ยา

ขอบเขตการออกฤทธิ์ของยา

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 32 นาที
ขอบเขตการออกฤทธิ์ของยา

ขอบเขตการออกฤทธิ์ของยา

ยาปฏิชีวนะมีขอบเขตการออกฤทธิ์ต่อแบคทีเรีย 3 ลักษณะ ดังนี้

  1. ขอบเขตการออกฤทธิ์แคบ

    หมายความว่าเป็นยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์ทำลายแบคทีเรียเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น เช่น กลุ่มอะมิโนกลัยโคไซด์ มีฤทธิ์ทำลายเฉพาะแบคทีเรียแกรมลบรูปแท่ง ยาบางตัวในกลุ่มเพนิซิลลินหรือกลุ่มมะโครไลด์มีฤทธิ์ส่วนใหญ่ต่อแบคทีเรียแกรมบวกรูปกลมและรูปแท่ง เป็นต้น

  2. ขอบเขตการออกฤทธิ์กว้างปานกลาง

    เป็นยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์ต่อแบคทีเรียทั้งชนิดแกรมบวกและแกรมลบบางชนิด แต่ไม่มีผลต่อจุลชีพอื่น เช่น กลุ่มซัลโฟนาไมด์ แอมพิซิลลิน และอะม็อกซิซิลลิน มีผลต่อแบคทีเรียแกรมบวกและแบคทีเรียแกรมลบหลายชนิด หรือกลุ่มเซฟาโลสปอรินรุ่นที่หนึ่งและรุ่นที่สอง ออกฤทธิ์เจาะจงต่อแบคทีเรียแกรมบวกหลายชนิดและแบคทีเรียแกรมลบบางชนิดเท่านั้น ไม่มีผลทำลายจุลชีพอื่น เป็นต้น

  3. ขอบเขตการออกฤทธิ์กว้างมาก

    ยาปฏิชีวนะกลุ่มนี้นอกจากมีผลทำลายแบคทีเรียทั้งชนิดแกรมบวกและแกรมลบแล้วยังมีผลทำลายจุลชีพอื่นด้วย เช่น สามารถทำลายเชื้อไวรัส เชื้อราและโปรโตซัวได้ด้วย ตัวอย่างยาที่มีขอบเขตการออกฤทธิ์กว้างมาก เช่น คลอแรมเฟนิคอล (ปัจจุบันจัดอยู่ในกลุ่ม “ยาควบคุมพิเศษ” ห้ามจำหน่ายในร้านยา) สามารถออกฤทธิ์ต่อแบคทีเรียทั้งชนิดที่ใช้หรือไม่ใช้ออกซิเจนในการเจริญเติบโต หรือกลุ่มเตตร้าซัยคลิน ซึ่งทำลายแบคทีเรียหลายชนิด แม้แต่แบคทีเรียที่ไม่ต้องการอากาศในการดำรงชีวิต ตลอดจนจุลชีพอื่น เช่น เชื้อราและโปรโตซัว เป็นต้น

    ในส่วนต่อไป จะกล่าวถึงรายละเอียดที่สำคัญของยาแต่ละกลุ่ม ดังนี้

    • กลุ่มเพนิซิลลิน

    กลุ่มเพนิซิลลินจัดเป็นยาปฏิชีวนะที่มีการใช้กันมาก ยากลุ่มนี้มีความปลอดภัยสูง สามารถใช้กับทารก เด็ก หญิงตั้งครรภ์ได้ทุกระยะของการตั้งครรภ์และผู้สูงอายุ

    กลไกการออกฤทธิ์                    ยาออกฤทธิ์โดยยับยั้งไม่ให้แบคทีเรียสร้างผนังเซลล์มีผลให้แบคทีเรียตาย (Bactericidal)

    ขอบเขตการออกฤทธิ์                    ยาแบ่งย่อยเป็น 5 กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีขอบเขตการออกฤทธิ์ทำลายเชื้อแบคทีเรียแต่ละชนิดได้แตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่ออกฤทธิ์ต่อแบคทีเรียแกรมบวกมากกว่าแกรมลบ

    แบคทีเรียแกรมลบที่ยังพอจะใช้ได้ผลคือ Neisseria gonorrhoeae ซึ่งทำให้เกิดโรคหนองใน แต่ในระยะหลังพบว่าเชื้อดื้อยาสูงรักษาไม่ค่อยได้ผล

    ยากลุ่มนี้มีหลายชนิดทั้งที่เป็นรูปยาฉีด และรับประทาน โดยแต่ละชนิดมีขอบเขตการฆ่าแบคทีเรีย ดังนี้

ตารางแสดงยากลุ่มเพนิซิลลิน  และความแตกต่างของยาแต่ละชนิด

ขอบเขตการออกฤทธิ์ ตัวอย่างยา ตัวอย่างแบคทีเรียที่ยามีผลในการทำลาย
1.  มีขอบเขตทำลายแบคทีเรียแกรมบวกได้มากกว่าแบคทีเรียแกรมลบ  และถูกทำลายด้วยเอนไซม์เพนิซิลิเนส Penicillin G.

Penicillin V.

(Pen G มีฤทธิ์แรงกว่า Pen V 5-10 เท่า)

Streptococcus spp.

Nelsseria spp.

ไม่ได้ผลต่อ Staphylococcus aureus

2.  มีขอบเขตทำลายแลคทีเรียแกรมบวกและตัวยาทนต่อเอนไซม์เพนิซิลิเนส Methicillin

Nafcillin

Oxacillin

Cloxacillin

Dicloxacillin

Staphylococcus aureus

Staphylococcus epidermidis

3.  มีขอบเขตทำลายแบคทีเรียแกรมบวกและแบคทีเรียแกรมลบได้แต่ยาถูกทำลายได้ด้วยเอนไซม์เพนิซิลิเนส Ampiccillin

Amoxycillin

Bacampicillin

Amoxiclav

(สูตรผสมระหว่าง Amoxycillin + Clavulanic acid)

Streptococcus spp.

Neisseria gonorrhoeae

Haemophilus influenza

Escherichia coli (E.coli)

Proteus mirabilis

Enterococci

4.  มีขอบเขตการออกฤทธิ์กว้างทำลายแบคทีเรียทั้งแกรมบวกและแกรมลบ Carbenicillin

Ticarcillin

Aziocillin

Meziocillin

Piperacillin

เหมือน  3  กลุ่มแรก  และยังมีผลต่อเชื้อดังต่อไปนี้

Pseudomonas aeruginosa

Enterobacter spp.

Proteus mirabills

Klebsiella spp.

แบคทีเรียแอนแอโรปส์บางชนิด  รวมทั้ง

Bacteroides fragilis

5.  ได้ผลดีมากกับแบคทีเรียแกรมลบแต่ไม่ได้ผลกับแบคทีเรียแกรมบวก Micillinam

Pivmecillinam

E.coli

Shigella spp.

Klebsiella

Enterobacter

Salmonella spp.

หมายเหตุ  เอนไซม์เพนิซิลิเนสหรือเรียกอีกอย่างว่าเอนไซม์เบต้าแลคทาเมสเป็นเอนไซม์ที่แบคทีเรียบางสายพันธุ์สร้างขึ้น  และสามารถทำลายยาปฏิชีวนะหลายชนิดได้  ทำให้การใช้ยาไม่ได้ผล  และแบคทีเรียเกิดการดื้อยา

ยากลุ่มนี้ที่มีการใช้กันมากสำหรับร้านยา  มีรายละเอียดปลีกย่อย  ดังนี้

ตารางแสดงยากลุ่มเพนิซิลลินที่ใช้มากในร้านยา

ชื่อยา ขอบเขตการฆ่าเชื้อ รูปแบบทางการค้า ขนาดรับประทาน ข้อบ่งใช้
แอมพิซิลลิน ยามีความสามารถฆ่าได้ทั้งแบคทีเรียแกรมบวกและแกรมลบบางชนิด  แต่ตัวยาไม่ทนต่อเอนไซม์เพนิซิลิเนส แคปซูล

250 มก. และ 500 มก.

ชนิดน้ำ

125 มก./ช้อนชา

250 มก./ช้อนชา

ผู้ใหญ่

500 มก.วันละ  4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอนกรณีใช้รักษาหนองในควรให้โปรเบนีซิด 1 กรัม ครึ่งชั่วโมงล่วงหน้า  หลังจากนั้นจึงให้แอมพิซิลลิน 35 กรัม ครั้งเดียว  โปรเบนีซิดจะทำให้ระดับแอมพิซิลลินสูงขึ้นและอยู่ในเลือดได้นานขึ้น

โรคที่เกิดจากแบคทีเรียแกรมบวกเช่น  โรคระบบทางเดินหายใจส่วนบนโรคจากการติดเชื้อแบคทีเรียแกรมลบบางชนิด  เช่น  ท้องเดินจากเชื้อซัลโมเนลลาไทฟอยด์  หรือใช้รากสาดน้อย  ท้องเดินจากบิดไม่มีตัวซิเกลล่า หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบจากอีโคไล โรคหนองใน(ปัจจุบันพบเชื้อหนองในดื้อต่อแอมพิซิลลินสูง  มักใช้ไม่ค่อยได้ผล)
คลอกซาซิลลิน ยามีผลทำลายแบคทีเรียแกรมบวกและไม่ถูกทำลายด้วยเอนไซม์เพนิซิลิเนส แคปซูล

250 มก.และ 500 มก.

ชนิดน้ำ

125 มก./ช้อนชา

ผู้ใหญ่

500 มก. ก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง วันละ 3-4 ครั้ง เป็นเวลา 5-7 วัน

เป็นยาอันดับแรกที่นิยมใช้รักษาและป้องกันเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังเนื่องจากมักเกิดจากแบคทีเรียแกรมบวก Staphylococcus ที่สร้างเอนไซม์เพนิซิลิเนส  และยังใช้ในการติดเชื้อจากแบคทีเรียแกรมบวกอื่น ๆ โดยเฉพาะการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน และไข้รูมาติก  เป็นต้น
อะม็อกซิซิลลินผสมกับกรดคลาวูลานิก

(อะม็อกซิคลาฟ)

ยามีผลฆ่าแบคทีเรียทั้งแกรมบวกและแกรมลบ  แบคทีเรียกลุ่มแอนแอโรปส์และไม่ถูกทำลายด้วยเอนไซม์เพนิซิลิเนส แคปซูล 357 มก.

(อะม็อกซิซิลลิน 250 มก.+ กรดคลาวูลานิก 125 มก.)

แคปซูล 625 มก.

(อะม็อกซิซิลลิน 500 มก.

กรดคลาวูลานิก 125 มก.)

แคปซูล 1 กรัม

(อะม็อกซิซิลลิน 875 มก.

กรดคลาวูลานิก 125 มก.)

ชนิดน้ำ

288 มก./ 5 มล.

457 มก./ ช้อนชา

มี 3 ขนาดคือ

ชนิด 375 มก. สำหรับเด็ก

625 มก. และ 1 ก. สำหรับผู้ใหญ่

รับประทานวันละ 2 ครั้ง  หลังอาหาร  เช้า-เย็น  ยกเว้น  ขนาด 1 ก.  วันละ  1  ครั้ง

ใช้กับโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่เรือรังหรือเฉียบพลันได้ทุกระบบ เช่น โรคระบบทางเดินหายใจผิวหนัง  ท้องเดินกระเพาะปัสสาวะอักเสบ  เป็นต้น

 

ทราบหรือไม่ว่า  แอมพิซิลลินและอะม็อกซิซิลลินแตกต่างกันอย่างไร ?

