สุขภาพ

ปัญหาความอ้วนในแมวและการควบคุมอาหารสำหรับแมว

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ พ.ค. 3, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 13 นาที
Istock 598676116 %281%29

เคยสงสัยไหมว่าเราควรจัดการแมวที่น้ำหนักเกินอย่างไร? แมวที่ปัญหาน้ำหนักเกินและโรคอ้วนมีจำนวนมากกว่าแมวที่มีน้ำหนักปกติ ปัจจุบันนี้สามารถพบได้มากขึ้นเรื่อย ๆ และมักต้องพบสัตวแพทย์บ่อยขึ้นเนื่องจากมีปัญหาสุขภาพ โรคอ้วนในแมวเป็นสาเหตุโน้มน้ำให้เกิดโรคเบาหวาน โรคไขมันพอกตับ และข้อต่ออักเสบ

สิ่งที่จำเป็นต้องทำคือควบคุมอาหารหรือวางแผนการลดน้ำหนักให้กับเจ้าเหมียวอย่างระมัดระวัง บทความนี้จะพยายามช่วยให้คำแนะนำเพื่อช่วยเหลือเจ้าเหมียวที่น้ำหนักเกินของคุณ

จากการศึกษาในปี 2011 โดย APOP (Association for Pet Obesity Prevention) พบว่ามากกว่าร้อยละ 50 ของประชากรแมวมีปัญหาน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน อะไรคือสาเหตุที่ทำให้แมวอยู่กับที่จนทำให้เกิดโรคอ้วนในแมวบ้าน?

คำตอบคือมีหลายปัจจัยมากที่ทำให้เกิดปัญหานี้ คำอธิบายที่ง่ายที่สุดคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมใด ๆ ก็ตามไม่ว่าจะเป็นสุนัข แมว ม้า หรือมนุษย์ จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นหากได้รับอาหารมากกว่าพลังงานที่เผาผลาญไปในต่และวัน

ในธรรมชาติการจะได้อาหารในแต่ละมื้อจำเป็นจะต้องใช้แรงกายเพื่อการล่าเหยื่อ (หรือการเพาะปลูก) ถึงจะได้กินอาหาร ไม่มีเวลาในการกินที่แน่นอน แต่ไม่ใช่สำหรับสุนัข แมว หรือมนุษย์

ในยุคที่การกินอาหารแบบไม่เป็นไปตามธรรมชาติกลายเป็นวิถีชีวิตในปัจจุบัน เนื่องจากมีอาหารมากเกินความจำเป็น พร้อมสำหรับการบริโภค และไม่ต้องออกแรงในการหาอาหาร มนุษย์ได้ค้นพบวิธีการกักตุนอาหารโดยไม่ต้องอาศัยการล่าหรือการเพาะปลูกด้วยตนเอง

ผ่านทักษะความรู้ทางการเกษตร มนุษย์ได้เรียนรู้วิธีการปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารและการเลี้ยงปศุสัตว์เพื่อให้มีแหล่งอาหารที่พร้อมและมากเพียงพอต่อการบริโภค และเรียนรู้การเก็บรักษาอาหารด้วยความเย็น การลดความชื้นในอาหาร และการเก็บอาหารเป็นปริมาณมากเพื่อให้มั่นใจว่าเราจะไม่ต้องทนต่อความหิวจากการล่าที่ล้มเหลวหรือความทรมาณจากสภาวะขาดแคลนอาหาร

มนุษย์ได้สร้างความพร้อมด้านอาหารเหล่านี้สำหรับสุนัขและแมวที่นำมาเลี้ยงเช่นกัน เมื่อเราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องล่าเพื่ออยู่รอด เราก็ไม่จำเป็นจะต้องใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านเช่นกัน

เป็นที่น่าสนใจว่าปัญหาเรื่องการควบคุมน้ำหนักในสัตว์เลี้ยงได้สะท้อนปัญหาเดียวกันในมนุษย์อย่างเรา สิ่งที่แตกต่างกันคือมนุษย์เป็นผู้ควบคุมสิ่งที่สัตว์เลี้ยงของเราจะได้รับรวมไปถึงปริมาณที่สัตว์เลี้ยงจะได้รับ นอกจากว่าแมวเหมียวของคุณจะแอบเปิดตู้เย็นเพื่อทำแซนด์วิชแฮมชีสในขณะที่คุณกำลังนอนหลับ ทางเดียวที่สัตว์เลี้ยงจะได้กินอาหารคือคุณนำอาหารไปวางตรงหน้าของพวกเขา

