โรคเส้นประสาทถูกทำลายจากโรคเบาหวาน

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ ก.พ. 4, 2018 ประมาณเวลาการอ่าน: 14 นาที

โรคเส้นประสาทถูกทำลายจากโรคเบาหวานคืออะไร

โรคเส้นประสาทถูกทำลายจากโรคเบาหวานเป็นกลุ่มโรคเส้นประสาทที่มีสาเหตุมาจากโรคเบาหวาน ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เป็นโรคเป็นระยะเวลานานสามารถเกิดการทำลายของเส้นประสาทในร่างกายได้ ผู้ป่วยบางรายที่มีการทำลายของเส้นประสาทจะไม่มีอาการใดๆ แต่ผู้ป่วยที่มีอาการ จะมีอาการ เช่น ปวด ชา สูญเสียความรู้สึก ที่บริเวณมือ แขน ขา และเท้า ปัญหาทางเส้นประสาทนี้สามารถพบได้ที่อวัยวะภายในร่างกายด้วย เช่น ระบบทางเดินอาหาร หัวใจ และอวัยวะเพศ

ประมาณ 60-70% ของผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีความผิดปกติของเส้นประสาทอย่างน้อย 1 รูปแบบ ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถเป็นโรคที่เกี่ยวกับเส้นประสาทได้ทุกช่วงเวลาที่เป็นโรค แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น และเมื่อระยะเวลาการเป็นโรคเบาหวานนานขึ้น โดยพบว่าอัตราการเกิดโรคเส้นประสาทถูกทำลายจะสูงมากในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานมาเป็นระยะเวลานานอย่างน้อย 25 ปี  โรคเส้นประสาทถูกทำลายจากโรคเบาหวานนี้จะพบบ่อยในผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในอยู่ในเกณฑ์เป้าหมายได้ ซึ่งรวมถึงผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูง ระดับความดันโลหิตสูง และผู้ที่มีน้ำหนักเกิน

สาเหตุของโรคเส้นประสาทถูกทำลายจากโรคเบาหวาน

เส้นประสาทถูกทำลายมีสาเหตุจากหลายปัจจัยร่วมกัน ดังนี้:

  • ปัจจัยทางเมตาบอลิก (metabolic factors) เช่น มีน้ำตาลในเลือดสูง, เป็นโรคเบาหวานมาเป็นระยะเวลานาน, ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ, และมีระดับของฮอร์โมนอินซูลินต่ำ
  • ปัจจัยทางเส้นประสาทหลอดเลือด (neurovascular factors) ซึ่งทำให้เกิดการทำลายของหลอดเลือดที่ทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจน และสารอาหารไปเลี้ยงเส้นประสาท
  • ปัจจัยด้านระบบภูมิคุ้มกัน (autoimmune factors) ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบต่อเส้นประสาท
  • เส้นประสาทบาดเจ็บจากแรงกระทำ เช่น โรคการกดทับของเส้นประสาทบริเวณข้อมือ (carpal tunnel syndrome)
  • ปัจจัยทางพันธุกรรมของแต่ละบุคคล ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางเส้นประสาท
  • ปัจจัยด้านการใช้ชีวิต เช่น การสูบบุหรี่ หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

อาการของโรคเส้นประสาทถูกทำลายจากโรคเบาหวาน

อาการของโรคนี้จะขึ้นกับชนิดของการทำลายของเส้นประสาท และบริเวณของเส้นประสาทที่ถูกทำลาย ผู้ป่วยบางรายที่มีการทำลายของเส้นประสาทไม่มีอาการใดๆ  สำหรับผู้ที่มีอาการ อาการเริ่มแรกที่พบได้บ่อยคือ อาการชา รู้สึกเสียวซ่า หรือปวดที่เท้า ในช่วงแรกอาการมักเป็นไม่มาก มีอาการเล็กน้อย และเพราะว่าการทำลายของเส้นประสาทจำนวนมากต้องใช้เวลานานหลายๆ ปี ดังนั้นผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อยอาจไม่มีอาการเตือนใดๆ ให้สังเกตเห็นได้เป็นระยะเวลานาน อาการของโรคนี้จะเกี่ยวข้องกับการระบบประสาทรับความรู้สึก ระบบประสาทสั่งการ ระบบประสาทนอกเหนืออำนาจจิตใจ  ในผู้ป่วยบางรายจะพบภาวะเส้นประสาทที่ทำหน้าที่ควบคุมกล้ามเนื้อมัดเดียวถูกทำลายไป (focal neuropathy) เป็นอาการเด่น  ผู้ป่วยจะมีอาการปวดอย่างทันทีทันใด และมีอาการรุนแรง