คำตอบ              ยาทั้ง  2  ชนิด  มีขอบเขตการฆ่าเชื้อแบคทีเรียเหมือนกันจึงมีข้อบ่งใช้เช่นเดียวกัน  ต่างกันที่

  1. ความเข้มข้นของยาในเลือด โดยในขนาดยาที่เท่ากัน  เช่น  แอมพิซิลลิน  500  มก.  และอะม็อกซิซิลลิน  500 มก.  เมื่อรับประทานแล้ว  อะม็อกซิซิลลินจะมีความเข้มข้นของยาในเลือดมากกว่า  แอมพิซิลลิน  2.5  เท่า  เปรียบเทียบให้เข้าใจชัดเจนและง่ายขึ้นดังนี้
    • อะม็อกซิซิลลิน 250  มก.  มีระดับยาในเลือดสูงกว่า แอมพิซิลลิน  250  มก.  ประมาณ  5  เท่า
    • อะม็อกซิซิลลิน 500  มก.  มีระดับยาในเลือดสูงกว่า แอมพิซิลลิน  500  มก.  ประมาณ  5  เท่า

    ข้อมูลข้างต้นนี้ให้ประโยชน์อย่างไร ?

    คำตอบ              ผู้ใหญ่ตัวเล็กอาจใช้อะม็อกซิซิลลิน  250  มก.  ก็มีประสิทธิภาพใกล้เคียงแอมพิซิลลิน  500  มก.  ทำให้ราคายาต่อการรักษาแต่ละครั้งต่ำลง  อาการข้างเคียงลดลง

  2. เปรียบเทียบประสิทธิภาพการทำลายแบคทีเรียแกรมลบพบว่าแอมพิซิลลินดีกว่าอะม็อกซิซิลลิน โดยเฉพาะการทำลายเชื้อบิดไม่มีตัวซิเกลล่าจะดีกว่าอะม็อกซิซิลลิน

    ข้อมูลข้างต้นนี้บอกอะไรเราได้บ้าง ?

    คำตอบ              ส่วนใหญ่โรคติดเชื้อส่วนล่างของร่างกาย  เช่น  ท้องเดิน  กระเพาะปัสสาวะอักเสบ  หนองใน  มักมาจากแบคทีเรียแกรมลบ  ดังนั้นการรักษาโรคติดเชื้อส่วนล่าง  เมื่อเทียบระหว่าง  2  ชนิดนี้แอมพิซิลลินจะดีกว่าอะม็อกซิซิลลิน  แม้ว่าอะม็อกซิซิลลินจะมีความเข้มข้นของยาในเลือดมากกว่าก็ตาม

    ทราบหรือไม่ว่าคลิกซาซิลลินและไดคลอกซาซิลลินต่างกันอย่างไร ?

    คำตอบ              ยาทั้ง  2  ชนิดมีขอบเขตการฆ่าแบคทีเรียเหมือนกัน  คือ  ทำลายแบคทีเรียแกรมบวมเป็นหลักและไม่ถูกทำลายด้วยเอนไซม์เพนิซิลิเนส  นิยมใช้เป็นยาอันดับแรกในการป้องกันหรือรักษาโรคผิวหนังติดเชื้อแบคทีเรียที่มาจาก Staphylococcus Aureus สายพันธุ์ที่สร้างเพนิซิลิเนส

    สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างยา  2  ชนิด  คือ  ในประมาณยาที่เท่ากัน  ไดคลอกซาซิลลินจะมีระดับความเข้มข้น  หรือการดูดซึมยาเข้ากระแสเลือดสูงกว่า  คลอกซาซิลลิน  0.6-0.7  เท่า  สามารถเปรียบเทียบได้ดังนี้

    • ไดคลอกซาซิลลิน 250  มก.  มีความเข้มข้นของยาในเลือดมากกว่าคลอกซาซิลลิน  250  มก.  ประมาณ  6-0.7  เท่า
    • ไดคลอกซาซิลลิน 500  มก.  มีความเข้มข้นของยาในเลือดมากกว่าคลอกซาซิลลิน  500  มก.  ประมาณ  6-0.7  เท่า

    เราใช้ประโยชน์จากข้อมูลนี้ได้อย่างไร ?

    คำตอบ              ผู้ใหญ่ตัวเล็กอาจใช้ไดคลอกซาซิลลิน  250  มก.  แทนการใช้คลอกซาซิลลิน  500  มก.  เพราะราคาต่อการรักษา  1  ครั้งจะต่ำกว่าการใช้คลอกซาซิลลิน  500  มก.  ในขณะที่ประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อใกล้เคียงกัน

เกร็ดเล็ก ๆ แต่สำคัญ

กลุ่มเพนิซิลลิต  จัดเป็นยาปฏิชีวนะที่ปลอดภัยกว่ากลุ่มอื่น  เพราะยามีกลไกทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรีย  จึงไม่มีผลต่อเซลล์ของคน  เนื่องจากเซลล์ของคนไม่มีผนังเซลล์  กลุ่มเพนิซิลลิน  สามารถใช้ได้กับหญิงตั้งครรภ์ทุก ๆ ระยะของการตั้งครรภ์  กลุ่มเพนิซิลลิน  สามารถใช้ได้กับผู้เป็นโรคเลือดชนิดขาดเอนไซม์ G-6PD

โดยส่วนใหญ่ยากลุ่มเพนิซิลลินออกฤทธิ์ทำลายแบคทีเรียแกรมบวกมากกว่าแกรมลบ  เนื่องจากผนังเซลล์ของแบคทีเรียแกรมลบมีไขมันมากและยังมีผนังหุ้มชั้นนอกอีก  1  ชั้น ทำให้ยาซึมเข้าไปทำลายได้ยาก

  • อาการข้างเคียงของกลุ่มเพนิซิลลิน

    แม้ว่ายากลุ่มนี้จะมีความปลอดภัยสูง  แต่ก็จัดเป็นยาที่พบอาการแพ้บ่อย  จากสถิติพบถึง  5-10 %  ของผู้ที่ใช้ยา

    อย่างไรก็ตาม  อาการแพ้ที่เกิดขึ้นไม่รุนแรงอะไร  เช่น  เกิดผื่นคัน  หรือลมพิษที่ผิวหนัง  หรืออาจพบอาการท้องเดิน  คลื่นไส้เล็กน้อย  อาการเหล่านี้เมื่อหยุดใช้ยาก็จะหายได้  แต่อาการข้างเคียงอีกประเภทที่พบน้อยกว่าแบบแรก  แต่ค่อนข้างรุนแรงและอาจเสียชีวิตได้ถ้าแก้ไขไม่ทัน  คือ  การช็อกจากการแพ้ยา  โดยผู้ป่วยจะมีผื่นขึ้นเต็มตัว  แน่นหน้าอก  หายใจไม่ออก  หอบ  ความดันโลหิตต่ำ  หน้ามืดและอาจเกิดภาวะช็อกจนเกิดเสียชีวิตได้

    ดังนั้น  ควรหลีกเลี่ยงยากลุ่มนี้ในผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้  โรคหอบหืด  ไข้ละอองฟาง  หรือแพ้ยาง่าย  โดยเลี่ยงไปใช้กลุ่มอื่นแทน  เช่น  กลุ่มมะโครไลด์  หรือกลุ่มฟลูออโรควิโนโลน  เป็นต้น

    กรณีแพ้ยาตัวใดตัวหนึ่งในกลุ่ม  ก็ไม่ควรใช้ตัวอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกันเช่นกัน

  • คำแนะนำการใช้ยา

    ยากลุ่มนี้ควรรับประทานขณะท้องว่าง  เช่น  ก่อนอาหารครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง  หรือหลังอาหาร  2  ชั่วโมง  เนื่องจากยาถูกทำลายด้วยกรดในกระเพาะอาหาร  ซึ่งจะหลั่งออกมามากขณะมีอาหารในกระเพาะ  นอกจากนั้นอาหารจะดูดซับยาไว้ส่วนหนึ่งทำให้ยาถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดลดลง  จนอาจมีความเข้มข้นไม่มากพอที่จะทำลายเชื้อได้  ดังนั้น  จึงไม่ควรให้ยาใกล้เคียงเวลารับประทานอาหารยกเว้นอะม็อกซิซิลลินที่อาหารไม่มีผลรบกวนการดูดซึมของยาและไม่ถูกทำลายด้วยกรดในกระเพาะอาหาร  จึงสามารถรับประทานก่อนอาหารหรือหลังอาหารก็ได้

    และเนื่องจากยากลุ่มนี้ถูกทำลายด้วยกรดจึงไม่ควรรับประทานร่วมกับผลไม้หรือน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวทุกชนิด  เช่น  น้ำส้ม  น้ำมะนาว  เป็นต้น  เพราะสารที่มีรสเปรี้ยวจะมีฤทธิ์เป็นกรด  ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลง

    กรณีที่รับประทานแอมพิซิลลินหรือเพนิซิลลินร่วมกับยาเม็ดคุมกำเนิด  อาจทำให้ยาเม็ดคุมกำเนิดมีประสิทธิภาพลดลง  จึงควรระมัดระวังขณะที่ใช้ยา  2  กลุ่มนี้ในช่วงเวลาเดียวกัน

      กลุ่มเซฟาโลสปอริน

    กลุ่มเซฟาโลสปอรินเป็นยาที่มีโครงสร้างคล้ายกลุ่มเพนิซิลลิน  สามารถใช้ในผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยากลุ่มเพนิซิลลินได้  แต่ควรระวังการใช้  เพราะพบว่าเกิดการแพ้ยาข้ามกลุ่มได้ประมาณ  15-20 %  หมายความว่า  ใน  100  คนที่แพ้ยากลุ่มเพนิซิลลิน  เมื่อมาใช้ยากลุ่มเซฟาโลสปอรินแล้วเกิดอาการแพ้กลุ่มเซฟาโลสปอรินได้มากถึง  15-20  คน

    กลไกการออกฤทธิ์                        เซฟาโลสปอรินออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ของแบคทีเรียมีผลให้แบคทีเรียตาย (Bactericidal)

    ขอบเขตการออกฤทธิ์                    ยากลุ่มนี้แบ่งออกเป็น  4  รุ่น  แต่ละรุ่นมีขอบเขตการออกฤทธิ์ต่อแบคทีเรียดังนี้

    เซฟาโลสปอรินรุ่นที่หนึ่ง

    ออกฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียแกรมบวกเป็นส่วนใหญ่  ในการยังยั้งแกรมลบต้องเพิ่มขนาดให้สูงขึ้น  เพราะยาผ่านผนังเซลล์ของแบคทีเรียแกรมลบได้ยากกว่า  และได้ผลเฉพาะแบคทีเรียแกรมลบบางตัว  เช่น  Escherichia coli. Proteus mirabilis  และ  Moraxella catarrhalis  ยาทนต่อเอนไซม์เพนิซิลิเนสได้เล็กน้อย

    ยามีผลทำลายแบคทีเรียกลุ่มแอนแอโรปส์ได้  ยกเว้น  Baccteroides fragilis

    เซฟาโลสปิรินรุ่นที่สอง

    ออกฤทธิ์ยังยั้งแกรมบวกได้ใกล้เคียงกับรุ่นที่หนึ่งและออกฤทธิ์ต่อแกรมลบได้มากขึ้นโดยเฉพาะซีฟาคลอร์ที่ได้ผลดีมากต่อ  H. Influenzae  ยายังทนต่อเอนไซม์เพนิซิลิเนสได้มากกว่ารุ่นที่หนึ่งและทำลายแอนแอโรปส์ตลอดจนสามารถทำลาย  Bacteroides fragilis  ได้ด้วย

    เซฟาโลสปอรินรุ่นที่สาม

    ยารุ่นนี้มีผลต่อแบคทีเรียแกรมบวกน้อยกว่ารุ่นที่หนึ่ง และรุ่นที่สอง แต่ประสิทธิภาพต่อแบคทีเรียแกรมลบมากขึ้นและใช้ได้ผลดีมากต่อแบคทีเรียแกรมลบดังต่อไปนี้

    • Pseudomonas aeruginosa
    • gonorrhoeae เชื้อหนองใน
    • influenzae เชื้อไข้หวัดใหญ่
    • coli ทำให้เกิดอาการท้องเดินหรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
    • spp
    • Proteus spp.