เจ้าของมักโทษอื่นว่าทำให้สัตว์เลี้ยงของพวกเขาอ้วนมากกว่าเรื่องอาหาร และมักจะพูดกับสัตวแพทย์ว่า “คุณหมออาจจะคิดว่าแมวของฉันอ้วนเพราะกินเยอะ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่เกี่ยวกับเรื่องอาหารเลย” แล้วคุณคิดว่าสัตว์เลี้ยงมีน้ำหนักมากเพราะว่าอากาศที่หายใจเข้าไปหรือน้ำมีจำนวนแคลอรี่สูง? หรือเพราะว่าเอาแต่นอนเล่นบนโซฟาทั้งวัน? เก้าอี้เป็นตัวการที่ทำให้เจ้าเหมียวอ้วน ไม่ใช่อาหารหรอก

ในความเป็นจริงเจ้าของสัตว์ส่วนมากเชื่อว่าการกินอาหารไม่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักตัวของสัตว์เลี้ยง และไม่มีอะไรจะเปลี่ยนความเชื่อนี้ได้ หากคุณเองก็คิดแบบนี้ คุณไม่จำเป็นจะต้องอ่านบทความนี้ต่อไป เพราะต่อจากนี้จะกล่าวถึงวิธีการให้อาหารที่เหมาะสมในปริมาณที่ถูกต้องสำหรับแมวที่ต้องการการลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย หรือรักษาน้ำหนักที่เหมาะสม บทความนี้จะไม่พูดถึงอากาศ น้ำ หรือเฟอร์นิเจอร์ที่มีแคลอรี่สูงจนทำให้แมวของคุณอ้วน

แมวทุกตัวที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานควรได้รับการตรวจร่างกาย ชั่งน้ำหนัก และตรวจเลือดและปัสสาวะ สิ่งที่สำคัญคือแมวจะต้องมีระดับของฮอร์โมนไทรอยด์ที่ปกติและไม่มีความผิดปกติในร่างกายและระบบการเผาผลาญ

หากแมวมีร่างกายที่ปกติ นอกจากน้ำหนักตัวที่มากผิดปกติจากการมีไขมันสะสม สิ่งที่จะต้องทำต่อไปคือวางโปรแกรมการลดน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไป

สิ่งแรกคือต้องทราบสาเหตุที่ทำให้แมวอ้วนและสิ่งที่เจ้าของสามารถทำได้เพื่อแก้ไขปัญหา

การให้กินอาหารได้อย่างอิสระ

เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้แมวเป็นโรคอ้วน (เช่นเดียวกับในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดอื่น) คือการกินอาหารมากเกินไป

สิ่งที่เจ้าของมักจะทำ...

การให้แมวกินอาหารได้อย่างอิสระคือมีอาหารให้แมวตลอดเวลา และกินได้ตลอดเวลาที่ต้องการ (ไม่เป็นธรรมชาติสำหรับสัตว์ที่กินเนื้อเป็นอาหาร เนื่องจากการจะได้กินอาหารจำเป็นจะต้องออกล่า จึงไม่ได้มีอาหารให้กินตลอดเวลา) การให้กินอาหารแบบนี้จึงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้แมวอ้วน

สิ่งที่เจ้าของควรทำ...

ให้อาหารแมวในปริมาณน้อย 2-4 ครั้งต่อตัว และควบคุมปริมาณอาหารที่ได้รับอยู่เสมอ เพื่อให้แมวไม่ให้น้ำหนักตัวของแมวเพิ่มขึ้น เจ้าของสัตว์เลี้ยงส่วนมากมักจะลดปริมาณอาหารจากปริมาณที่เจ้าของคิดว่าเป็นปริมาณปกติ อาหารหนึ่งมื้อสำหรับคนน้ำหนัก 80 กิโลกรัมอยู่ระหว่าง 450-680 กรัม ปริมาณอาหารสำหรับแมวที่มีน้ำประมาณ 3 กิโลกรัมคือ 1 ใน 25 ของปริมาณอาหารที่คนน้ำหนักตัว 80 กิโลกรัมได้รับ

ดังนั้นอาหารหนึ่งมื้อของแมวคิดเป็น 1 ส่วนใน 25 ส่วนของปริมาณในคน หากแมวมีน้ำหนักตัว 3 กิโลกรัมควรได้รับปริมาณอาหารประมาณ 17-28 กรัม หรือใกล้เคียงกับน้ำหนักของหนูหนึ่งตัว เจ้าของแมวควรเลิกให้อาหารแมวโดยใช้หน่วยการตวงเป็นถ้วย และเปลี่ยนมาคำนวณปริมาณอาหารในหน่วย “กรัม” ให้กับแมว