อาการของเส้นประสาทถูกทำลาย มีดังนี้

  • อาการชา รู้สึกเสียวซ่า หรือปวด ที่บริเวณนิ้วหัวแม้เท้า เท้า ขา มือ แขน และนิ้วมือ
  • การสูญเสียกล้ามเนื้อที่มือหรือเท้า
  • อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ หรืออาเจียน
  • ท้องเสีย หรือท้องผูก
  • เวียนศีรษะ ซึ่งเกิดจากความดันโลหิตต่ำลงขณะเปลี่ยนท่าทาง (ยืน หรือนั่ง)
  • ปัญหาเกี่ยวกับการปัสสาวะ
  • การหย่อนสมรรถภาพทางเพศในผู้ชายหรือช่องคลอดแห้งในผู้หญิง
  • อ่อนเพลีย

อาการที่ไม่ได้เกิดจากโรคเส้นประสาทถูกทำลาย แต่มักมาพร้อมกัน ได้แก่ น้ำหนักลด และภาวะซึมเศร้า

ชนิดของโรคเส้นประสาทถูกทำลายจากโรคเบาหวาน

โรคเส้นประสาทถูกทำลายจากโรคเบาหวาน ยังแบ่งได้หลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดจะส่งผลต่อร่างกายที่บริเวณและวิธีการที่แตกต่างกัน

  • ปลายประสาทเสื่อม (Peripheral neuropathy) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยที่สุดของโรคเส้นประสาทถูกทำลายจากโรคเบาหวาน จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวด หรือสูญเสียความรู้สึกที่บริเวณนิ้วเท้า เท้า ขา มือ และแขน
  • เส้นประสาทอัตโนมัติเสื่อม (Autonomic neuropathy) การถูกทำลายของเส้นประสาทชนิดนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการย่อยอาหาร การทำงานของกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ การตอบสนองทางเพศ และ การขับเหงื่อ  ซึ่งยังสามารถส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของหัวใจและความดันโลหิต ปอด และดวงตา ด้วย ภาวะเส้นประสาทถูกทำลายชนิดนี้จะให้ผู้ป่วยที่มีอาการระดับน้ำตาลในเลือดต่ำไม่รู้ตัวด้วย คือมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่ไม่มีอาการเตือนใดๆ
  • เส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อส่วนต้นเสื่อม (Proximal neuropathy) การถูกทำลายชนิดนี้จะทำให้มีอาการปวดที่ ต้นขา สะโพก หรือก้น และทำไปสู่การอ่อนแรงที่บริเวณขา
  • เส้นประสาทที่ทำหน้าที่ควบคุมกล้ามเนื้อมัดเดียวเสื่อม (Focal neuropathy) การถูกทำลายชนิดนี้จะทำให้เกิดการอ่อนแอของเส้นประสาทอย่างทันทีทันใด ซึ่งอาจเป็นเพียง 1 เส้นประสาท หรือกลุ่มของเส้นประสาทก็ได้ ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรืออาการปวด ซึ่งส่งผลต่อเส้นประสาทได้ทุกบริเวณในร่างกาย

โรคเส้นประสาทถูกทำลายส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทได้ทั่วร่างกาย

ปลายประสาทเสื่อม (Peripheral neuropathy) ส่งผลกระทบต่อ

  • ปลายเท้า
  • เท้า
  • ขา
  • แขน

เส้นประสาทอัตโนมัติเสื่อม (Autonomic neuropathy) ส่งผลกระทบต่อ

  • หัวใจและหลอดเลือด
  • ระบบย่อยอาหาร
  • ทางเดินปัสสาวะ
  • อวัยวะสืบพันธุ์
  • ต่อมเหงื่อ
  • ดวงตา
  • ปอด