    เซฟาโลสปอรินรุ่นที่สี่

    ยารุ่นนี้ มีแต่ในรูปยาฉีด ออกฤทธิ์ทำลายแบคทีเรียแกรมลบได้มากกว่าทุกรุ่นที่ผ่านมาและทนต่อเอนไซม์เพนิซิลิเนสมากขึ้น

ตารางแสดงยาและประสิทธิภาพของยากลุ่มเซฟาโลสปอรินแต่ละรุ่น

รุ่น ชื่อยา ตัวอย่างชื่อการค้า ผลต่อ

เชื้อแบค

ทีเรีย

แกรมบวก

ผลต่อเชื้อแบคทีเรีย

แกรมลบ

ความทนต่อเอนไซม์

เพนิซิลิเนส

หรือเบต้า

แลคทาเมส

ผลต่อ

แบคทีเรีย

แอนแอโรปส์

รุ่นที่หนึ่ง Cephalothin

Cephapirin

Cefazolin

Cephalexin

Cephradine

Cefadroxil

Keflin®

Cefadly®

Cefazolin Meiji®

Keflex® ,lbliex®

Anspor® ,Velosef®

Cefadril®

Uricef® ,Furicef®

++++ +

เฉพาะ

Moraxella

catarrhalis,

E.coli,

Proteus mirabilis

 

+ +++

ยกเว้น

Bacteroides

fragilis

รุ่นที่สอง Cefamandole

Cefoxitin

Cefaclor

Cefuroxime

Cefonicid

Cefotetan

Ceforanide

Cefprozil

Mandol®

Cefoxin®

Distaclor®,Vercef®

Zinnat®

Monocid®

Cafotan®

 

Procef®

+++ ++ +++ +++
รุ่นที่สาม Cefotaxime

Cetizoxime

Cefixime

Ceftriaxone

Cefoperazone

Ceftibuten

Ceftazidime

Cefsulodin

Cefdinir

Cefpodoxime

Moxalactam

Claforan®

Cefizox®

Cefspan®

Rocephin®

Cefobid®

Cedax®

Fortum®

Monaspor®

Omnicef®

Banan®

Moxam®

+ถึง+++

แต่ไวน้อย

กว่ารุ่น

ที่หนึ่ง

และรุ่นที่

สอง

+++

ทำลาย

Pseudomonas

Aeruginosa

ได้ดีมาก

+++ +++
รุ่นที่สี่ Cefpirome

Cefepime

Ceform®

Maxipime®

++++ +++ถึง++++ทำลาย

Pseudomonas

Aeruginosa

ได้ดีมาก ยามีผล

ทำลายเชื้อแกรมลบที่ดื้อต่อรุ่นที่สามได้ดีอีกด้วย

+++ +++

 

หมายเหตุ จำนวน + มากหมายความว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าจำนวน + น้อย

เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของเซฟาโลสปอรินทั้ง 4 รุ่น จะเห็นว่ารุ่นที่หนึ่งมีฤทธิ์ทำลายแบคทีเรียแกรมบวกดีที่สุด ใกล้เคียงกับรุ่นที่สี่ ส่วนรุ่นที่สองมีฤทธิ์ยับยั้งแกรมลบดีกว่ารุ่นที่หนึ่ง โดยเฉพาะเชื้อหนองใน (N.gonorrhoeae) และเชื้อไข้หวัดใหญ่ (H.influenzae) ส่วนรุ่นที่สามมีฤทธิ์ทำลายแกรมลบและยังสามารถทำลาย P.aeruginosa ได้อีกด้วย

ทุกตัวของกลุ่มเซฟาโลสปอรินทนต่อเอนไซม์เพนิชิลิเนส

            n  ข้อบ่งใช้สำหรับกลุ่มเซฟาโลสปอริน

เซฟาโลสปอริน เป็นยาที่สามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อแบคมีเรียหลายชนิด ส่วนใหญ่ยากลุ่มนี้อยู่ในรูปยาฉีด แต่ปัจจุบันได้มีการพัฒนาสูตรโครงสร้างที่ทำให้ได้เซฟาโลสปอรินชนิดรับประทานหลายชนิดซึ่งสะดวกในการใช้มากกว่ายาฉีดและผู้ป่วยทนต่อยาได้ดีกว่ายารุ่นที่หนึ่ง

ซีฟาเล็กชินซึ่งอยู่ในรุ่นที่หนึ่ง สามารถเลือกใช้เป็นยาอันดับแรกในการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ทอนซิลอักเสบ คออักเสบ ไซนัสอักเสบ และการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น หลอดลมอักเสบ

ปอดบวม ตลอดจนการติดเชื้อในหูชั้นกลาง เป็นต้น

นอกจากนั้น เซฟาโลสปอรินรุ่นที่สาม ยังสามารถนำมาใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรียแกรมลบที่อวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกายได้ เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ การติดเชื้อที่ผิวหนังหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะเซฟทริเอโซนนิยมนำมาใช้ในการรักษาหนองใน และแผลริมอ่อน เป็นต้น

แนวทางกว้าง ๆ ในการใช้ยากลุ่มเซฟาโลสปอรินชนิดรับประทาน  คือ

รุ่นที่หนึ่ง            ใช้กรณีติดเชื้อแกรมบวกเป็นหลัก เช่น การติดเชื้อที่ผิวหนัง คออักเสบ การติดเชื้อบริเวณเนื้อเยื่ออ่อน

รุ่นที่สอง            ใช้กับการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน แผลผิวหนังติดเชื้อของผู้ป่วยเบาหวาน นอกจากนั้นแพทย์ยังนิยมให้รุ่นที่สองกับผู้ป่วยก่อนการผ่าตัดลำไส้ใหญ่ และผ่าตัดทางสูตินรีเวช เพื่อป้องกันการติดเชื้อขณะและหลังผ่าตัดโดยเฉพาะการติดเชื้อ E.coli

รุ่นที่สาม            รุ่นนี้ทั้งหมดสามารถใช้รักษาการติดเชื้อแกรมลบหลายชนิด เช่น ปอดอักเสบจากการติดเชื้อ การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ ผิวหนังติดเชื้อ การติดเชื้อในช่องท้อง โดยเฉพาะเซฟทริเอโซนซึ่งเป็นยาฉีดจะใช้กับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองในหรือแผลริมอ่อน ได้ดี

รุ่นที่สี่                ยารุ่นนี้สามารถใช้กับโรคติดเชื้อแบคทีเรียได้ทุกระบบและมีเฉพาะในรูปที่เป็นยาฉีดเท่านั้น

  • ข้อควรทราบอื่น ๆ ของยากลุ่มนี้ได้แก่
    1. ควรรับประทานซีฟาเล็กซิน และซีฟาดรีนก่อนอาหารเพราะถ้ามีอาหารอยู่ อาหารจะดูดซับยาไว้ ทำให้ยาถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้น้อย ประสิทธิภาพการรักษาจะไม่ดีเท่าที่ควร
    2. ถ้าให้โปรเบนีซิตขนาด 1 กรัม ล่วงหน้า 1 ชั่วโมงก่อนให้เซฟาโลสปอริน จะทำให้ยาอยู่ในร่างกายนานขึ้นและมีระดับยาในเลือดสูงขึ้นส่งผลให้ประสิทธิภาพการรักษาดี
  • ขนาดรับประทาน

    สำหรับยาในรูปแบบรับประทานมีขนาดการใช้ดังนี้

    รุ่นที่หนึ่ง

    ซีฟาเล็กซิน                                 1  กรัม               ทุก  6  ชม.

    ซีฟาดร็อกซิล                              1  กรับ               ทุก 12 ชม.

    รุ่นที่สอง

    ซีฟาคลร์                                   1  กรัม               ทุก  8  ชม.

    เซฟูร็อกซีม อะซีติล                      500 มก.             ทุก  12  ชม.

    รุ่นที่สาม

    เซฟโปด็อกซีม โปรซีติล                 200-400  มก.     ทุก  12  ชม.

    เซฟดิเนียร์                                  100  มก.            ทุก 8 ชม.  รับประทานได้ทั้งก่อนและหลังอาหาร

    กลุ่มเซฟาโลสปอรินจัดเป็นยาที่สามารถใช้กับหญิงตั้งครรภ์ได้ทุกระยะของการตั้งครรภ์

  • อาการข้างเคียง

    เซฟาโลสปอรินเป็นยาที่พัฒนาโครงสร้างมาจากกลุ่มเพนิซิลลิน กลไกการทำลายแบคทีเรียจึงเหมือนกัน คือ ยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ของแบคทีเรีย ดังนั้นจึงมีความปลอดภัยต่อคนสูงเช่นเดียวกับกลุ่มเพนิซิลลินเช่นกัน

    อาการข้างเคียงที่พบโดยทั่วไป คือ ผื่นคัน ลมพิษ เช่นเดียวกับกลุ่มเพนิซิลลิน ส่วนการแพ้แบบช็อกจากการแพ้ยาพบน้อย

    สิ่งที่ควรระวัง คือ หลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่มนี้กับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ หวัด หรือไข้ละอองฟาง โรคหอบหืด เพราะเป็นผู้ที่ไวต่อการแพ้อยู่แล้ว นอกจากนั้นแม้ว่าจะสามารถใช้ได้กับผู้ที่แพ้กลุ่มเพนิซิลลินก็ตาม แต่น่าจะหลีกเลี่ยงในกลุ่มที่แพ้เพนิซิลลินด้วย เพราะพบว่าผู้แพ้เพนิซิลลินเมื่อมาใช้เซฟาโลสปอรินจะเกิดการแพ้กลุ่มนี้มากถึง 15-20% เนื่องจากโครงสร้างทางเคมีของยาใกล้เคียงกัน

    อาการข้างเคียงอื่น ๆ ที่อาจพบได้บ้าง เช่น ท้องเดิน คลื่นไส้ อาเจียน หรือ มึนงง ซึ่งเมื่อใช้ยาไประยะเวลาหนึ่ง หรือหยุดใช้อาการจะหายไปได้เอง

กลุ่มมะโครไลด์

            ยากลุ่มนี้มักนำมาใช้กับผู้แพ้ยากลุ่มเพนิซิลลิน นอกจากนั้นยังนิยมใช้กับการติดเชื้อบริเวณทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่างและการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง

กลไกการออกฤทธิ์                        ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างโปรตีนที่ไรโบโซม บริเวณส่วนที่ 50s มีผลทำใหแบคทีเรียหยุดการเจริญเติบโต (Bacteriostatic)

ขอบเขตการออกฤทธิ์                    ทั้งกลุ่มทนต่อเอนไซม์เพนิซิลิเนสได้ดี ตัวที่เป็นรุ่นแรก คือ อิริโธรมัยชิน มีการออกฤทธิ์คล้ายเพนิซิลลิน คือได้ผลดีต่อแบคทีเรียแกรมบวก ส่วนผลต่อ

แกรมลบจะน้อยยกเว้นที่สังเคราะห์มาในระยะหลัง เช่น ร็อกซิโธรมัยซิน สไปรามัยซิน คลาริโธรมัยซิน และเอซิโธรมัยซิน จะมีประสิทธิภาพทำลายแกรมลบบางชนิดได้ดีขึ้น

ยากลุ่มนี้ที่ใช้กันทั่วไปมี 6 ตัว ดังนี้

  1. อิริโธรมัยซิน
  2. ร็อกซิโธรมัยซิน
  3. ไมดิกามัยซิน
  4. สไปรามัยซิน
  5. คลาริโธรมัยซิน
  6. เอซิโธรมัยซิน
  7. อิริโธรมัยซิน

            อิริโธรมัยซินไม่ถูกทำลายจากเอนไซม์เพนิซิลิเนส ออกฤทธิ์ทำลายแบคทีเรียแกรมบวกได้ดี โดยเฉพาะเชื้อ Streptococcus pneumonia, Streptococcus pyogenes (Group A Streptococcus) และ Staphylococcus spp.