คาร์โบไฮเดรต

แมวแตกต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกตัวน้ำนมชนิดอื่น คือ แมวไม่มีเอนไซม์สำหรับย่อยคาร์โบไฮเดรตที่เรียกว่า อะไมเลส (amylase) ในน้ำลาย คนและสุนัขมีเอนไซม์นี้และเริ่มกระบวนการย่อยคาร์โบไฮเดรตตั้งแต่อาหารอยู่ในปาก ในลำไส้เอนไซม์นี้ถูกหลั่งจากตับอ่อนเพื่อย่อยคาร์โบไฮเดรตให้มีขนาดเล็กจนกลายเป็นน้ำตาลกลูโคสที่ลำไส้สามารถดูดซึมได้ อะไมเลสในแมวทำงานได้ไม่ดีเท่าในคนหรือสุนัข ดังนั้นโดยธรรมชาติแล้วแมวไม่ได้กินคาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก

สิ่งที่เจ้าของมักจะทำ...

เจ้าของมักซื้ออาหารแบบเม็ดหน้าตาดึงดูดที่ขายทั่วไปตามท้องตลาด เพราะสามารถให้ได้อย่างสะดวกสบายและง่ายดาย เพียงแค่เทอาหารใส่ชามแล้วเดินจากไป เพื่อทำให้อาหารเม็ดจับตัวเป็นก้อนและไม่แตกออกจากกัน อาหารแบบเม็ดจะต้องมีระดับของแป้งและน้ำตาลสูงกว่าอาหารกระป๋อง อาหารมักไม่เน่าบูดเพราะใส่สารถนอมอาหารจึงสามารถทิ้งไว้ให้แมวกินตลอดทั้งวันได้ เจ้าของจึงไม่จำเป็นต้องเตรียมอาหารบ่อย แต่โชคไม่ดีที่สารอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตในอาหารเม็ดส่วนมากจะถูกเปลี่ยนเป็นและสะสมในรูปไขมันเมื่อผ่านการย่อยโดยร่างกาย ดังนั้นอาหารเม็ดเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้แมวน้ำหนักเพิ่ม

สิ่งที่เจ้าของควรทำ...

ให้อาหารที่เหมาะกับสัตว์ที่กินเนื้อเป็นอาหาร คืออาหารที่มีส่วนประกอบหลักจากเนื้อสัตว์ อาหารแมวที่ดีควรมีระดับโปรตีนสูงร้อยละ 35-45 เมื่อเทียบในปริมาณวัตถุแห้ง (dry matter; ร้อยละของอาหารเมื่อกำจัดน้ำออกไป) ของอาหารทั้งหมด และองค์ประกอบไขมันที่เหมาะสมร่วมกับคาร์โบไฮเดรตระดับในต่ำ

ผลการวิจัยจำนวนมากพิสูจน์ว่าอาหารที่มีโปรตีนและไขมันสูงจะให้ประโยนช์สูงสุดในสัตว์ที่กินเนื้อเป็นอาหาร แมวไม่สามารถจัดการกับปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ได้รับเกินความจำเป็นได้ หลังจากได้รับอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ระดับของน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดของแมวมีแนวโน้มจะขึ้นสูงกว่าปกติเป็นระยะเวลานานและจะทำให้ระดับของน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดสูงอย่างถาวรจนไปกระตุ้นให้เซลล์กลุ่มเบต้า (beta-cell) ในตับอ่อน (ซึ่งเป็นเซลล์สร้างอินซูลิน) มีความไวต่อระดับกลูโคสในกระแสเลือดลดลง นักโภชนาการเรียกกระบวนการแบบนี้ว่า down regulating หรือการลดจำนวนของเซลล์ที่ทำงาน ในกรณีนี้คือเบต้าเซลล์ การลดการทำงานของเซลล์นี้จะนำไปสู่ลักษณะที่เรียกว่า ความต้านทานต่อฮอร์โมนอินซูลิน (insulin resistance) ซึ่งท้ายที่สุดจะทำให้เกิดโรคเบาหวาน

โปรตีน

เราทุกคนรู้ดีกว่าบรรดาแมวเหมียวชอบหาหนูและนกมาเป็นอาหาร แหล่งอาหารตามธรรมชาติของสัตว์ที่กินเนื้อเป็นอาหาร หนูและนกเป็นอาหารที่ดีเยี่ยมสำหรับแมว คุณเจ้าของทราบหรือไม่ว่าหนูหรือนกเหล่านี้ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตเพียงร้อยละ 3-8? คาร์โบไฮเดรตเพียงเล็กน้อยนั้นมาจากอาหารที่เหยื่อกินหรือที่ค้างอยู่ในทางเดินอาหารของตัวเหยื่อ ส่วนประกอบที่เหลือนอกจากนั้นคือ น้ำ แร่ธาตุ และส่วนมากคือโปรตีนและไขมัน

สิ่งที่เจ้าของมักจะทำ...

