สุขภาพตา

โรคจอประสาทตาเสื่อม ทำตาบอดได้ง่าย ๆ ถ้าไม่รู้วิธีป้องกัน

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
โรคจอประสาทตาเสื่อม ทำตาบอดได้ง่าย ๆ ถ้าไม่รู้วิธีป้องกัน

โรคจอประสาทตาเสื่อม คือโรคที่เกิดความผิดปกติขึ้นตรงจุดกลางรับภาพของจอประสาทตา ส่วนใหญ่จะพบมากในผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป หรือในพันธุกรรม จอประสาทตาเป็นส่วนที่อยู่บริเวณหลังสุดของตา เมื่อใช้สายตามองไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง แสงที่กระทบสิ่งของจะส่งผ่านเข้าไปในรูปแบบของสัญญาณไฟฟ้าผ่านเส้นประสาทตาไปยังสมอง ซึ่งบริเวณจอประสาทตาจะมีส่วนที่ไวที่สุดของจอประสาทตาคือ แมคูลา ลูเตีย ที่ประกอบไปด้วยเซลล์รับแสงนับล้าน ที่ช่วยในการมองภาพได้คมชัดยิ่งขึ้น

แต่ในผู้ที่เป็นจอประสาทตาเสื่อม จะโดนทำลายตัวแมคูลา ลูเตียไปทีละน้อย จะค่อย ๆ ลุกลามอย่างช้า ๆ จนอาจจะมีผลทำให้ตาบอดไปในที่สุด ทั้งนี้อาจจะบอดแค่ข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ โรคนี้มักเป็นสาเหตุหลักของการตาบอดในผู้สูงอายุ

โรคจอประสาทตาเสื่อมแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด

  1. จอประสาทตาเสื่อมแบบแห้ง เป็นรูปแบบที่พบมากที่สุด ประมาณร้อยละ 90 ของผู้ป่วยโรคนี้จะเกิดการสลายตัวของเซลล์ไวแสง ที่จะมีการเสื่อมสลาย หรือบางลงของจุดรับภาพ ซึ่งจะเป็นการเสื่อมไปตามอายุ ความสามารถในการมองเห็นก็จะค่อย ๆ ลดลงไปเรื่อย ๆ
  2. จอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก ที่พบได้ประมาณ 10-15% ของผู้ป่วยโรคจอประสาทตาเสื่อมทั้งหมด แต่มีปัญหาเรื่องของการเกิดความเสียหายที่รวดเร็ว และเป็นสาเหตุสำคัญหลักที่ทำให้ผู้ป่วยตาบอด ซึ่งเกิดจากมีเส้นเลือดงอกออกมาอยู่ใต้จอประสาทตาแบบผิดปกติ ทำให้จุดกลางรับภาพเกิดการบวมจึงเป็นเหตุทำให้มองภาพเห็นเป็นภาพที่บิดเบี้ยว จนภาพที่เห็นจะมืดลงและดับไปในที่สุด

ความเสี่ยงที่ก่อเกิดจอประสาทตาเสื่อม

  1. ปัจจัยหลัก ๆ จะอยู่ที่อายุที่มากขึ้น มักพบผู้ป่วยโรคนี้มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปเป็นส่วนใหญ่
  2. การสูบบุหรี่ เป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคอย่างเห็นได้ชัด
  3. ความดันสูง มักพบโรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้ที่ต้องทานยาลดความดันเลือด และมีระดับของคลอเรสเตอร์รอลในเลือดสูง ซึ่งผู้ที่เป็นโรคเหล่านี้จะมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นที่เร็วกว่าผู้ป่วยรายอื่น ๆ
  4. การเผชิญกับแดดมากจนเกินไป หรือการออกแดดในเวลาที่แดดร้อนจัดโดยไม่มีการใส่แว่นกันแดดที่ได้มาตรฐานป้องกัน
  5. อาจจะเกิดจากพันธุกรรม โดยจะมีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของคนที่เป็นโรคสายตรงไปสู่ญาติพี่น้อง ดังนั้นคนในครอบครัวของผู้ที่เป็นควรจะต้องไปตรวจเช็คสายตาทุก 2 ปี
  6. โรคนี้มักจะเกิดกับผู้หญิงได้มากกว่าผู้ชาย และมักจะเกิดกับคนผิวขาวโดยส่วนใหญ่
  7. ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ได้รับประทานยาฮอร์โมนก็จะยิ่งมีความเสี่ยงสูงต่อโรคจอประสาทตาเสื่อมเช่นกัน