ยาไม่ค่อยได้ผลต่อแบคทีเรียแกรมลบ แกรมลบที่พอจะได้ผลอยู่บ้าง คือ

  • Neisseria gonorrhoeae ทำให้เกิดโรคหนองใน
  • Haemophilus ducreyi ทำให้เกิดโรคแผลริมอ่อน

นอกจากนี้ยังมีประสิทธิภาพต่อแบคทีเรียที่ไม่ใช้ออกซิเจนบางตัว ได้แก่

  • Propionibacterium acne ทำให้เกิดสิว
  • Mycoplasma pneumonia ทำให้ทอนซิลอักเสบ และปอดบวม
  • Chlamydia trachomatis ทำให้เกิดโรคริดสีดวงตา

อิริโธรมัยซิน มี 4 รูปแบบ ดังนี้

            1.1 อิริโธรมัยซินเบส

เป็นรูปแบบที่ออกฤทธิ์ต่อแบคทีเรียโดยตรง ซึ่งอิริโธรมัยซินรูปแบบอื่น เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะต้องเปลี่ยนเป็นอิริโธรมัยซินเบสก่อนจึงมีผลต่อแบคทีเรีย

            1.2 อิริโธรมัยซินสเตียเรต

อิธิโธรมัยซินสเตียเรต เมื่อเข้าไปในร่างกายจะเปลี่ยนเป็นอิริโธรมัยซินเบสจึงออกฤทธิ์ทำลายแบคทีเรีย เนื่องจากยารูปแบบนี้สามารถถูกทำลายด้วยกรดในกระเพราะอาหาร จึงต้องทำเป็นยาเม็ดเคลื่อนชนิดทนกรด ตัวอย่างชื่อการค้า ได้แก่ อิริโธรซิน (Erythrocin®)

อิริโธรมัยซินเบสและอิริโธรมัยซินสเตียเรตควรให้ก่อนอาหารและดื่มน้ำตาม 2 แก้วจึงจะทำให้ดูดซึมเข้าเลือดได้เต็มที่และผลการรักษาดี กรณีรับประทานก่อนอาหารแล้วรู้สึกคลื่นไส้ อนุโลมให้เปลี่ยนมารับประทานหลังอาหารแทน แต่ประสิทธิภาพน้อยกว่าการรับประทานก่อนอาหาร

อิริโธรมัยซินเบสและอิริโธรมัยซินสเตียเรตเป็นรูปแบบที่สามารถใช้กับหญิงตั้งครรภ์และหญิงระยะให้นมบุตรได้อย่างปลอดภัย

1.3 อิริโธรมัยซินเอสโตเลต

            เป็นรูปแบบที่ทนต่อกรดได้ดีจึงสามารถทำให้รูปแคปซูลและทำในรูปยาน้ำแขวนตะกอน สามารถให้ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ เมื่อเข้าไปในร่างกายจะเปลี่ยนเป็นอิริโธรมัยซินเบส แล้วจึงออกฤทธิ์ทำลายแบคทีเรีย อิริโธรมัยซินรูปแบบนี้มีผลเสียต่อตับมากกว่าแบบอื่น ไม่ควรใช้ติดต่อกันนานมากเกิน 10 วัน เพราะจะทำให้ตับทำงานผิดปกติ

1.4 อิริโธรมัยซินเอทิลซัคซิเนส

            ดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้น้อยกว่ารูปแบบเอสโตเลต สามารถให้ก่อนหรือหลังอาหารก็ได้เช่นกัน เมื่อเข้าไปในร่างกายจะเปลี่ยนเป็นอิริโธรมัยซินเบสแล้วจึงออกฤทธิ์ ยามีรสขมน้อยกว่าแบบอื่นและทนต่อกรดได้ดีจึงนิยมนำมาทำในรูปยาน้ำแขวนตะกอน

แม้ว่ารูปแบบของอิริโธรมัยซินทั้ง 4 แบบจะมีการดูดซึมต่างกัน แต่ขอบเขตการทำลายแบคทีเรียและผลการรักษาไม่ต่างกัน

  • ข้อบ่งใช้

อิริโธรมัยซินทุกชนิดเป็นยาที่มีความปลอดภัยและสามารถใช้ในทารก เด็ก ผู้ที่แพ้ยากลุ่มเพนิซิลลิน ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีแนวโน้มแพ้ยาง่าย ผู้เป็นโรคภูมิแพ้ หอบหืด ตลอดจนผู้เป็นโรคเลือดชนิดขาดเอนไซม์ G-6PD โดยเฉพาะอิริโธรมัยซินสเตียเรต เป็นรูปแบบที่ใช้กับคนท้องได้ทุกๆ ระยะของการตั้งครรภ์

โรคติดเชื้อที่ยังสามารถใช้อิริโธรมัยซินได้ผลดี คือ

  • การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบน

ขนาดรับประทาน              ผู้ใหญ่ ครั้งละ 250 มก. วันละ 4 ครั้งก่อนอาหารและก่อนนอนติดต่อกัน 5-7 วัน

เด็ก 30 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวัน แบ่งให้วันละ 3 ครั้ง

  • ป้องกันหรือรักษาการติดเชื้อแผล มี หนองที่ผิวหนัง

ขนาดรับประทาน              ครั้งละ 250 มก. วันละ 4 ครั้งก่อนอาหารและก่อนนอน ติดต่อกัน 5-7 วัน

  • หนองในเทียม แผลริมอ่อน ฝีมะม่วง

ขนาดรับประทาน              ครั้งละ 250 มก. วันละ 4 ครั้งก่อนอาหารและก่อนนอน ติดต่อกัน 15 วัน

  • ข้อควรทราบคือ
  1. ขนาดรับประทานที่กำหนดเป็นปริมาณที่เทียบเท่ากับอิริโธรมัยซินเบส
  2. กรณีให้ก่อนอาหารแล้วคลื่นไส้ อาเจียน ให้เปลี่ยนมารับประทานหลังอาหารแทน แต่ประสิทธิภาพอาจจะน้อยกว่าการรับประทานก่อนอาหาร
  3. สิ่งที่ควรระวัง คือ อิริโธรมัยซิน ขับออกทางตับและสะสมในตับเป็นส่วนใหญ่ จึงควรหลีกเลี่ยงในผู้ที่ตับทำงานบกพร่อง และกรณีที่ต้องใช้ยาติดต่อกันนานหลายวันไม่ควรให้อิริโธรมัยซินในรูปของเอสโตเลต เพราะเป็นรูปแบบที่ทำให้เกิดอาการอักเสบของตับสูง โดยผู้ป่วยจะมีอาการตาเหลือง ส่วนใหญ่อาการจะเกิดหลังจากใช้ยาติดต่อกันนาน 10-20 วัน เมื่อพบอาการเช่นนี้ให้หยุดยาทันที แล้วอาการจะหายได้เอง

อย่างไรก็ตาม ยาขับออกทางไตน้อยมากจึงไม่จำเป็นต้องลดขนาดยาในผู้ป่วยที่ไตไม่ดีหรือเป็นโรคไต

  • อาการข้างเคียง

อาการข้างเคียงที่พบได้ คือ คลื่นไส้ อาเจียน แสบท้อง หลีกเลี่ยงได้โดยดื่มน้ำตามมากๆ และอาจให้รับประทานหลังอาหาร

แม้ว่ายาตัวนี้จะมีความปลอดภัยค่อนข้างสูงและพบการแพ้น้อยมาก แต่กรณีผู้ป่วยใช้ยาหลายตัว เช่น ยาแก้หอบหืดหรือยาอื่น ควรหลีกเลี่ยงการใช้อิริโธรมัยซิน เนื่องจากมีโอกาสเกิดปฏิกิริยาต่อกันกับยาได้หลายชนิด

  1. ร็อกซิโธรมัยซิน

ตัวอย่างชื่อการค้า เช่น รูลิด (Rulid®)

ร็อกซิโธรมัยซินมีขอบเขตการออกฤทธิ์ต่อแบคทีเรียแกรมบวกเช่นเดียวกันกับอิริโธรมัยซิน และมีประสิทธิภาพทำลายแกรมลบได้เล็กน้อย สิ่งที่ต่างจากอิริโธรมัยซินคือ ระยะเวลาการออกฤทธิ์นานกว่า จึงรับประทานเพียงวันละ 2 ครั้ง นอกจากนั้นยังไม่ค่อยพบอาการคลื่นไส้อาเจียน ตัวยาทนต่อกรดในกระเพาะอาหารได้ดี สามารถให้หลังอาหารได้ แต่พบว่าการให้ก่อนอาหาร 15 นาที จะทำให้ผลการรักษาดีที่สุด

นอกจากนั้นยายังสามารถซึมผ่านเยื่อบุผิวได้ดี จึงนิยมใช้ในการติดเชื้อบริเวณทางเดินหายใจ หู คอ จมูก ผิวหนัง เนื้อเยื่ออ่อนขนาดที่ใช้สำหรับผู้ใหญ่ คือ ครั้งละ 150 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหาร 15 นาที เด็กครั้งละ 2.5-5 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แบ่งให้วันละ 2 ครั้งก่อนอาหาร

ยาทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน น้อยกว่าอิริโธรมัยซินขับออกจากร่างกายทั้งทางตับและไต แต่ไม่สะสมในผู้ที่ไตทำงานบกพร่อง จึงไม่ต้องปรับขนาดยาในผู้ป่วยโรคไต ยกเว้นผู้ป่วยโรคตับแข็งให้ปรับขนาดยาลงเป็นครั้งละ 150 มก. วันละ 1 ครั้ง

  1. ไมดิกามัยชิน

ได้ผลดีต่อแบคทีเรียแกรมบวกและ Mycoplasma pneumoniae ที่ทำให้ทอนซิลอักเสบและปอดบวม นิยมใช้กับการติดเชื้อเป็นบริเวณเนื้อเยื่ออ่อน เช่น ในช่องปาก

ชื่อการค้า คือ ไมดิกามัยซิน เมจิ                                  ชนิดแคปซูล 200 มก.

(Midecamycin Meiji®)                          ชนิดเม็ด ขนาด 200 มก.