เส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อส่วนต้นเสื่อม (Proximal neuropathy) ส่งผลกระทบต่อ

  • ต้นขา
  • สะโพก
  • ก้น
  • ขา

เส้นประสาทที่ทำหน้าที่ควบคุมกล้ามเนื้อมัดเดียวเสื่อม (Focal neuropathy) ส่งผลกระทบต่อ

  • ดวงตา
  • กล้ามเนื้อใบหน้า
  • หู
  • อุ้งเชิงกราน และหลังส่วนล่าง
  • หน้าอก
  • ช่องท้อง
  • ต้นขา
  • ขา
  • เท้า

ปลายประสาทเสื่อม (Peripheral neuropathy) คืออะไร

ปลายประสาทเสื่อม คือภาวะที่มีการทำลายของเส้นประสาทที่แขน และขา  โดยบริเวณเท้าและขาเป็นบริเวณที่จะได้รับผลกระทบก่อนบริเวณมือและแขน ผู้ป่วยโรคเบาหวานจำนวนมากมีอาการแสดงของภาวะเส้นประสาทถูกทำลายซึ่งแพทย์สามารถสังเกตเห็นได้ แต่ตัวผู้ป่วยเองอาจไม่รู้สึกว่ามีอาการอะไรก็ได้ อาการของปลายประสาทเสื่อม อาจมีได้ดังนี้

  • มีอาการชา หรือไม่รู้สึกต่อความปวด หรือไม่รู้สึกต่ออุณหภูมิที่มาสัมผัสผิวหนัง
  • รู้สึกเสียวซ่า แสบร้อน หรือรู้สึกเหมือนมีอะไรทิ่ม
  • มีอาการปวดที่ชัดเจน หรือเป็นตะคริว
  • รู้สึกไวต่อการสัมผัสเป็นพิเศษ แม้ว่าจะสัมผัสเบาๆ
  • การทรงตัวมีปัญหา

อาการดังกล่าวข้างต้นมักจะแย่ลงเวลากลางคืน

ปลายประสาทเสื่อม อาจทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง และสูญเสียปฏิกิริยาตอบสนอง โดยเฉพาะที่บริเวณหัวเข่า ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทางการเดินได้ อาจเกิดรูปเท้าผิดปกติได้ อาจมีแผลพุพอง หรือบาดแผลเกิดขึ้นได้ที่บริเวณเท้าโดยที่ไม่รู้สึกตัวได้ ซึ่งอาจมาจากแรงกด หรือเดินชนอะไรบางอย่างแล้วเกิดแผลแบบไม่รู้ตัวก็ได้ หากการเกิดแผลนั้นมีการติดเชื้อเกิดขึ้นและไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที การติดเชื้อนั้นอาจแพร่กระจายไปที่กระดูก และทำให้เกิดการลุกลามและนำไปสู่การตัดขาได้ อย่างไรก็ตามการตัดขาสามารถป้องกันได้ ถ้าตรวจพบปัญหาตั้งแต่ระยะแรกๆ ที่ยังเป็นไม่มาก และรักษาอย่างทันท่วงที

เส้นประสาทอัตโนมัติเสื่อม (Autonomic neuropathy) คืออะไร

เส้นประสาทอัตโนมัติเสื่อม จะส่งผลต่อเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของหัวใจ การควบคุมความดันโลหิต และการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่ออวัยวะภายใน ทำให้เกิดปัญหาต่อระบบย่อยอาหาร การหายใจ การขับปัสสาวะ การตอบสนองทางเพศ และการมองเห็น นอกจากนี้ยังส่งกระทบต่อระบบควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดที่ปกติแล้วจะคอยควบคุมให้ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดกลับมาเป็นปกติหลังร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ทำให้ผู้ป่วยที่มีภาวะดับน้ำตาลในเลือดต่ำไม่มีอาการเตือน หรือไม่รู้สึกตัวว่ากำลังมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำอยู่

การเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำแบบไม่รู้ตัว (hypoglycemia unawareness)