โดยทั่วไปเจ้าของมักจะซื้ออาหารสำเร็จรูปแบบแห้ง บางยี่ห้อก็มีการใส่สีผสมอาหารเพื่อให้หน้าตาดูเหมือนเนื้อ และยังใส่แป้ง น้ำตาล และสารถนอมอาหาร เรามักเลือกซื้ออาหารเหล่านี้เพราะมักจะระบุอย่างชัดเจนว่าให้คุณค่าทางสารอาหารครบถ้วนและสมดุลสำหรับแมว นอกจากนี้ยังสะดวกสำหรับเจ้าของในการให้ เพียงแค่เทลงในชามแล้วทิ้งเอาไว้ให้แมวเหมียวกินได้ตลอดทั้งวัน น่าเสียดายที่อาหารแมวสำเร็จรูปแบบแห้งที่ขายตามท้องตลาดมีปริมาณโปรตีนค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะยี่ห้อที่มีราคาถูกที่มักจะใส่ธัญพืช เช่น ข้าวโพด เป็นวัตถุดิบหลัก

ปัญหาที่เกิดจากความเชื่อแบบผิด ๆ เกี่ยวกับในการให้อาหารโปรตีนสูงกับแมว เป็นความเชื่อที่ว่าโปรตีนทำให้ไตมีปัญหาไม่ได้มีอยู่บนหลักความเป็นจริง และความเชื่อนี้ทำให้สุนัขและแมวจำนวนมากต้องได้รับความทุกข์จากการได้รับอาหารที่ขาดคุณภาพ

สิ่งที่เจ้าของควรทำ...

หากเราต้องการรักษาน้ำหนักที่เหมาะสมและให้อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่สมดุล เราต้องให้อาหารที่มีองค์ประกอบของโปรตีนและไขมันสูง และมีองค์ประกอบของคาร์โบไฮเดรต (ธัญพืช) ต่ำ สารอาหารกลุ่มโปรตีนคือหัวใจสำคัญในการดำรงชีวิตของสัตว์ที่กินเนื้อเป็นอาหาร หากคำนวณด้วยการหาวัตถุแห้งให้อาหาร (คือการคิดสัดส่วนของสารอาหารจากอาหารโดยไม่คำนวณน้ำที่อยู่ในอาหาร) อาหารสำหรับแมวควรมีสารอาหารโปรตีนร้อยละ 35-40 ไขมันประมาณร้อยละ 40 และควรมีคาร์โบไฮเดรตเพียงเล็กน้อย (จำไว้ว่าสัตว์ที่กินเนื้อเป็นอาหารไม่จำเป็นต้องได้รับคาร์โบไฮเดรตจากอาหาร) นักโภชนาการบางกลุ่มแนะนำให้มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 25 โปรตีนร้อยละ 50 และไขมันร้อยละ 25

ขนมสำหรับแมว

เจ้าของมักจะคิดว่าจะต้องให้ขนมเป็นรางวัลสำหรับแมว ทำให้ขนมเหล่านี้เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย คนส่วนมากมักจะใจอ่อนกับแมว เมื่อแมวเริ่มส่งเสียงร้อง เดินวนไปมา กระสับกระส่าย และแสดงท่าทางเหมือนต้องการ “บางสิ่ง” พฤติกรรมเหล่านี้เป็นพฤติกรรมปกติในแมว ไม่มีความเกี่ยวข้องกับความหิวของแมว แต่เจ้าของมักตัดสินเองว่าแมวกำลังหิวจึงให้ขนมกับแมว ขนมเหล่านี้มีรสชาติที่แมวชอบและไม่อาจปฏิเสธได้ มิฉะนั้นบริษัทผู้ผลิตคงไม่สามารถขายและทำกำไรจากการขายได้

การให้ขนมเมื่อแมวร้องเป็นการให้รางวัลแก่พฤติกรรมส่งเสียงร้อง สิ่งที่จะตามมาคือแมวจะส่งเสียงร้องมากขึ้น หากคุณต้องการให้ขนมกับแมวบทความต่อจากนี้จะกล่าวถึงวิธีที่จะให้ขนมอย่างถูกต้องและให้คุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสม

สิ่งที่เจ้าของมักจะทำ...

