ยา

การบรรเทาอาการปวดท้องด้วยยา

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 3 นาที
Istock 836087736 %281%29

อาการปวดท้องเป็นอาการปวดตั้งแต่บริเวณใต้กระบังลมมาจนถึงบริเวณเชิงกราน อาจปวดในบริเวณกว้างหรือเฉพาะบริเวณ สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุและอาจเป็นอาการแสดงของโรคอื่นที่ร่างกายกำลังเป็นอยู่ ดังนั้นการใช้ยาได้ให้ผลจึงต้องทราบเบื้องต้นว่าอาการปวดท้องนั้น เกิดจากสาเหตุอะไร และมีความรุนแรงในระดับใด เพราะการใช้ยาที่ไม่ตรงกับสาเหตุของโรคนอกจากจะไม่บรรเทาอาการของโรคแล้ว อาจทำให้โรคแท้จริงที่กำลังเป็นอยู่ดำเนินไปโดยไม่ได้รับการรักษาและรุนแรงขึ้น การพบแพทย์จึงอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในกรณีรักษาด้วยยาเบื้องต้นแล้วอาการปวดท้องยังไม่ทุเลาลงภายใน 2 สัปดาห์ การใช้ยาในเบื้องต้นนั้นผู้ป่วยจึงควรสังเกตว่าสาเหตุเบื้องต้นของอาการปวดท้องนั้นเกิดจากอะไร

อาการปวดท้องหลังรับประทานอาหาร

หากเป็นการปวดท้องหลังรับประทานอาหารได้สักครู่ อาจเป็นไปได้ว่า อาการปวดท้องนั้นเกิดจากกรดเกินในกระเพาะอาหาร ยาที่บรรเทาอาการกรดเกิน คือ ยากลุ่มยาลดกรด ที่จะช่วยสะเทินกรดในกระเพาะให้อยู่ในสภาวะกรดด่างที่เป็นกลาง ผลข้างเคียงของยาลดกรดที่มีแมกนีเซียม (magnesium) เป็นส่วนประกอบคือ อาจทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ และยาลดกรดที่มีอลูมิเนียม (aluminum) เป็นส่วนประกอบอาจะทำให้เกิดอาการท้องผูก กลุ่มผู้ที่ต้องระวังการใช้ยาลดกรด คือ กลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจวาย ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยที่ควบคุมการรับประทานโซเดียม เนื่องจากยาลดกรดมีส่วนประกอบของเกลือโซเดียมในปริมาณสูง เนื่องจากโซเดียมจะดึงน้ำเข้ามาในกระแสเลือดมากขึ้น ปริมาณเลือดที่สูงขึ้นอาจทำให้เกิดการกำเริบของโรคที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของหัวใจ นอกจากนี้การใช้ยาลดกรดใช้เพื่อสะเทินกรดในกระเพาะอย่างเดียวเท่านั้น ไม่สามารถใช้เพื่อรักษาแผลในกระเพาะอาหารหรืออาการมีลมในทางเดินอาหารได้ และไม่ควรใช้ยาลดกรดต่อเนื่องนานเกิน 2 สัปดาห์

หากเป็นการปวดท้องที่เกิดจากความรู้สึกท้องอืด แน่นท้องเหมือนมีลมอยู่ในท้อง ยากลุ่มไซเมธิโคน(simethicone) จะช่วยลดแรงตึงผิวของแก๊ส ทำให้แก๊สที่รวมตัวกันในท้องกระจายตัวจากแรงบีบของกระเพาะอาหารและขับออกง่ายขึ้น โดยปกติไม่ค่อยพบอาการข้างเคียงของการใช้ยาในกลุ่มนี้

อาการปวดท้องจากท้องผูก

การสะสมของอุจจาระในทางเดินอาหารอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดท้องได้ สังเกตตนเองได้จากการเริ่มมีปัญหาในเรื่องการขับถ่ายไม่เป็นปกติ ยาที่ใช้สำหรับอาการท้องผูกคือกลุ่มยาระบาย (laxative) ซึ่งมีหลายกลุ่มตามกลไกการออกฤทธิ์ ยาที่ค่อนข้างปลอดภัยในการใช้คือ ยาระบายกลุ่ม bulk laxative ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับบรรเทาอาการท้องผูกในขั้นต้น เนื่องจากยาไม่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและมีผลข้างเคียงของการใช้ยาต่ำ สามารถใช้ยาได้ในผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์ ยาจะช่วยให้เกิดการดูดน้ำในลำไส้และขับอุจจาระออกมาได้ง่ายขึ้น ยาในกลุ่มนี้เช่น มูซิลิน (mucilin) ไม่ควรใช้ยาระบายกลุ่มกระตุ้นระบบทางเดินอาหาร (stimulant) เช่น เซนนา (senna) มะขามแขก น้ำมันละหุ่ง ไบซะโคดิล (bisacodyl) เมื่อท้องผูกที่มีอาการปวดท้องร่วมด้วย