โดยในบางรายอาจจะมีอาการที่หนักถึงขั้นมีภาวะเลือดออกภายในลูกตาแบบล้นทะลักออกมา ส่งผลให้มองไม่เห็นภาพใด ๆ เลย จึงต้องได้รับการผ่าตัดที่เร่งด่วนเพื่อห้ามเลือดที่ออกอยู่ในลูกตาก่อน จึงจะทำการรักษาต่อไปได้ ซึ่งช่วงที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือช่วงหลังการผ่าตัด เนื่องจากผู้ป่วยจะต้องดูแลแผลหลังผ่าตัดให้ดี ไม่เช่นนั้นอาจเกิดอาการติดเชื้อจนเข้าสู่สภาวะวิกฤตได้

อาการของโรค

อาการของผู้ที่เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมนั้น จะแสดงออกที่แตกต่างกันในคนไข้แต่ละคน และยากต่อการสังเกตว่าเป็นหรือไม่เป็นในระยะเริ่มแรก เพราะอาการมักจะออกก็ต่อเมื่อเริ่มเป็นในระยะที่เริ่มรุนแรงแล้ว จึงต้องคอยไปตรวจสายตา หรือสังเกตดูว่าตาข้างใดเริ่มมีปัญหาหรือไม่ แต่ถ้าเกิดขึ้นในตาทั้ง 2 ข้างก็อาจจะรู้สึกถึงอาการได้เร็วกว่าคนที่เป็นแค่ข้างใดข้างหนึ่ง เพราะอาการผิดปกติจะแสดงออกให้เห็นในรูปแบบของการมองเห็นที่ผิดเพี้ยน รูปภาพบิดเบี้ยว ส่วนกลางของรูปจะหายไปมองเห็นแค่รายละเอียดรอบ ๆ หรือไม่ภาพนั้นก็จะมืดดำไปเลย

ทางการแพทย์ได้มีการแนะนำวิธีสังเกตว่า ผู้ที่มีอายุในช่วง 40 -64 ปี ควรเริ่มที่จะต้องไปตรวจสุขภาพตาทุก ๆ 2-4 ปี แต่ถ้าอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ให้ไปตรวจทุก ๆ 1-2 ปีถึงแม้ว่าจะไม่มีอาการผิดปกติอะไรก็ควรที่จะไปตรวจไว้ เพื่อเป็นการป้องกันและรู้ทันโรคก่อนที่อาการจะรุนแรงหนักขึ้นโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว

ส่วนการรักษาทางการแพทย์ในปัจจุบันนั้นยังไม่สามารถที่จะรักษาให้หายได้ ทำได้เพียงการชะลอไม่ให้อาการเสื่อมของตาดำเนินไปอย่างรวดเร็วได้เพียงเท่านั้น

การดูแลตัวเอง เมื่อเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม

  1. รับประทานอาหารและวิตามินที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่นวิตามินซี, อี, เบต้าแคโรทีน และซิงค์ ในปริมาณที่สูงซึ่งจะสามารถลดความเสี่ยงที่รุนแรงต่ออาการเสื่อมได้ร้อยละ 25 ในคนไข้ที่เสื่อมแล้วในระยะ 3 หรือ4
  2. จะต้องรับประทานวิตามินทดแทนต่อวัน คือ วิตามินซี 500 มิลลิกรัม, วิตามินอี 400 IU, เบต้าแคโรทีน 15 มิลลิกรัม, ซิงค์ 80 มิลลิกรัม และ Copper 2 มิลลิกรัม
  3. งดการสูบบุหรี่ โดยเฉพาะเมื่อทานสารเบต้าแคโรทีนแล้วต้องห้ามสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด เพราะสารตัวนี้เมื่อเข้าไปผสมกับควันของบุหรี่แล้วจะยิ่งเข้าไปเร่งการเกิดมะเร็งในปอดให้มากยิ่งขึ้น