ด้วยความใจอ่อนของเจ้าของ เจ้าของมักจะให้รางวัลแมวโดยการให้ขนม ขนมส่วนมากมีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลเป็นหลัก และใส่สารแต่งรสชาติเพิ่ม เพื่อให้แมวมีความอยากแม้ว่าจะไม่หิว

แมวที่แสดงพฤติกรรมส่งเสียงร้องและแสดงท่าทางว่ากำลังหิวอย่างมาก เจ้าของมักจะให้รางวัลจากพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์นี้ด้วยขนมเพื่อให้แมวหยุดส่งเสียงร้อง การทำแบบนี้เป็นการส่งเสริมพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์และจะทำให้แมวแสดงพฤติกรรมมากขึ้น เช่น ส่งเสียงร้องมากขึ้น

สิ่งที่เจ้าของควรทำ...

หยุดให้ขนมกับแมวที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน หากเจ้าของคิดว่าแมวต้องการกินขนมให้เตรียมเนื้อไก่หรือเนื้อปลาต้มเอาไว้เล็กน้อยเพื่อให้ขนมเป็นแหล่งของโปรตีนสำหรับเจ้าเหมียว ไม่ใช่ขนมที่มีธัญพืช สีผสมอาหาร สารถนอมอาหาร และสารปรุงแต่งรส ห้ามให้ขนมแมวเพื่อให้แมวหยุดส่งเสียงร้อง เพราะจะให้ผลที่ตรงกันข้าม เป็นการส่งเสริมพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์

คำแนะนำข้างฉลาก

อาหารสัตว์เลี้ยงที่ขายในท้องตลาดมาพร้อมกับคำแนะนำข้างฉลากเสมอ ปัญหาคือปริมาณที่แนะนำข้างฉลากเหล่านี้ไม่ใช่ปริมาณสุทธิที่สัตว์เลี้ยงต้องการ เจ้าของส่วนมากจะคิดว่าปริมาณที่ฉลากแนะนำคือปริมาณที่เหมาะสม สัตว์เลี้ยงที่เจ้าของเลี้ยงโดยให้อาหารในปริมาณตามที่ข้างฉลากระบุ มักจะมีปัญหาน้ำหนักเกินตามมา

ควรเอาใจใส่เรื่องน้ำหนักตัวของสัตว์เลี้ยง คอยสังเกตน้ำหนักตัวของสัตว์แล้วลดปริมาณอาหารหากเริ่มมีน้ำหนักมากเกินไป

สิ่งที่เจ้าของมักจะทำ...

ให้อาหารตามคำแนะนำข้างฉลากอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นประจำ ผลที่ตามมาคือสัตว์ได้รับพลังงานเฉลี่ยมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการในชีวิตประจำวัน คาร์โบไฮเดรตที่มากเกินความจำเป็นจะเป็นแหล่งพลังงานที่ไม่จำเป็นสำหรับการเผาผลาญของร่างกายและจะถูกเปลี่ยนไปสะสมในรูปไขมันแทน

หากเจ้าของให้อาหารแก่สัตว์เลี้ยงในปริมาณและจำนวนครั้งการให้อาหารที่ระบุบนฉลากอาหารสัตว์เลี้ยง มีความเป็นไปได้สูงมากที่สัตว์เลี้ยงจะลงเอยด้วยปัญหาน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐาน

สิ่งที่เจ้าของควรทำ...

ปรับปริมาณของอาหารให้เหมาะสมกับร่างกายและระดับการทำกิจกรรมของแมว หากแล้วของคุณดูมีแนวโน้มจะมีน้ำหนักเกินแสดงว่าคุณกำลังให้อาหารมากเกินความต้องการพลังงานของแมวต่อวัน ไม่ว่าฉลากจะระบุไว้ว่าควรให้เท่าไหร่ก็ตาม คุณควรลงปริมาณของอาหารที่ให้เจ้าเหมียวต่อวัน เพื่อให้แมวกลับมามีน้ำหนักที่เหมาะสมและมีสุขภาพที่ดี

การออกกำลังกาย

สิ่งที่เจ้าของมักจะทำ...

เจ้าของมักจะเติมชามน้ำและอาหาร ทำความสะอาดกระบะทราย และบอกกับแมวว่า “ไปทำงานก่อนนะ ไว้เจอกัน” สิ่งนี้คงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคุณ หากคุณเจ้าของจะไม่เปลี่ยนปริมาณ ชนิด หรือสัดส่วนของอาหารที่ให้กับเจ้าแมวอ้วนเป็นประจำ คุณสามารถช่วยในการลดน้ำหนักของแมวเหมียวได้ด้วยการพาไปออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญพลังงานส่วนเกิน

การพาสุนัขไปออกกลังกายดูจะเป็นเรื่องง่าย ไม่ว่าจะพาไปเดิน หรือวิ่ง โยนลูกบอล ว่ายน้ำ ฯลฯ ในขณะที่แมวส่วนมากใช้เวลาอยู่พบเก้าอี้ตัวโปรดกับการนอน อยู่ตัวเดียวมาเป็นเวลานาน โดยไม่มีเหตุการณ์ใด ๆ ในบ้านที่จะกระตุ้นสัญชาตญาณนักล่าในตัวของมัน ไม่มีอะไรให้วิ่งไล่ ไม่มีอะไรต้องทำให้หลบซ่อน และไม่ต้องย่องตามเหยื่อเพื่อไล่ล่า ไม่มีอะไรให้เจ้าแมวของคุณทำเลยนอกจากการนอน

สิ่งที่เจ้าของควรทำ...