ไมโอติน (Miotin®)                                ชนิดน้ำเชื่อม ขนาด 100 และ 200 มก. ต่อช้อนชา

ขนาดรับประทาน  ผู้ใหญ่ ครั้งละ 200 – 400 มก. วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร

เด็ก ครั้งละ 20 – 40 มก. ต่อ กก. ต่อวัน แบ่งให้ 3 ครั้ง

  1. สไปรามัยซิน

ปัจจุบันมีการใช้น้อยมาก

ชื่อการค้า คือ โรวามัยซิน (Rovamycin®) ยามีอาการข้างเคียงสูงโดยเฉพาะการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดมวนท้อง ท้องเดิน ผิวหนังมีผื่นขึ้น และยาทำให้ฟันมีสีน้ำตาลติดฟันเช่นเดียวกับเตตร้าชัยคลิน

โรคที่ยังมีการใช้สไปรามัยซินอยู่บ้าง ได้แก่ การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ทอกซิลอักเสบ ไซนัสอักเสบ โพรงจมูกอักเสบและหูชั้นกลางอักเสบ

ขนาดรับประทาน              ครั้งละ 500 มก. วันละ 3 ครั้งหลังอาหารหรือกรณีอาการรุนแรง ใช้ครั้งละ 1000 มก. วันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้า-เย็น

เนื่องจากสไปรามัยซิมีผลเสียต่อตับค่อนข้างมาก จึงห้ามใช้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับ หรือตับทำงานบกพร่อง

  1. คลาริโธรมัยซิน

ชื่อการค้า คือ คลาซิด (Klacid®)

ยามีขอบเขตการออกฤทธิ์ต่อแบคทีเรียแกรมบวกและแกรมลบคล้ายคลึงกับอิริโธรมัยซิน แต่ผลต่อ  H.influenzae ที่ทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่ และ M.catarrthalis ดีกว่า นอกจากนั้นยังครอบคลุม Mycoplasma pneumoniae ด้วย

คลาริโธรมัยซินเหมาะจะใช้ในการติดเชื้อทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่างที่มีอาการเรื้อรังหรือรุนแรง หรือใช้ยาพื้นฐานมาแล้วแต่ผลการรักษายังไม่ดี

ขนาดรับประทาน               ครั้งละ 250 มก. วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกัน 3 วัน สามารถให้ก่อนอาหารหรือหลังอาหารก็ได้

คลาริโธรมัยซิน ยังสามารถใช้กับการติดเชื้อ Helicobacter pyroli ได้ดี แบคทีเรียชนิดนี้ทำให้เกิดแผลบริเวณกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก โดยใช้ขนาดครั้งละ 500 มก. วันละ 2 ครั้ง

  1. เอซิโธรมัยซิน

ชื่อการค้า คือ ซิโธรแม็ก (Zithromax®)

เอซิโธรมัยซินมีผลยับยั้งแบคทีเรียทั้งแกรมบวกและแกรมลบได้ดีกว่าคลาริโธรมัยซิน โดยเฉพาะยับยั้งแบคทีเรียที่ทำให้เกิดแผลริมอ่อนและหนองในได้ดีกว่ากลุ่มมะโครไลด์ทุกตัว แต่อย่างไรก็ตามควรนำมาใช้ในกรณีที่ใช้ยาพื้นฐานแล้วอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการรุนแรงหรือเรื้อรัง

ข้อบ่งใช้ของเอซิโธรมัยซินเช่นเดียวกับคลาริโธรมัยซิน โดยมีขนาดรับประทาน คือ

  • กรณีติดเชื้อทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ใช้ครั้งละ 500 มก. วันละ 1 ครั้งก่อนอาหาร ติดต่อกัน 3 วัน
  • กรณีใช้รักษาหนองในและแผลริมอ่อน ตลอดจนการติดเชื้อบริเวณทางเดินปัสสาวะใช้ขนาด 1 กรัม เพียงครั้งเดียวขณะท้องว่างหรือก่อนอาหาร

เอซิโธรมัยซินเป็นยาที่มีประสิทธิภาพรักษาได้ทั้งหนองในแท้และหนองในเทียม

อาการข้างเคียงที่เกิดจากยาพบได้บ้าง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือถ่ายเหลว

กล่าวโดยสรุปของยากลุ่มมะโครไลด์ คือ ออกฤทธิ์ครอบคลุมแบคทีเรียแกรมบวกเป็นหลักและได้ผลต่อแกรมลบบางชนิดเท่านั้นตัวยาทนต่อเอนไซม์เพนิซิลิเนสได้ดี ยาในรุ่นหลังเช่น ร็อกซิโธรมัยซินคลาริโธรมัยซิน เอซิโธรมัยซิน จะสามารถทนต่อกรดในกระเพาะอาหารได้ดีขึ้น คลื่นไส้ อาเจียนน้อยลง ข้อบ่งใช้ทางการแพทย์แต่ละตัวไม่แตกต่างกันมากนัก

สิ่งที่ควรระวังของยากลุ่มนี้คือ ส่วนใหญ่ขับออกจากร่างกายทางตับมากกว่าทางไต โดยเฉพาะอิริโธรมัยซิน จึงควรระวังและหลีกเลียงในผู้ป่วยที่ตับไม่ดี โดยเฉพาะร็อกซิโธรมัยซิน ถ้าใช้กับผู้ป่วยตับแข็ง ต้องลดขนาดลงเหลือครั้งละ 150 มก. วันละ 1 ครั้ง เป็นต้น แต่ไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยาลงในผู้ป่วยโรคไตหรือไตไม่ดี

  • กลุ่มเตตร้าซัยคลิน

กลไกการออกฤทธิ์                        ออกฤทธิ์ยังยั้งการสร้างโปรตีนที่ไรโบโซมส่วนที่ 30s มีผลทำให้แบคทีเรียหยุดการเจริญเติบโต (Bacteriostaic)

ขอบเขตการออกฤทธิ์                    ยากลุ่มเตตร้าซัยคลินมีขอบเขตการออกฤทธิ์กว้างครอบคลุมเชื้อจุลชีพหลายชนิดดังนี้

  • แบคทีเรียแกรมบวกรูปกลมหลายชนิดยกเว้น Group A Streptococcus และ Staphylococcus aureus ที่เป็นสาเหตุหลักของการอักเสบบริเวณคอและต่อมทอนซิล
  • ยามีผลต่อแกรมลบหลายชนิด โดยเฉพาะ Neisseria gonorrhoeae ที่ทำให้เกิดโรคหนองใน
  • Haemophilus influenzae ที่เป็นสาเหตุของไข้หวัดใหญ่
  • Haemophilus ducreyi ที่เป็นสาเหตุของแผลริมอ่อน
  • Escherichia coli ที่ทำให้เกิดอาการท้องเดิน
  • Vibrio cholera ซึ่งทำให้เกิดอหิวาต์
  • Propionibacterium acne ที่เป็นสาเหตุของสิว
  • Treponema pallidum ที่เป็นสาเหตุของซิฟิลิส

ยากลุ่มนี้ยังมีผลต่อแบคทีเรียบางชนิดที่ไม่ใช้อากาศในการดำรงชีวิตหรือแบคทีเรียกลุ่มแอนแอโรปส์ เช่น

  • Chlamydia trachomatis ที่ทำให้เกิดโรคริดสีดวงตา
  • Mycoplasma pneumoniae ซึ่งเป็นสาเหตุของปอดบวม
  • Helicobacter pyroli ซึ่งทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบเป็นแผล

นอกจากจะมีประสิทธิภาพต่อแบคทีเรียหลายชนิดแล้ว ยังสามารถทำลายจุลชีพอื่น เช่น โปรโตซัวที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคบิดมีตัวและมาลาเรีย ตลอดจนเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังได้ด้วย

กลุ่มเตตร้าซัยคลินแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มย่อย ตามระยะเวลาการออกฤทธิ์ในร่างกาย ดังนี้

  1. ระยะเวลาการออกฤทธิ์สั้น ได้แก่
    • คลอร์เตตร้าซัยคลิน ชื่อการค้าคือ ออริโอมัยซิน (Aureomycin® )
    • อ็อกซีเตตร้าซัยคลิน
    • เตตร้าซัยคลิน

ยาทั้ง 3 ชนิด รับประทานครั้งละ 250-500 มก. วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน

  1. ระยะเวลาการออกฤทธิ์ยาว ได้แก่
    • ด็อกซีซัยคลิน ชื่อการค้าคือ ไวบรามัยซิน (Vibramycin® ) ขนาดรับประทาน ครั้งแรก 200 มก. วันละ 1 ครั้ง ต่อไปครั้งละ 100 มก. วันละ 1 ครั้ง
    • ไมโนซัยคลิน ชื่อการค้าคือ ไมโนซิน (Minocin® ) ขนาดรับประทาน ครั้งละ 100 มก. วันละ 2 ครั้ง หลังอาหาร เช้า – เย็น กรณีใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง รับประทานครั้งละ 50 มก. วันละ 2 ครั้ง หลังอาหาร เช้า – เย็น

 

  • ข้อบ่งใช้ของยากลุ่มเตตร้าซัยคลินทุกตัว

เนื่องจากยามีขอบเขตการออกฤทธิ์กว้าง จึงสามารถใช้กับการติดเชื้อได้ทุกระบบ เช่น ระบบหายใจ ระบบผิวหนัง ระบบทางเดินอาหาร หนองใน

นอกจากนั้นยากลุ่มนี้ยังนำมาใช้รักษาสิวอักเสบได้ดี เนื่องจากมีประสิทธิภาพทำลาย P.acne ที่ทำให้เกิดสิวอักเสบ และเป็นต้นเหตุที่ทำให้ต่อมไขมันบริเวณหน้าทำงานมาก ดังนั้นเมื่อใช้เตตร้าซัยคลินในการรักษาสิว จะทำให้ความมันของหน้าลดลง หน้าแห้งขึ้น และไม่เพิ่มจำนวนหัวสิวใหม่ โดยไมโนไซคลินจัดว่าเป็นยารักษาสิวที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดสำหรับกลุ่มนี้ แต่ยามีข้อด้อย คือ คลื่นไส้อาเจียนสูงและมีราคาแพง

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องระวังคือปัญหาการดื้อยา ซึ่งพบสูงกว่ายาปฏิชีวนะกลุ่มอื่น เนื่องจากเป็นยาเก่าและมีการใช้พร่ำเพรื่อหรือใช้ไม่ถูกต้อง จากการสุ่มประชากรทั่วประเทศ พบว่าประชากรไทยดื้อต่อเตตร้าซัยคลินทั้งประเทศ (เฉพาะเตตร้าซัยคลิน ไม่ได้หมายความถึงยาอื่นในกลุ่มเตตร้าซัยคลิน)

  • อาการข้างเคียง
  1. ผลต่อระบบทางเดินอาหาร

ยาทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน แก้ไขโดย แนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานหลังอาหารเพื่อลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน แต่ไม่ควรรับประทานพร้อมกับนมหรือยาลดกรดเพราะจะทำให้การดูดซึมของยาลดลงอย่างมาก ยกเว้นด็อกซีซัยคลินซึ่งเป็นตัวเดียวในกลุ่มที่รับประทานร่วมกับนมหรือยาลดกรดได้โดยอาหารและนม ไม่มีผลขัดขวางการดูดซึมของด็อกซีซัยคลินเข้าสู่กระแสเลือด

  1. ผลต่อไต

ผงยาเตตร้าซัยคลินที่ถูกต้องจะมีสีเหลืองนวล ถ้าผงยาเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้มหรือน้ำตาล แสดงว่ายาเสื่อมสภาพหรือหมดอายุแล้วไม่ควรนำมาใช้ เพราะมีพิษต่อไตสูงมาก อาจทำให้ไตพิการถาวร ไม่สามารถดูดซึมสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่น โปรตีน กรดอะมิโน กลูโคสและแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายได้ ทำให้สูญเสียสารอาหารเหล่านั้นออกมากับปัสสาวะเกิดอาการบวมทั้งตัวเราเรียกว่ากลุ่มอาการแฟนโคนิซินโดรม

ดังนั้น ก่อนใช้ยากลุ่มนี้ ควรตรวจดูว่ายาเสื่อมสภาพหรือหมดอายุหรือไม่ โดยดูสีของผงยาในแคปซูล ถ้าเปลี่ยนจากสีเหลืองนวลเป็นสีเหลืองเข้ม สีน้ำตาลหรือน้ำตาลเข้มแสดงว่ายาเสื่อมสภาพแล้ว ไม่ควรใช้อย่างเด็ดขาด

  1. ผลต่อกระดูกและฟัน

เตตร้าซัยคลิน สามารถจับกัลแคลเซียมที่กระดูกและฟันแล้วทำให้กระดูกไม่แข็งแรงและฟันมีสีน้ำตาลอย่างถาวร จึงห้ามใช้ยานี้กับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ซึ่งยังมีการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน เพราะยาจะไปรบกวนการก่อตัวของกระดูกและฟัน ทำให้กระดูกไม่เจริญเท่าที่ควรและฟันมีสีน้ำตาลถาวร