ที่สำคัญคือสารทดแทน และวิตามินเหล่านี้ไม่สามารถที่จะป้องกันหรือรักษาได้ แต่แค่เป็นการลดความเสี่ยงที่โรคจะเข้าสู้สภาวะที่รุนแรง จนอาจถึงขั้นตาบอดได้เท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีการรักษาด้วยการยิงแสงเลเซอร์และการผ่าตัด เพื่อรักษาอาการจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียกที่มีอาการที่รุนแรงมาก แต่ก็เป็นแค่การลดความเสื่อมให้ช้าลงเท่านั้นไม่ใช่การทำให้โรคนี้หายขาด


 

วิธีดูแลถนอมสายตา

สำหรับใครที่ต้องอยู่กับความเสี่ยงต่อโรคนี้ โดยต้องทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือต้องออกไปเจอแสงแดยาวนานต่อเนื่อง 8 ชม./วันแล้วนั้น ก็ควรที่จะต้องรู้จักวิธีดูแลถนอมสายตาตัวเอง ก่อนที่จะเป็นโรคนี้จนลุลามทำให้ตาบอดได้ในอนาคต เช่น

  • ควรวางคอมพิวเตอร์ในจุดที่เหมาะสม คือวางไว้ข้างหน้าต่าง โดยมีระยะห่างจากตัวเรากับจอคอมพิวเตอร์อยู่ที่ 50-70 ซม. และจัดหน้าจอไม่ให้สูงหรือว่าต่ำจนเกินไป
  • เมื่อต้องจ้องอยู่หน้าจอคอมแล้ว ก็ควรที่จะปิดไฟรอบข้างที่สว่างมากจนเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้แสงจากไฟฟ้าเข้ามาทำร้ายสายตาเราเพิ่ม
  • เมื่อต้องพิมพ์งานควรใช้ตัวอักษรที่มีขนาดใหญ่และเข้มให้พอดีกับสายตา โดยตัวอักษรนั้นต้องใหญ่ขนาดที่เราสามารถมองเห็นได้ในระยะ 3 เท่าของระยะที่นั่งทำงาน
  • สวมแว่นทุกครั้งที่ต้องทำงานหน้าจอคอม โดยเฉพาะแว่นป้องกันสายตาจากแสงสีฟ้าของจอคอมพิวเตอร์ และสีเลนส์ที่ดีควรออกเป็นสีออกเขียว และควรสวมใส่แว่นกันแดดทุกครั้งก่อนออกจากบ้านเทื่อมีแสงแดดจ้า
  • ตลอดทั้งวันขณะนั่งทำงานอยู่หน้าจอควรจะกริบตาให้ได้ 20-22 ครั้งต่อนาที หรือถ้ามีอาการตาแห้งก็ควรใช้น้ำตาเทียมหยอดตาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ดวงตา และควรที่จะทำการบริหารดวงตาโดยการกลอกตาไปมาซ้าย-ขวา ขึ้น-ลงช้า 6 ครั้ง ทะซ้ำ 2-3 ครั้งต่อชั่วโมง และลุกยืดเส้นอยู่เรื่อย ๆ และควรที่จะไปตรวจสุขภาพตาทุก ๆ 2 ปี อย่างสม่ำเสมอ

ถึงแม้การรักษาจะพัฒนามากขึ้น แต่ผู้ที่เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมก็ยังคงสูญเสียการมองเห็นไปไม่มากก็น้อยอยู่ดี

ในปัจจุบันมีคนที่เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมเพิ่มมากขึ้น และอายุก็เริ่มน้อยลงทุกปี จึงควรที่จะหมั่นรักษาสุขภาพร่างกาย และสุขภาพดวงตาของตัวเองให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้ไม่สูญเสียสายตาไปอย่างไม่สามารถเอากลับมาได้

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่