อาการปวดท้องจากการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร

การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร เชื้อที่ติดมีความแตกต่างกันในแต่ละแหล่งที่มาของโรค ดังนั้นแล้วหากอาการปวดท้องมีอาการท้องเสียร่วมด้วย สิ่งที่ผู้ป่วยควรทำคือการรับประทานเกลือแร่ชนิดผงผสมน้ำสำหรับอาการท้องเสียเพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาหยุดถ่ายมารับประทานเพื่อรักษาอาการด้วยตัวเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อให้คำแนะนำในการรักษาอย่างเหมาะสม ถ้าหากมีอาการเหลวถ่ายเป็นเลือดควรปรึกษาแพทย์ทันที

หากมีการปวดบริเวณท้องในรูปแบบอื่น ยาพาราเซตามอล อาจช่วยบรรเทาอาการปวดได้ แต่ยาไม่ได้รักษาที่ต้นตอของอาการปวดท้อง และควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาลดการอักเสบกลุ่ม NSAID เนื่องจากตัวยาสามารถทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารได้

สาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดอาการปวดท้อง

นอกจากสาเหตุที่พบได้บ่อยข้างต้นแล้ว โรคอื่นที่อาจเป็นสาเหตุของการปวดท้องเฉียบพลัน เช่น การอักเสบของระบบอวัยวะในระบบทางเดินอาหาร การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ เลือดเป็นกรดจากกรดแลคติก (lactic acidosis) หรือแบบเรื้อรัง เช่น กระเพาะอาหารอักเสบ แผลในกระเพาะอาหาร โรคกรดไหลย้อน ลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome) ซิสที่รังไข่ เกิดก้อนนิ่ว หรืออาการปวดท้องแบบค่อยดำเนินไปอย่างรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อาจเกิดจากมะเร็งได้เช่นกัน

เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์

โดยส่วนมากแล้วอาการปวดท้องจะไม่ปวดต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานและไม่ค่อยรุนแรง แต่หากอาการปวดท้องมีอาการรุนแรงมากขึ้นหรือมีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยต่อไป ไม่ควรซื้อยามารับประทานเพื่อรักษาอาการด้วยตนเอง

  • อาการปวดท้องอย่างรุนแรง
  • มีไข้
  • ท้องเสีย หรือท้องผูกต่อเนื่อง
  • อุจจาระเป็นเลือด
  • คลื่นไส้ อาเจียนต่อเนื่อง
  • อาเจียนเป็นเลือด
  • น้ำหนักลด
  • ผิวเหลืองต่างจากสีผิวปกติ (สัญญาณบ่งบอกของดีซ่าน)
  • มีอาการเจ็บรุนแรงเมื่อเอามือกดที่ช่องท้อง
  • ท้องโตกว่าปกติ

 

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามฟรี ได้คำตอบภายใน 24 ชม.

ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ตอบโดยแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง (คุณจะได้รับอีเมลเมื่อแพทย์ตอบคำถามของคุณ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

การันตีคำตอบจากคุณหมอภายใน 60 นาที หรือรับค่าดำเนินการคำถามด่วน 200 บาทคืนไปเลย

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน เพื่อที่คุณจะสามารถรับความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆท่านในคำถามของคุณ

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
อาการปวดของกระดูกหัวเหน่า(Pubic Bone)ในช่วงตั้งครรภ์
อาการปวดของกระดูกหัวเหน่า(Pubic Bone)ในช่วงตั้งครรภ์

แนวประสานกระดูกหัวเหน่ามีความผิดปกติ (Symphysis Pubis Dysfunction)

จัดการกับอาการปวดคอด้วย Cervical Roll
จัดการกับอาการปวดคอด้วย Cervical Roll

จัดให้คอของคุณอยู่ในท่าที่เหมาะสมขณะหลับ