นอกจากนี้เตตร้าซัยคลินยังสามารถผ่านจากรกไปสู่ทารกในครรภ์และผ่านออกทางน้ำนมได้ มีผลยับยั้งการเจริญของกระดูกทารกในครรภ์และเด็ก ทำให้การเจริญของสมองลดลง ทารกหรือเด็กอาจพิการหรือสติปัญญาเสื่อม จึงห้ามใช้เด็ดขาดในหญิงตั้งครรภ์และระยะให้นมบุตร

  1. ผลต่อผิวหนัง

อาจพบมีอาการแพ้เกิดขึ้น แต่ไม่บ่อย อาการที่พบ เช่น ผื่นคัน

สิ่งที่ต้องระวัง คือ ยากลุ่มเตตร้าซัยคลินทำให้ผิวหนังแพ้แสง ไวต่อแสงมากกว่าปกติ ถ้าใช้ยาต่อเนื่องเป็นเวลานาน เมื่อถูกแดดผู้ป่วยจะมีอาการผิวแดง ไหม้ รู้สึกชาบริเวณที่ถูกแสง โดยเฉพาะด็อกซีซัยคลินทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อผิวหนังมากที่สุด ส่วนไมโนซัยคลินทำให้เกิดอาการต่อผิวหนังน้อยที่สุด แม้ว่าจะใช้เป็นเวลานาน แต่ไมโนซัยคลินก็เป็นยาตัวเดียวในกลุ่มที่ทำให้ระบบการทรงตัวเสียไป เกิดอาการเวียนศีรษะได้ง่ายระหว่างที่ใช้ยา

  1. ผลต่อตับและไต

เตตร้าซัยคลินในขนาดสูงอาจทำลายตับ ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย ดีซ่าน ตับอ่อนอักเสบ อาการเป็นพิษต่อตับมักพบร่วมกับพิษต่อไตหรือรายที่มีภาวะไตเสื่อมร่วมด้วยจึงห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคตับที่มีอาการรุนแรง ในกรณีผู้ป่วยโรคไต หากจำเป็นต้องใช้ยาในกลุ่มนี้ ควรใช้ด็อกซีซัยคลินเพราะยาขับออกทางไตในรูปที่หมดฤทธิ์แล้ว

  1. การติดเชื้อแทรกซ้อน

เนื่องจากยามีขอบเขตการออกฤทธิ์กว้าง ยับยั้งการเจริญเติบโตและทำลายจุลชีพหลายชนิด ฉะนั้น เมื่อใช้ยานี้เป็นระยะเวลานาน ยาจะไปทำลายจุลชีพเจ้าถิ่นในร่างกายด้วย ทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายลดลง เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนได้ง่าย ที่พบบ่อยคือ การติดเชื้อราแคนดิด้าในบริเวณช่องปาก ลำคอ ช่องคลอด และทางดินอาหาร

  • ข้อแนะนำการใช้ยา
  1. ไม่ควรรับประทานยากลุ่มเตตร้าซัยคลินร่วมกับนม ยาลดกรด หรือยาบำรุงโลหิต ทั้งนี้เพราะยาจะรวมกับแคลเซียมในนม หรือเกลืออะลูมิเนียมในยาลดกรด หรือเหล็กในยาบำรุงโลหิต จะทำให้ยาถูกดูดซึมได้น้อยลง เหลือปริมาณยาในกระแสเลือดไม่เพียงพอในการรักษา ยกเว้นด็อกซีซัยคลินไม่มีผลนี้
  2. ควรรับประทานหลังอาหารครึ่งชั่วโมง เพื่อให้การดูดซึมดีที่สุดโดยไม่ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน
  3. ไม่ควรใช้เตตร้าซัยคลินรักษาการติดเชื้อบริเวณทอนซิลหลอดคอ ไซนัส หรือระบบทางเดินหายใจทุกส่วน เนื่องจากพบว่ามีการดื้อยาสูง โดยเฉพาะหากเป็นการติดเชื้อ Gr.A Streptococcus ยาจะไม่ได้ผลเลย นอกจากไม่หายแล้วยังอาจเกิดโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงกว่า ถ้าเชื้อนี้หลุดไปอยู่ในกระแสเลือดและไปตามบริเวณต่างๆ เช่น ถ้าไปที่ผิวหนังจะเกิดผิวหนังอักเสบ บวมแดง เป็นบริเวณกว้างที่เรียกว่า ไฟลามทุ่ง ถ้าไปบริเวณข้อ กระดูกต่างๆ จะทำให้ข้อปวด บวม แดง ร้อน และมีไข้ ที่เรียกว่า ข้ออักเสบจากไข้รูมาติก หรือถ้าไปที่ไต เชื้อจะทำลายเนื้อไต กรวยไต ทำให้อักเสบ มีไข้ และมีอาการกรวยไตอักเสบ
  • กลุ่มฟลูออโรควิโนโลน

ยากลุ่มนี้มี 4 รุ่น รุ่นที่หนึ่งได้ยกเลิกแล้ว ทุกรุ่นจะนิยมใช้กับการติดเชื้อแบคทีเรียแกรมลบเป็นหลัก เช่น การติดเชื้อระบบปัสสาวะ ท้องเดิน ระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง

กลไกการออกฤทธิ์                        ยาออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างกรดนิวคลิอิกของแบคทีเรีย มีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย (Bacteriostatic)

ขอบเขตการออกฤทธิ์                    เฉพาะนอร์ฟล็อกซาซินเท่านั้นที่ยับยั้งเฉพาะแบคทีเรียแกรมลบ ไม่มีผลทำลายแกรมบวก ส่วนตัวอื่นมีผลต่อแกรมบวกด้วย

ตารางยากลุ่มฟลูออโรควิโนโลนที่ใช้ในร้านยา

ชื่อสามัญ

ทางยา

ชื่อการค้าต้นแบบ รูปแบบทางการค้า ข้อบ่งใช้และขนาดรับประทาน หมายเหตุเพิ่มเติม
นอร์ฟล็อกซาซิน เล็กซีนอร์

(Lexinor®)

ยาเม็ดขนาด 100 มก.,

200 มก.

และ 400 มก.

ยามีฤทธิ์ครอบคลุมได้เฉพาะแกรมลบ นำมาใช้กับการติดเชื้อเพียง 3 โรค คือ

1. ท้องเดินที่มาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย (ท้องเดินเฉียบพลันและค่อนข้างรุนแรง หรือท้องเดินต่อเนื่องเกิน 24 ชั่วโมง)

– ขนาดรับประทานครั้งละ 200-400 มก. วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหาร 1 ชม. หรือหลังอาหาร 2 ชม. ติดต่อกัน 3-5 วัน

การที่นอร์ฟล็อกซาซินใช้กับการติดเชื้อเพียง 3 โรค ที่กล่าว ไม่ได้นำไปใช้กับการติดเชื้อส่วนอื่น เพราะว่ายาถูกดูดซึมได้น้อยทำให้ความเข้มข้นของยาในเลือดน้อยไม่มากพอที่จะไปยังตำแหน่งอื่นๆ ของร่างกาย
      2. กระเพาะปัสสาวะอักเสบที่เป็นครั้งแรก หรือมีอาการไม่รุนแรง เรื้อรัง

– ขนาดรับประทานครั้งละ 400 มก. วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกัน 7-10 วันก่อนอาหาร 1 ชม.

3. หนองในแท้ที่มีอาการไม่รุนแรง ไม่มีภาวะแทรกซ้อน

– ขนาดรับประทานครั้งเดียว 800 มก.

 
โอฟล็อกซาซิน ทาร์ริวิด

(Tarivid®)

100 มก./เม็ด

 

ยาครอบคลุมแกรมลบได้เช่นเดียวกับนอร์ฟล็อกซิน แต่สามารถมีผลต่อแกรมบวกได้ด้วย จึงมีการใช้กว้างกว่า ปัจจุบันนิยมใช้เป็นยาอันดับแรกในการรักษาการติดเชื้อระบบปัสสาวะ โดยเฉพาะกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ขนาดรับประทาน ครั้งละ 100-200 มก. วันละ 2 ครั้งก่อนอาหารติดต่อกัน 7-10 วัน อีกโรคที่ใช้ คือ หนองใน ถ้าเป็นหนองในแท้ให้ 400 มก. ครั้งเดียว ถ้าเป็นหนองในเทียมให้ 200 มก. วันละ 2 ครั้ง ทั้งหมดให้ก่อนอาหาร 1 ชม. หรือหลังอาหาร 2 ชม. ติดต่อกัน 10 วัน โอฟล็อกซาซิน จะถูกขับออกจากร่างกายทางไตสูงกว่าตัวอื่นในกลุ่มนี้ จึงนิยมนำมาใช้เป็นตัวแรกในการรักษาการติดเชื้อระบบปัสสาวะ
ไซโปรฟล็อก-   ซาซิน ไซโปรเบย์

(Ciprobay®)

250 มก./เม็ด และ 500 มก./เม็ด ครอบคลุมแบคทีเรียแกรมลบและแกรมบวกได้ดีกว่า 2 ตัวแรก สามารถใช้กับการติดเชื้อแบคทีเรียได้ทุกระบบ นอกจากนั้นยังมีประสิทธิภาพต่อแอน-แอโรปส์และ Pseudomonas spp. ยาตัวนี้ควรสงวนไว้ใช้กรณีเป็นการติดเชื้อเรื้อรังหรือรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อนที่ใช้ยาพื้นฐานแล้วไม่หาย  
      ข้อบ่งใช้และขนาดรับประทาน

1. หนองในแท้ รับประทานครั้งละ 500 มก. ครั้งเดียว

2. แผลริมอ่อน ครั้งละ 500 มก. วันละ 2 ครั้ง ก่อนหรือหลังอาหารติดต่อกัน 3 วัน

3. การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น หลอดลมอักเสบ ปอดหรือระบบทางเดินหายใจส่วนบนที่เรื้อรังหรือรุนแรง ใช้ครั้งละ 500 มก. วันละ 2 ครั้งติดต่อกัน 5 วัน

4. การติดเชื้อบริเวณผิวหนัง เนื้อเยื่ออ่อนที่มีสาเหตุจาก Staphylococcus spp. และ Streptococcus spp. ที่ใช้กลุ่มเพนิซิลลิน และเซ- ฟาโลสปอรินแล้วไม่ได้ผล หรือแพ้ยา 2 กลุ่มข้างต้น โดยเฉพาะแผลเบาหวานที่เรื้อรังมีการติดเชื้อหลายชนิด

 
ลิโวฟล็อกซาซิน เครวิด

(Cravid® )

100 มก./เม็ด และ 500 มก./เม็ด และมีรูปแบบฉีด 500 มก./100 มล.

