Doctor men
เขียนโดย
ทีมแพทย์แผนไทยประยุกต์ HD
Doctor men
รีวิวโดย
ทีมแพทย์ HD
การกินเพื่อสุขภาพ

ชงโค (Purple orchid tree)

สายพันธุ์ของ ชงโค วิธีใช้ชงโคเพื่อสุขภาพ สรรพคุณทางยาน่ารู้ของชงโค
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ: 20 พ.ค. 2019 อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2020 รีวิวเมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 2 นาที
ชงโค (Purple orchid tree)

ชงโคนิยมปลูกเป็นไม้มงคล เนื่องจากตามศาสนาฮินดูเชื่อกันว่าเป็นต้นไม้ของพระนารายณ์ ส่วนคนไทยเชื่อว่าชงโคจะช่วยปกปักษ์รักษาให้คนในครอบครัวมีความสุข ไม่มีอันตรายเข้ามา แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ ชงโคยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางยาได้อีกด้วย

ชื่อวิทยาศาสตร์ Bauhinia purpurea L.
ชื่อวงศ์ LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE
ชื่ออังกฤษ Orchid tree, Purple orchid tree, Butterfly tree, Purple bauhinia, Hong Kong orchid tree
ชื่อท้องถิ่น ดอกตีนวัว เสี้ยวหวาน กะเฮอ สะเปซี เสี้ยวดอกแดง เสี้ยวเลื่อย

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
บรรเทาอาการท้องผูก ด้วยการ Detox สวนล้างลำไส้

ล้างเศษอาหารที่เกาะติดผนังลำไส้ด้วยวิธีธรรมชาติ ไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวด ใช้เวลา 30-60 นาที

Istock 617748054

หมายเหตุ สำหรับบทความนี้ พรรณไม้ที่กล่าวถึงเป็นคนละชนิดกับต้นชงโคดอกเหลือง ซึ่งอยู่ในวงศ์ Leguminosae (Fabaceae) - AESALPINIOIDEAE เช่นกัน แต่ชงโคดอกเหลืองมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bauhinia tomentosa L.

ถิ่นกำเนิดและสภาพแวดล้อมในการปลูก

มีถิ่นกำเนิดทางตอนใต้ของประเทศจีนรวมถึงฮ่องกง และทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศสหรัฐอเมริกานิยมปลูกกันที่รัฐฮาวาย รัฐแคลิฟอร์เนีย ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐฟลอริดา และทางตอนใต้ของรัฐเทกซัส ทำให้เป็นไม้ที่ชอบแดด ควรปลูกในที่ได้รับแสงแดดทั้งวัน ดินปลูกควรเป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำดี มีความชื้นสูง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ชงโคเป็นพรรณไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 10 เมตร เป็นไม้ผลัดใบในช่วงสั้นๆ ใบ ใบเรียงสลับ ใบเดี่ยว รูปมนเกือบกลม กว้าง 8-10 เซนติเมตร ยาว 10-14 เซนติเมตร ปลายใบแยกเป็น 2 พู โคนใบมนหรือเว้า ขอบใบเรียบ สีเขียว ดอกมีลักษณะเป็นช่อ ออกตามซอกใบและปลายกิ่ง กลีบดอกมี 5 กลีบ สีชมพูถึงม่วงเข้ม รูปรีกว้างตรงส่วนกลาง เมื่อบานวัดเส้นผ่านศูนย์กลางได้ 6-8 เซนติเมตร เกสรเพศผู้ 5 อัน เกสรเพศเมีย 1 อันอยู่ตรงกลางดอก รังไข่มีขน ดอกจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกดอกเป็นช่วงๆ ตลอดปี ผล ผลเป็นฝักแบน กว้าง 1.5-2.5 เซนติเมตร ยาว 20-25 เซนติเมตร เมื่อแก่แตกเป็นสองซีก เมล็ดกลม มี 10 เมล็ด

ชงโคแต่ละสายพันธุ์ แต่ละชนิด แตกต่างกันอย่างไร?