คุณควรเพิ่มของเล่นไว้ในบ้านเพื่อเจ้าเหมียว ของเล่นจะช่วยกระตุ้นให้แมวทำกิจกรรมมากขึ้น หรืออาจพิจารณาหาแมวตัวใหม่มาเลี้ยงเป็นเพื่อน เพื่อให้แมวของคุณมีเพื่อนเล่น คนส่วนมากเชื่อว่าการเลี้ยงแมวร่วมกันจะทำให้แมวสนุกและไม่ได้เพิ่มภาระไปมากกว่าการเลี้ยงแมวหนึ่งตัว เจ้าของยังสามารถซื้อของเล่นที่จะกระตุ้นพฤติกรรมการเล่นของแมวได้ เช่น ตุ๊กตาที่สามารถวิ่งหนีได้เหมือนกับเหยื่อตามธรรมชาติ คุณอาจต้องใช้ความคิดสร้างสรรคในการสรรหาของเล่นมาให้เจ้าเหมียวของคุณ

อาหารที่ควรให้แมว

แมวใช้แหล่งพลังงานจากโปรตีนที่กินเข้าไปเป็นหลัก ไม่เหมือนกับคนที่ใช้คาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก ดังนั้นแมวจะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขจากการได้รับโปรตีนจากหนธ ซึ่งหนูหนึ่งตัวเป็นอาหารหนึ่งมื้อที่ดี ประกอบด้วยโปรตีนร้อยละ 20 และไขมันร้อยละ 9 ส่วนที่เหลือเป็นความชื้น (น้ำในอาหาร) สำหรับแมวขนาดทั่วไป

โดยธรรมชาติแมวเป็นสัตว์ที่กินเนื้อเป็นอาหาร ขั้นตอนในการเผาผลาญอาหารเพื่อนำมาเป็นพลังงานมีวิวัฒนาการตามธรรมชาติให้สามารถย่อยโปรตีนซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงสามารถเข้าใจได้ว่าทำไมคาร์โบไฮเดรตจึงไม่ใช่แหล่งพลังงานที่ดีสำหรับแมว แมวไม่ใช่สัตว์ที่ชอบแทะเล็มหญ้า แต่เป็นนักล่าที่ล่าสัตว์อื่นเป็นอาหาร ดังนั้นเพื่อรักษาสุขภาพของแมวให้ดี เจ้าของควรให้อาหารตามลักษณะธรรมชาติของแมว ไม่มีแมวตัวไหนต้องกินอาหารมังสวิรัต

ไม่ว่าเจ้าของจะชอบกินอาหารแบบไหน แมวของคุณต้องได้รับเนื้อสัตว์ในอาหาร สิ่งที่แมวจำเป็นต้องได้รับจากเนื้อสัตว์คือสารตั้งต้นที่ร่างกายจะนำไปสังเคราะห์เป็นวิตามินบี 12 (cyanocobalamin) ซึ่งสัตว์ชนิดอื่นที่ไม่ใช่แมวไม่สามารถทำได้

เจ้าของแมวควรควบคุมการกินอาหารของแมว ตั้งแต่ปริมาณที่กินไปจนถึงจำนวนครั้งที่กินอาหารต่อวัน ไม่ต้องเป็นห่วงว่าเหงือกและฟันของแมวจะไม่ได้รับการทำความสะอาดจากการเคี้ยวอาหารเม็ด อาหารเม็ดบางยี่ห้อให้โปรตีนสูงถึงร้อยละ 30 และไขมันมากกว่าร้อยละ 18 จากการวิเคราะห์ที่ได้รับการรับรองแสดงบนฉลาก อาหารประเภทนี้มักจะเป็นอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงกำลังโต หรือลูกสุนัขและลูกแมว สูตรอาหารนี้สามารถให้กับสัตว์โตที่มีสุขภาพดีตลอดทุกช่วงอายุ กรณีที่สัตว์เลี้ยงไม่มีความจำเป็นที่ต้องกินอาหารสำหรับการรักษา