 

ยาตัวนี้ครอบคลุมเชื้อได้กว้างกว่านอร์ฟล็อกซา-ซิน โอฟล็อกซาซิน และ ไซโปรฟล็อกซาซิน แต่ควรสงวนไว้ใช้กรณีใช้ยาอื่นแล้วไม่หายและโรคมีอาหารเรื้อรัง สามารถใช้ในการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง โดยเฉพาะไซนัสอักเสบเรื้อรังและปอดอักเสบ ขนาดรับประทาน ครั้งละ 500 มก. วันละ  1 ครั้ง ติดต่อกัน 5-7 วัน

1. หนองในแท้และหนองในเทียม ครั้งละ 300 มก. ครั้งเดียว

2. การติดเชื้อระบบปัสสาวะที่มีอาการเรื้อรังหรือรุนแรงครั้งละ 200 มก. วันละ 3 ครั้งติดต่อกัน  7 วัน

3. การติดเชื้อผิวหนังเรื้อรัง ครั้งละ 500 มก. วันละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 10 วัน

 
      ข้อบ่งใช้และขนาดรับประทาน

1. หนองในแท้ รับประทานครั้งละ 500 มก. ครั้งเดียว

2. แผลริมอ่อน ครั้งละ 500 มก. วันละ 2 ครั้ง ก่อนหรือหลังอาหารติดต่อกัน 3 วัน

3. การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น หลอมลมอักเสบ ปอดหรือระบบทางเดินหายใจส่วนบนที่เรื้อรังหรือรุนแรง ใช้ครั้งละ 500 มก. วันละ 2 ครั้งติดต่อกัน 5 วัน

4. การติดเชื้อบริเวณผิวหนัง เนื้อเยื่ออ่อนที่มีสาเหตุจาก Staphylococcus spp. และ streptococcus spp. ที่ใช้กลุ่มเพนิซิลลิน และเซฟาโลสปอรินแล้วไม่ได้ผล หรือแพ้ยา 2 กลุ่มข้างต้น โดยเฉพาะแผลเบาหวานที่เรื้อรังมีการติดเชื้อหลายชนิด

 

 
ลีโวฟล็อกซาซิน เครวิด (Cravit®) 100 มก./เม็ด และ 500 มก./เม็ด และมีรูปแบบฉีด 500 มก./ 100 มล. ยาตัวนี้ครอบคลุมเชื้อได้กว้างกว่านอร์ฟล็อกซาซิน โอฟล็อกซาซิน และ ไซโปรฟล็อกซาซิน แต่ควรสงวนไว้ใช้ในกรณีใช้ยาอื่นแล้วไม่หายและโรคมีอาการเรื้อรัง สามารถใช้ในการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง โดยเฉพาะไซนัสอักเสบเรื้อรังและปอดอักเสบ ขนาดรับประทาน ครั้งละ 500 มก. วันละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 5-7 วัน

1. หนองในแท้และหนองในเทียม ครั้งละ       300 มก. ครั้งเดียว

2. การติดเชื้อระบบปัสสาวะที่มีอาการเรื้องรังหรือรุนแรงครั้งละ 200 มก. วันละ 3 ครั้งติดต่อกัน 7 วัน

3. การติดเชื้อผิวหนังเรื้อรัง ครั้งละ 500 มก. วันละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 10 วัน

 

 

นอกจากยาดังกล่าวข้างต้น ยังมีตัวใหม่ ซึ่งอยู่ในระยะทดลองใช้ คือ

ม็อกซิฟลอกซาซิน ชื่อการค้า คือ เอวีล็อก (Avelox®)ยาตัวนี้เพิ่มความสามารถในการครอบคลุมเชื้อแอนแอโรปส์ได้ดี โดยยังคงมีฤทธิ์ต่อแบคทีเรียแกรมลบและแกรมบวกเช่นเดียวกับตัวแรกๆ แต่ยังต้องศึกษาข้อมูลความปลอดภัยของยาเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามเราจะไม่นิยมนำม็อกซิฟลอกซาซินมาใช้กับการติดเชื้อระบบปัสสาวะ เพราะระดับยาที่ถูกขับออกทางไตต่ำ ไม่เพียงพอในการให้ผลการรักษา ขณะที่ตัวอื่นของกลุ่มนี้ขับออกทางปัสสาวะในรูปที่ออกฤทธิ์ได้ในปริมาณที่มากพอที่จะรักษาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ โดยเฉพาะโอฟล็อกซาซิน

ยากลุ่มนี้ทั้งกลุ่มควรรับประทานก่อนอาหาร 1 ชม. หรือ หลังอาหาร 2 ชม. และกรณีรับประทานนมหรือยาลดกรดร่วมด้วยให้รับประทานยาห่างกันประมาณ 2 ชม.

  • อาการข้างเคียง

พบอาการข้างเคียงน้อยและไม่รุนแรง ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน อาเจียน เบื่ออาหาร อาจพบอาการปวดศีรษะ มึนงง นอนไม่หลับได้บ้าง

  • ข้อควรระวัง
    1. ปฏิกิริยาต่อกันกับยาบางตัว กรณีผู้ป่วยใช้ยาขยายหลอดลมธีโอฟีลลิน ให้ระวังการใช้ เพราะยามีผลทำให้ระดับความเข้มข้นของธีโอฟีลลินเพิ่มขึ้นจนอาจทำให้เกิดอันตรายได้ โดยเฉพาะไซโปรฟล็อกซาซิน
    2. ห้ามใช้ยากลุ่มนี้กับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 ปี หรือหญิงตั้งครรภ์ หรือหญิงระยะให้นมบุตร เพราะพบรายงานว่ายามีผลต่อการเจริญของกระดูกอ่อนในข้อของลูกสุนัข มีผลทำให้การพัฒนาของกระดูกไม่สมบูรณ์และเคยมีรายงานว่าเกิดอาการปวดกระดูก ปวดข้อและข้อเข่าบวมในเด็กที่ใช้ยากลุ่มนี้
    3. ไม่ควรใช้ยากลุ่มฟลูออโรควิโนโลนกับผู้ขาดเอนไซม์ G-6 PD
    4. ยากลุ่มนี้ทั้งกลุ่มขับออกทางไตเป็นส่วนใหญ่ กรณีผู้ป่วยเป็นโรคไต หรือมีการทำงานของไตบกพร่อง ควรลดปริมาณยาลง
    5. ไม่ควรรับประทานเวลาใกล้กับนมหรือยาลดกรด เพราะจะทำให้ยาถูกดูดซึมได้น้อยลง
  • กลุ่มคลอแรมเฟนิคอล

กลไกการออกฤทธิ์                        ยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีนที่ไรโบโซม ส่วนที่ 50s มีผลทำให้แบคทีเรียหยุดเจริญเติบโต (Bacteriostatic)

ขอบเขตการออกฤทธิ์                    เป็นยาที่ออกฤทธิ์กว้างครอบคลุมเชื้อหลายชนิดทั้งแบคทีเรียแกรมบวก แบคทีเรียแกรมลบ ตลอดจนเชื้อราและโปรโตซัว

ตัวอย่างยากลุ่มนี้ ได้แก่

  • คลอแรมเฟนิคอล
  • ไธแอมเฟริคอล

ปัจจุบันคลอแรมเฟนิคอลจัดเป็น “ยาควบคุมพิเศษ” ห้ามจำหน่ายในร้านยา เนื่องจากมีอาการข้างเคียงรุนแรง ส่วนไธแอมเฟนิคอลเป็นยาเก่ามากปัจจุบันแทบไม่มีการใช้

  • ข้อบ่งใช้

สำหรับคอลแรมเฟนิคอลจะนำมาใช้เฉพาะการรักษาโรคติดเชื้อไทฟอยด์หรือโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไม่นำมาใช้กับการติดเชื้อทั่วไป เนื่องจากยากดการทำงานของไขกระดูกทำให้เกิดโรคโลหิตจางชนิดอะพลาสติก

ส่วนไธแอมเฟนิคอลชื่อการค้า เออร์ฟามัยซิน (Urfamycin®) เป็นยาที่เปลี่ยนแปลงมาจากคลอ-แรมเฟนิคอล ออกฤทธิ์กว้างครอบคลุมเชื้อหลายชนิด แต่น้อยกว่าคลอมแรมเฟนิคอล อย่างไรก็ตามยามีข้อดีกว่าคือไม่ทำให้เกิดโรคโลหิตจางชนิดอะพลาสติก

  • อาการข้างเคียง
  1. กดการทำงานของไขกระดูก ทำให้เกิดโรคโลหิตจางชนิดอะพลาสติก ซึ่งเป็นภาวะของไขกระดูกที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดทำงานน้อยลง ทำให้จำนวนเม็ดเลือดแดงลดลง ผู้ป่วยจะมีอาการซีด โลหิตจาง การสร้างเม็ดเลือดขาวลดลง ผู้ป่วยจะมีภูมิคุ้มกันต่ำ ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย และการสร้างเกล็ดเลือดลดลง มีเลือดออกง่ายและเลือดหยุดช้า อาการข้างเคียงนี้ไม่ขึ้นกับขนาดของยาที่ได้รับ ไม่ว่าจะได้รับยาในปริมาณมากหรือน้อยก็จะเกิดอาการนี้ได้เท่าๆ กัน อาการอาจเกิดได้ แม้ว่าจะได้รับยาเพียงครั้งเดียวก็ตาม และอาการจะไม่ดีขึ้นแม้ว่าจะหยุดยาแล้ว
  2. เนื่องจากยาถูกทำลายที่ตับเป็นส่วนใหญ่ การใช้ยานี้ในเด็กแรงเกิดที่การทำงานของตับยังไม่สมบูรณ์ จะทำให้เกิดการสะสมของยาในเลือดมากจนเกิดเป็นพิษต่อเด็กได้ โดยจะทำให้เกิดกลุ่มอาการที่เรียกว่า เกรย์ซินโดรม เด็กจะมีอาการ อาเจียน ท้องเดิน ท้องอืด อุณหภูมิร่างกายต่ำ การไหลเวียนของเลือดติดขัด ตัวเขียวหรือซีดเป็นสีเทา ร่างกายอ่อนปวกเปียก หมดสติ และความดันโลหิตต่ำจนอาจเสียชีวิตได้ จึงห้ามใช้ยานี้ในทารกอย่างเด็ดขาดโดยเฉพาะในระยะ 1 ปีแรก
  3. อาจเกิดอาการแพ้ยาในรูปของผื่นคันหรือมีไข้ได้
  • กลุ่มอะมิโนกลัยโคไซด์

กลไกการออกฤทธิ์                        อะมิโนกลัยโคไซด์ ออกฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีนที่ไรโบโซมส่วนที่ 30s มีผลฆ่าแบคทีเรียโดยตรง (Bactericidal)

ขอบเขตการออกฤทธิ์                    ยากลุ่มอะมิโนกลัยโคไซด์เป็นยาที่ออกฤทธิ์แคบมีผลต่อเชื้อแกรมลบรูปแท่งเป็นส่วนใหญ่ทั้งชนิดที่ต้องใช้ออกซิเจน และชนิดไม่ใช้ออกซิเจนในการดำรงชีวิต

เนื่องจากยาถูกดูดซึมในทางเดินอาหารได้น้อย จึงไม่ทำในรูปรับประทาน แต่ทำในรูปยาฉีดหรือผสมอยู่ในยาที่ทาผิวหนังหรือยาหยอดตา ป้ายตา

ตัวอย่างยากลุ่มนี้ ได้แก่

  • สเตร็ปโตมัยซิน
  • โทบรามัยซิน
  • สเป็คทิโนมัยซิน
  • นีโอมัยซิน
  • เอมิเคซิน
  • ไดบิเคซิน
  • พาโรโมมัยซิน
  • กานามัยซิน
  • เจนตามัยซิน

 

  • ข้อบ่งใช้

แพทย์มักนำยากลุ่มนี้มาใช้กับการติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องเดิน แต่จะใช้เมื่อกรณีจำเป็นเท่านั้น เนื่องจากยามีอาการข้างเคียงรุนแรง

ยากลุ่มนี้หลายตัวนิยมนำมาผสมเป็นยาใช้ภายนอก เช่น นีโอมัย ผสมอยู่ในยาใช้ภายนอก เช่น ยาหยอดตาหลายชนิด ยาทาแผลภายนอก ตัวอย่างชื่อการค้า เช่น เบทโนเวท เอ็น (Betnovate® -N) ตัว N ที่ต่อท้าย คือ นีโอมัยซิน