ชงโคที่กล่าวในบทความนี้เป็นชนิดดอกสีชมพู มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bauhinia purpurea L. ส่วนอีกสายพันธุ์หนึ่งคือ ชนิดดอกสีเหลือง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bauhinia tomentosa L. แตกต่างจากชนิดดอกสีชมพูคือ ด้านล่างของใบจะมีขนสีน้ำตาลประปราย ช่อดอกสั้นกว่า มีจำนวนดอกน้อยกว่า เมล็ดเมื่อแก่จะแตก มีเมล็ด 4-6 เมล็ด ซึ่งน้อยกว่าชนิดดอกสีชมพู ส่วนด้านสรรพคุณทางยานั้น จะนิยมใช้ชนิดดอกสีชมพูมากกว่า

สรรพคุณของชงโค

ชงโคมีสรรพคุณดังนี้

  • แพทย์พื้นบ้านชาวล้านนา ใช้รากสด 10-15 กรัม หรือรากแห้งประมาณ 5-7 กรัม นำมาต้มในน้ำสะอาด เคี่ยวให้เหลือครึ่งหนึ่ง ดื่มหรือจิบแทนน้ำชา ใช้เป็นยาเจิญอาหาร ช่วยแก้พิษไข้ร้อนจากเลือดและน้ำดี
  • แพทย์พื้นบ้านโบราณ โดยใช้ใบสด 10 กรัม ล้างให้สะอาดนำมาต้มในน้ำ แล้วกรองเอาน้ำจิบและอมกลั้วคอ ช่วยรักษาอาการไอ ช่วยขับปัสสาวะได้
  • ใช้ส่วนดอก อบแห้งแล้วบดเป็นผง ผสมเข้าตำรับยาหอม แก้วิงเวียน หน้ามืด และช่วยให้นอนหลับ
  • เปลือกของต้นนำไปต้มน้ำดื่มได้ มีสรรพคุณช่วย แก้ท้องเสีย แก้ปวดบิด
  • ใบอ่อนของชงโค เป็นผักที่ชาวเหนือนิยมรับประทานนำไปลวกจิ้มน้ำพริกหรือนำไปแกง เช่นแกงกับปลา แกงกับเนื้อนิยมแกงกับผักเชียงดา ผักชะอม มีรสอร่อย ช่วยระบาย แก้อาการท้องผูก
  • ชาวอินเดียใช้ส่วนรากและใบ เข้าตำรับยาขับระดูและยาระบาย โดยใช้รากและใบล้างสะอาด ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาระบาย ช่วยขับประจำเดือน

ข้อควรระวังเกี่ยวกับการบริโภคชงโค

สำหรับต้นชงโค ยังไม่พบการศึกษาความเป็นพิษในคนหรือรายงานความเป็นพิษในคน แต่อย่างไรก็ตาม หากมีอาการเจ็บป่วยแล้วประสงค์จะรับประทานต้นชงโค หรือยาที่มีต้นชงโคเป็นส่วนผสมในปริมาณสูง หรือติดต่อกันนานเกิน 3 เดือน ควรปรึกษาแพทย์ก่อน แต่ถ้าหากรับประทานเป็นอาหารทั่วๆ ไป ก็ไม่มีอันตรายใดๆต่อร่างกาย สำหรับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร ควรหลีกการรับประทานต้นชงโคในลักษณะรับประทานเพื่อรักษาโรค เนื่องจากยังไม่มีงานวิจัยรองรับ


4 การอ้างอิง
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
เสงี่ยม พงษ์บุญรอด, ไม้เทศเมืองไทย, 2522.
มูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมการแพทย์ไทยเดิม, โรงเรียนอายุรเวทธำรง สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์ ตำราการแพทย์แผนไทยเดิม(แพทยศาสตร์สงเคราะห์ฉบับอนุรักษ์) เล่มที่ ๑ ฉบับชำระ พ.ศ.๒๕๕๐, 2550.
มูลนิธิส่งเสริมการแพทย์แผนไทยเดิมฯ, ตำราเภสัชกรรมไทย, 2547.

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์กับคุณแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวีดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
ดูในแอป