หากเจ้าของมีความกลัวว่าอาหารที่โปรตีนสูงเกินไปจะส่งผลเสียต่อสัตว์เลี้ยง หรือโปรตีนที่ได้รับจะทำให้ไตเสียหาย ในความเป็นจริงมีรายงานมากมายที่จะช่วยให้เจ้าของสบายใจขึ้นและจะช่วยอัพเดทความรู้ใหม่ให้กับเจ้าของ ความเชื่อที่กล่าวว่าโปรตีนทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับไต รายงานการวิจัยที่คุณเคยอ่านมาอาจมาจากการทดลองในหนูเมื่อหลายสิบปีก่อน งานวิจัยเหล่านั้นได้รับการพิสูจน์ว่าไม่เป็นจริงจากงานวิจัยที่ทำในสุนัขและแมว

อาหารสูตรลดน้ำหนัก

การลดน้ำหนักแมวที่เป็นโรคอ้วนต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ห้ามลดอาหารเป็นจำนวนมากหรืออดอาหารให้กับแมว แมวมีระบบการเผาผลาญเฉพาะตัวเพื่อตอบสนองต่อสภาวะขาดอาหาร และเมื่อแมวถูกอดอาหารในเวลาสั้นสามารถทำให้เกิดความผิดปกติที่เรียกว่า ภาวะไขมันสะสมในตับ (hepatic lipidosis) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

หนึ่งในเหตุผลที่การให้อาหารโปรตีนสูงจะช่วยให้แมวลดน้ำหนักได้ คือ กรดอะมิโนที่เรียกว่า คาร์ไนทีน (carnitine) กรดอะมิโนนี้จะอยู่ในกล้ามเนื้อ พบในผักในปริมาณเพียงเล็กน้อย และเป็นกรดอะมิโนสำคัญที่มีบทบาทเกี่ยวกับการเปลี่ยนไขมันที่สะสมอยู่ในตับเป็นน้ำตาลกลูโคส กระบวนการในการดึงเนื้อเยื่อไขมันมาเปลี่ยนเป็นน้ำตากูลโคสเพื่อใช้เป็นพลังงานนี้จำเป็นจะต้องใช้คาร์ไนทีน การให้อาหารเสริมที่มีองค์ประกอบของแอลคาร์ไนทีน (L-carnitine) ปริมาณ 250-500 มิลลิกรัมแก่แมวทุกวันจะช่วยกระตุ้นกระบวนการดึงไขมันมาเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสจะช่ววให้แมวสามารถลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

ทำอย่างไรเมื่อแมวต้องลดน้ำหนัก

สิ่งแรกที่สัตวแพทย์จำเป็นจะต้องทำคือตรวจสุขภาพของแมวอย่างละเอียดโดยการตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ตรวจวัดระดับไทรอยด์ฮอร์โมน และจดบันทึกน้ำหนักของแมว จากนั้นเจ้าของจะสามารถเริ่มโปรแกรมลดน้ำหนักให้กับเจ้าเหมียวแบบค่อยเป็นค่อยไปในช่วงระยะเวลาสามถึงสี่สัปดาห์โดยการเริ่มปรับสัดส่วนอาหารตามโปรแกรมที่จัดเอาไว้ ควรผสมอาหารเดิมกับอาหารที่เปลี่ยนใหม่ และค่อย ๆ ลดสัดส่วนอาหารเดิมแทนด้วยอาหารใหม่

ควรสังเกตปริมาณการกินอาหารของแมวทุกวัน เมื่อแมวปรับตัวกับอาหารโปรตีนสูง (โดยให้ในปริมาน้อยแต่ให้บ่อย) ให้เจ้าของชั่งน้ำหนักแมวทุก ๆ สี่สัปดาห์ หากน้ำหนักไม่ลดลง หรือน้ำหนักเพิ่มขี้นแสดงว่าเจ้าของยังให้อาหารปริมาณมากเกินไป

แมวไม่ได้กินอาหารต่อมื้อในปริมาณเท่าคน ดังนั้นเจ้าของไม่ควรให้อาหารโดยคิดเองว่าควรให้เท่าไหร่ หากต้องการกะปริมาณอาหารให้คิดถึงหนูหนึ่งตัว ชั่งน้ำหนักแมวทุก ๆ สามถึงสี่สัปดาห์ด้วยเครื่องชั่งเดิมเพื่อให้ได้น้ำหนักที่แม่นยำทุกครั้ง แมวน้ำหนักประมาณ 7 กิโลกรัมไม่ควรลดน้ำหนักเกิน 0.2 กิโลกรัมต่อสี่สัปดาห์ (จำไว้ว่าจะทำให้แมวมีปัญหาไขมันพอกตับ)

