบขึ้นได้ ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้ที่ชัดเจนแต่เชื่อว่าน่าจะมีความสัมพันธ์กับการแพ้ ต่อมไขมัน และปัจจัยทางฮอร์โมนที่เป็นมาแต่กำเนิด

สุนัขทุกสายพันธุ์สามารถเป็นเกลื้อนได้ แต่ว่ามีบางสายพันธุ์ที่จะมีแนวโน้มที่จะเป็นมากกว่าสายพันธุ์อื่นๆ เช่นพุดเดิ้ล, basset hounds, West Highland white terrier, cocker spaniels และ ดัทชุนด์

อาการที่พบในโรคเกลื้อน

  • มีการระคายเคืองที่ผิวหนัง
  • ขนร่วง
  • ผิวหนังมัน
  • ผิวหนังแตก
  • ผิวหนังบริเวณที่เป็นเกลื้อนมีอาการแดง
  • มีกลิ่นเหม็นออกมาจากบริเวณที่เป็นโรค
  • ผิวหนังมีสีคล้ำขึ้นและหนาตัวขึ้น (ในรายที่เป็นเรื้อรัง)

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรค

ปัจจัยที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเกลื้อนประกอบด้วย การอยู่ในที่ทีมีความชื้นและอุณหภูมิที่สูง, เป็นโรคที่ภูมิคุ้มกันไวต่อสิ่งต่างๆ เช่นมีการติดเชื้อบ่อยๆ หรือแพ้อาหารและแพ้แมลง และปัจจัยทางพันธุกรรมในสุนัขที่มีอาการตั้งแต่อายุน้อยและเป็นสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงอยู่เดิม

การวินิจฉัยโรค

สัตวแพทย์จะทำการซักประวัติเกี่ยวกับสุขภาพ และอาการที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดก่อนที่จะทำการตรวจร่างกายและตรวจเลือดและปัสสาวะ ผลการตรวจเหล่านี้มักจะเป็นปกติยกเว้นว่าสุนัขมีโรคอื่นๆ ร่วมด้วย

นอกจากนั้นสัตวแพทย์อาจส่งตรวจเพิ่มเติมด้วยการเก็บตัวอย่างผิวหนังไปทำการเพาะเชื้อและตรวจดูเซลล์ โดยสัตวแพทย์จะใช้ไม้พันสำลีป้ายบริเวณผิวหนังที่เป็นโรคและน้ำไปย้อมเพื่อดูในกล้องจุลทรรศน์เพื่อหาเชื้อรา ซึ่งจะช่วยระบุเชื้อที่ทำให้เกิดโรคได้

การรักษา

เป้าหมายของการรักษาก็คือการลดจำนวนเชื้อราและแบคทีเรียที่ผิวหนัง สัตวแพทย์อาจใช้ยาทาที่ผิวหนังหรือแนะนำให้ใช้แชมพูยาซึ่งจะช่วยขัดผิวหนังที่แตกออกและกำจัดกลิ่นเหม็น และหากมีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วยอาจจะต้องใช้ยาปฏิชีวนะและแชมพูฆ่าเชื้อ

การดูแลจัดการหลังการรักษา

คุณจะต้องพาสุนัขของคุณไปตรวจติดตามอาการของโรคเป็นระยะ ซึ่งในแต่ละครั้ง สัตวแพทย์จะทำการตรวจสุนัขและเก็บตัวอย่างเซลล์ที่ผิวหนังไปตรวจเพื่อดูว่าจำนวนเชื้อรานั้นลดลงหรือไม่ อาการระคายเคืองที่ผิวหนังและกลิ่นเหม็นนั้นมักจะหายไปภายใน 1 อาทิตย์หลังจากการรักษา แต่ว่าโรคนี้สามารถกลับเป็นซ้ำได้หากยังไม่ได้รักษาสาเหตุที่ทำให้เกิดการติดเชื้อรา

คุณควรทำตามคำแนะนำของสัตวแพทย์อย่างเคร่งครัดและทายาที่ผิวหนังตามที่แพทย์สั่ง อย่าใช้แชมพูหรือเปลี่ยนยาอื่นโดยที่ไม่ได้ปรึกษาสัตวแพทย์ และควรสังเกตอาการของสุนัขว่ามีอาการกลับเป็นซ้ำหรือไม่เนื่องจากโรคนี้สามารถกลับเป็นซ้ำได้บ่อย

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

หากคุณยังมีคำถามเพิ่มเติม กรุณาเขียนถามสัตวแพทย์ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งคำถาม