เจนตามัยซินผสมรวมอยู่ในยาทาแผลภายนอกได้ผลดีในการรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียแกรมลบ และแบคทีเรียแกรมบวก โดยเฉพาะ Staphylococcus spp สายพันธุ์ที่สร้างเอมไซม์เพนิซิลิเนส ข้อด้อยของเจนตามัยซิน คือ เชื้อเกิดการดื้อยาได้ง่าย

 

  • อาการข้างเคียง

กลุ่มอะมิโนกลัยโคไซด์ในรูปของยาฉีดเป็นยาที่มีอาการข้างเคียงรุนแรง แพทย์จะใช้ยากลุ่มนี้เมื่อจำเป็นจริงๆ อาการข้างเคียงที่พบ ได้แก่

  1. อาจทำให้เกิดอาการทางหูจนทำให้หูหนวก เนื่องจากยาไปทำลายเส้นประสามสมองหรืออาจทำลายเส้นประสาทหูที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการได้ยิน
  2. ยาทำให้การทำงานของระบบควบคุมการทรงตัวเสียไปเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ และการทรงตัวไม่ดี
  3. เป็นพิษต่อไต แต่ในขนาดที่ใช้รักษาทั่วไปไม่ค่อยพบอาการนี้มากนัก
  4. ทำให้เกิดอาการชาตามปลายมือ ปลายเท้า หรือบริเวณรอบๆ ปาก
  5. อาจทำให้เกิดอาการแพ้ยา เช่น เป็นไข้ ผื่นคัน ผมร่วง บางรายอาจถึงขั้นแพ้รุนแรงที่เรียกว่า ช็อกจากการแพ้ยา
  • กลุ่มซัลโฟนาไมด้

ยากลุ่มนี้เรียกกันทั่วไปว่า “ยาซัลฟา” เป็นยากลุ่มแรกที่นำมาใช้ป้องกันและรักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรีย ปัจจุบันไม่ค่อยได้ผล เนื่องจากแบคทีเรียมีการดื้อยากลุ่มนี้สูง อาการข้างเคียงรุนแรงและมีการค้นพบยาปฏิชีวนะชนิดใหม่ๆ ขึ้นมามาก ทำให้การใช้ยากลุ่มนี้ลดลง

กลไกการออกฤทธิ์                        ซัลโฟนาไมด์ออกฤทธิ์รบกวนกระบวนการเมตาบอลิซึมของแบคทีเรียมีผลให้แบคทีเรียหยุดการเจริญเติบโต (Bacteriostatic)

ขอบเขตการออกฤทธิ์                    ซัลโฟนาไมด์ออกฤทธิ์กว้าง มีผลต่อแบคทีเรียทั้งชนิดแกรมบวกและแกรมลบ และยังใช้ได้ผลกับเชื้อโปรโตซัวบางตัว เช่น เชื้อมาลาเรีย เป็นต้น

ชนิดของยากลุ่มซัลโฟนาไมด์

ซัลโฟนาไมด์สามารถแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มตามประสิทธิภาพในการถูกดูดซึมจากทางเดินอาหารและการขับถ่ายทางปัสสาวะ ดังนี้

  1. ยาที่ถูกดูดซึมเร็วและขับถ่ายออกจากร่างกายเร็ว

ยากลุ่มนี้ละลายน้ำได้ดีและขับออกทางปัสสาวะได้เร็ว ทำให้ระยะเวลาในการออกฤทธิ์สั้นเหมาะสำหรับใช้ในโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ได้แก่

  • ซัลฟิซ็อกซาโซล ใช้เป็นยารักษาการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
  • ซัลฟาไดอะซีน ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว เพราะพบว่าแบคทีเรียส่วนใหญ่ดื้อต่อยาตัวนี้
  1. ยาที่ถูกดูดซึมเร็วแต่ขับถ่ายออกจากร่างกายช้า

ยากลุ่มนี้จะมีฤทธิ์อยู่ในร่างกายนาน จึงให้เพียงวันละ 1 ครั้ง แต่มีการใช้น้อย เนื่องจากพบอาการแพ้ยาได้บ่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการแพ้ยาที่เรียกว่า “โรคตาหยี ปากกระโถน” หรือ “สตีเว่นจอห์นสัน ซินโดรม”

ยากลุ่มนี้ได้แก่

  • ซัลฟาเมธ็อกซาโซล
  • ซัลฟาเมธ็อกซีไพริดาซีน
  • ซัลฟาไดเมธ็อกซีน
  • ซัลฟาด็อกซีน ยาตัวนี้ใช้รักษาและป้องกันมาลาเรียโดยผสมรวมกับไพริเมทธามีน ในชื่อการค้าต่าง ๆ เช่น ไววาซีน (Vivaxine®) เป็นต้น
  1. พวกที่ไม่ถูกดูดซึมจากทางเดินอาหาร

ตัวอย่างยาได้แก่

  • ซัลฟาซาลาซีน
  • ซัลฟากัวนิดีน เดิมยาตัวนี้ใช้ในการรักษาท้องเดินจากการติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร แต่ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว เพราะพบว่าแบคทีเรียส่วนใหญ่ดื้อต่อยาตัวนี้

ส่วนซัลฟาซาลาซีน แพทย์นำไปใช้ในโรคที่มีการอักเสบปวด บวม แดง ร้อน ของกระดูกและกล้ามเนื้อ เนื่องจากยาสามารถลดสารอักเสบบางตัวได้ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ)

  1. ยาซัลฟาที่นำมาใช้เฉพาะภายนอก

ยากลุ่มนี้ได้นำมาทำในรูปรับประทานหรือฉีด แต่นะยมนำมาผสมในรูปใช้ภายนอก ได้แก่

  • ซัลฟาเซตาไมด์นำมาผสมในยาหยอดตาเพื่อรักษาอาการเยื่อหุ้มตาอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย และใช้ได้ผลดีในการรักษาโรคริดสีดวงตา
  • เมฟีไนด์นำมาทำในรูปครีมใช้เป็นยาทาแผลไฟไหม้ หรือน้ำร้อนลวก โดยทาให้ทั่วบริเวณแผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียทั้งแบคทีเรียแกรมบวกและแบคทีเรียแกรมลบ
  • ซิลเวอร์ ซัลฟาไดอะซีน มีข้อบ่งใช้เช่นเดียวกับเมฟีไนด์ คือ เป็นยาทาแผลไฟไหม้ ยามีข้อดีกว่าเมฟีไนด์ คือ มีฤทธิ์ป้องกันการเจริญของเชื้อราได้ และไม่แสบผิวหนังเวลาทา

ปัจจุบันยากลุ่มนี้ในรูปรับประทานแทบไม่มีการใช้ ที่ยังใช้อยู่บ้างจะเป็นยาที่ผสมกันระหว่างซัลฟาเมธ็อกซาโซลและไตรเมโธพริม ซึ่งเรียกอีกอย่างว่าสูตรโคไตรม็อกซาโซล ตัวอย่างชื่อการค้า คือ แบคทริม (Bactrim®)

  • ข้อบ่งใช้

ในที่นี้จะขอกล่าวถึงข้อบ่งใช้ของยาสูตรโคไตรม็อกซาโซลเท่านั้น โดยปัจจุบันนำมาใช้ในการรักษาการติดเชื้อที่ไม่รุนแรง เพิ่งเริ่มเป็นยังไม่มีภาวะแทรกซ้อน ได้แก่

  • การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะที่ไม่รุนแรง โดยเฉพาะจากเชื้อ coli
  • ใช้รักษาโรคริดสีดวงตา
  • การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ
  • การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องเดินจากบิดไม่มีตัวและไทฟอยด์

สิ่งที่เน้นย้ำคือยาสูตรโคไตรม็อกซาโซล จะยังใช้ได้ผลบ้างเฉพาะกรณีการติดเชื้อไม่รุนแรง อาการของโรคไม่รุนแรง และไม่นิยมใช้กับโรคผิวหนังที่มีหนอง เพราะในกรณีเป็นฝีหนอง ความเป็นกรดของหนองจะยับยั้งประสิทธิภาพของยา ทำให้ผลการรักษาไม่ดีและเกิดการดื้อยาได้ง่าย

นอกเหนือจากสูตรโคไตรม็อกซาโซล ยากลุ่มนี้บางตัวยังนำมาใช้รักษาโรคอื่นบางโรค เช่น

ซัลฟาซาลาซีนนำมาใช้ในการรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์และข้อกระดูกและกล้ามเนื้ออักเสบที่มีอาการรุนแรง เนื่องจากยามีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไลโปซีจีเนส ทำให้ลดการสร้างสารอักเสบ ชื่อลูโคไตรอีนส์ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในคู่มือร้านยาเรื่องโรคระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ)

  • อาการข้างเคียง

กลุ่มซัลโฟนาไมด์ เกิดอาการข้างเคียงสูงถึง 5% ของผู้ใช้ยาอาการข้างเคียงที่พบได้แก่

  1. อาการแพ้ยา

มักพบอาการแสดงที่บริเวณผิวหนัง เช่น ผิวหนังเกิดผื่นแดงคัน ลมพิษ ตุ่มน้ำ ผิวหนังลอก แพ้แสง ฯลฯ บางครั้งอาจรุนแรงมากจนถึงมีอาการของโรคตาหยี ปากกระโถนหรือที่เรียกว่า สตีเว่น จอห์นสัน ซินโดรม ซึ่งเป็นการแพ้ยาที่มีอาการเกิดขึ้นทั่วร่างกาย มีแผลพุพองตามผิวหนัง รอบปากและตาจะบวมเป่ง นอกจากนี้อาจมีเลือดออกในทางเดินอาหารด้วย

ผู้ใช้ยากลุ่มนี้อาจทำให้ผิวหนังไวต่อแสง เมื่อถูกแสงแดดผิวอาจจะแดงจนกระทั่งไหม้ จึงควรระมัดระวังขณะใช้

  1. ยาอาจทำให้เกิดโรคโลหิตจางชนิดเม็ดเลือดแดงแตกง่าย โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ขาดเอนไซม์จี 6 พีดี (G-6 PD) ซึ่งคนกลุ่มนี้เม็ดเลือดแดงจะถูกทำลายได้ง่ายอยู่แล้ว การได้รับยาซัลฟาจะยิ่งทำให้เม็ดเลือดแดงแตกเร็วขึ้นและมากขึ้น
  2. ซัลโฟนาไมด์ส่วนใหญ่จับกับโปรตีนได้ดี กรณีที่จับกับบิริลูบินในเลือดจะทำให้เกิดดีซ่าน จึงไม่ควรให้ยากลุ่มนี้กับทารกแรกเกิด หญิงตั้งครรภ์หรือหญิงในระยะให้นมบุตร เพราะยาจะทำให้ทารกและเด็กมีความผิดปกติทางสมองและปัญญาอ่อน เรียกกลุ่มอาการนี้ว่าเคอร์นิคเทอรัส
  3. อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ซึ่งพบได้ประมาณ 12% ของผู้ใช้ยา
  • ข้อแนะนำการใช้ยา

ยากลุ่มนี้ทุกตัวละลายน้ำยาก ดังนั้นเมื่อรับประทานยาควรดื่มน้ำตาม 2-3 แก้ว เพื่อป้องกันยาตกตะกอนตามทางเดินปัสสาวะ


ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่

บทความต่อไป
การส่งอุจจาระตรวจเพาะเชื้อจะส่งตรวจเมื่อไหร่และทำไมต้องส่งตรวจ
การส่งอุจจาระตรวจเพาะเชื้อจะส่งตรวจเมื่อไหร่และทำไมต้องส่งตรวจ

การส่งตรวจที่ทำกันทั่วไปและไม่เจ็บตัวนี้ใช้เพื่อการวินิจฉัยโรคของทางเดินอาหาร