ควรสังเกตแมวและแจ้งให้สัตวแพทย์ทราบเมื่อสังเกตเห็นว่าแมวหยุดกินอาหารเป็นเวลานานสองวันหรือมากกว่านั้น (ปัญหาที่พบได้บ่อยในแมวที่ได้กินอาหารตลอดทั้งวัน เจ้าของจะสังเกตเห็นว่าแมวไม่กินอาหาร เมื่อเจ้าของเติมอาหารใหม่ให้แมวแต่ปริมาณอาหารไม่ลดลงจากตอนที่เติมเมื่อเวลาผ่านไป แมวมักจะอดอาหารไปแล้วเป็นเวลาหลายวัน เมื่อแมวป่วยอาการที่แสดงออกเป็นอาการแรกมักจะเป็นการสูญเสียความอยากอาหาร ดังนั้นการให้อาหารแมวแบบให้แมวกินได้อย่างอิสระจะทำให้เจ้าของไม่สามารถสังเกตอาการนี้ได้ทันที เมื่อเทียบกับวิธีการให้อาหารแบบควบคุม) หากแมวอดอาหารเป็นเวลาเจ็ดวันจะส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน

เมื่อเจ้าของเริ่มทำตามแผนการลดน้ำหนักให้กับแมวมาแล้วเป็นเวลาหลาย ๆ เดือน แมวจะเข้าสู่จุดที่สามารถรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ ในช่วงที่แมวที่แมวมีน้ำหนักเหมาะสมจะต้องมีรูปร่างไม่อ้วนหรือไม่ผอมเกินไป เจ้าของจะสามารถสังเกตได้อย่างชัดเจนว่าแมวทำกิจกรรมมากขึ้น และแมวจะมีปัญหาสุขภาพลดลง เช่น เบาหวาน ข้อต่ออักเสบ และภาวะไขมันสะสมในตับ จะช่วยให้แมวมีอายุที่ยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดี และจะทำให้คุณเจ้าของมีความสุขเช่นกัน

สิ่งที่ต้องทำหลังจากปรึกษาสัตวแพทย์เกี่ยวกับการลดน้ำหนักน้องเหมียว

  1. ตรวจสุขภาพอย่างละเอียด ทั้งการตรวจร่างกาย การทดสอบทางห้องปฏิบัติการณ์ และการจดบันทึกน้ำหนัก ควรแน่ใจว่าตัดปัญหาภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ (hypothyroidism) และโรคเกี่ยวกับระบเผาผลาญ (metabolic disease)
  2. ลดปริมาณอาหาร
  3. ให้อาหารโปรตีนและไขมันสูง โดยมีคาร์โบไฮเดรตต่ำ
  4. ให้อาหารในปริมาณน้อย แต่ให้บ่อย
  5. เพิ่มกิจกรรมให้กับแมว เช่น เพิ่มของเล่นภายในบ้าน
  6. ชั่งน้ำหนักแมวซ้ำทุกสามถึงสี่สัปดาห์เพื่อประเมินความก้าวหน้าในการลดน้ำหนัก
  7. หากน้ำหนักไม่ลดลงตามที่วางแผนไว้ ควรพิจารณาปรับปริมาณอาหาร
  8. เมือแมวมีน้ำหนักที่เหมาะสมแล้วควรปรับอาหารให้น้ำหนักของแมวคงที่อยู่ตลอดเวลา

สำหรับการเลี้ยงลูกแมว

สัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการแนะนำว่าเจ้าของควรให้ลูกแมวได้ลองกินอาหารหลากหลายรูปแบบและรสสัมผัส หากเจ้าของเลี้ยงแมวด้วยอาหารเม็ดแบบแห้งเพียงอย่างเดียว แมวจะเคยชินและเลือกกินแต่อาหารแบบนั้น ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่จะไม่ยอมกินอาหารแบบอื่นที่ไม่ใช่อาหารเม็ดแบบแห้งไปตลอดชีวิต (แมวของคุณอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องจัดการกับหนูที่ตัวเองจับมาอย่างไร) เจ้าของสามารถเลือกให้แมวกินอาหารกระป๋องได้ตั้งแต่เด็กเช่นกัน

เมื่อแมวโตขึ้น ควรเปลี่ยนอาหารให้หลากหลายทั้งรูปแบบ รสสัมผัส และรสชาติ เพื่อให้แมวสามารถปรับตัวให้กินอาหารสูตรลดน้ำหนักได้หากมีความจำเป็น เจ้าของอาจเลือกอาหารมีลักษณะที่แมวอาจสนใจได้

จำไว้เสมอว่าอาหารจากเนื้อสัตว์คุณภาพสูง การควบคุมปริมาณอาหาร ให้ออกกำลังกาย และทำสิ่งเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้แมวมีอายุที่ยืนยาว รูปร่างสมส่วน และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

ถามสัตวแพทย์

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปหรือวีดีโอของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