ปกติแล้วภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ จะมีอาการเช่น สั่น เหงื่อออก ใจสั่น ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อมีระดับน้ำตาลกลูโคสต่ำกว่า 70 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dL) ในผู้ป่วยเบาหวานที่เส้นประสาทอัตโนมัติเสื่อม (Autonomic neuropathy) อาจไม่มีอาการแสดงใดๆ เลย ทำให้รู้ได้ยากมาก ว่าขณะนี้กำลังมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำอยู่

หัวใจและหลอดเลือด

หัวใจและหลอดเลือด คือส่วนหนึ่งของระบบหัวใจหลอดเลือด ซึ่งควบคุมการไหลเวียนเลือดในร่างกาย การทำลายของเส้นประสาทที่ควบคุมระบบหัวใจหลอดเลือดจะส่งผลต่อความสามารถของร่างกายในการควบคุมความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำขณะเปลี่ยนท่าทาง (นั่ง หรือ ยืน) ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเวียนศีรษะ รู้สึกจะเป็นลมได้ การทำลายของเส้นประสาทที่ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจจะทำให้หัวใจเต้นเร็วตลอด แทนที่จะเต้นเร็วหรือช้าตามหน้าที่การทำงานปกติและตามกิจกรรมของร่างกาย

ระบบย่อยอาหาร

การทำลายของเส้นประสาทที่ควบคุมระบบย่อยอาหาร จะทำให้เกิดอาการท้องผูก ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อย และยังทำให้กระเพาะอาหารเคลื่อนไหวช้า หากมีอาการรุนแรง ผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด หรือเบื่ออาหารอยู่ตลอดเวลา และการที่กระเพาะอาหารเคลื่อนไหวช้ายังส่งผลให้ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดแกว่งขึ้นๆ ลงๆ ได้ เนื่องจากระบบย่อยอาหารผิดปกติไปจากภาวะดังกล่าว

การทำลายของเส้นประสาทที่ควบคุมหลอดอาหาร จะทำให้มีปัญหากลืนยาก กลืนอาหารลำบาก ในขณะที่ถ้ามีการทำลายเส้นประสาทที่ควบคุมลำไส้ ก็จะทำให้ท้องผูก, ท้องเสียแบบควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะเวลากลางคืน ปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบย่อยอาหารจะทำให้ผู้ป่วยมีน้ำหนักลดลง

ทางเดินปัสสาวะและอวัยวะเพศ

เส้นประสาทอัตโนมัติเสื่อม มักส่งผลกระทบต่ออวัยวะที่ควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะ และหน้าที่ของระบบสืบพันธุ์ การทำลายของเส้นประสาทจะทำให้กระเพาะปัสสาวะไม่สามารถขับถ่ายปัสสาวะทิ้งได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้มีแบคทีเรียเจริญเติบโตในกระเพาะปัสสาวะและไต ส่งผลให้เกิดโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ (urinary tract infections) ได้ เมื่อเส้นประสาทที่ควบคุมกระเพาะปัสสาวะถูกทำลาย จะเกิดอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือปัสสาวะเล็ด ได้ เพราะผู้ป่วยจะไม่รู้ตัวว่าขณะนี้กระเพาะปัสสาวะเต็มแล้ว หรือไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อที่ใช้ในการปัสสาวะได้

เส้นประสาทอัตโนมัติเสื่อมยังส่งผลต่อการตอบสนองทางเพศที่ค่อยๆ ลดลงทั้งในผู้ชายและผู้หญิง แต่แรงขับเคลื่อนทางเพศอาจไม่เปลี่ยนแปลงก็ได้ ผู้ชายอาจไม่สามารถแข็งตัวได้ หรือเมื่อถึงจุดสุดยอดแล้วไม่สามารถหลั่งน้ำอสุจิได้อย่างปกติ สำหรับผู้หญิงอาจมีความยากในการปลุกเร้าอารมณ์ การหล่อลื่น และการถึงจุดสุดยอด

ต่อมเหงื่อ

เส้นประสาทอัตโนมัติเสื่อม จะส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทที่ควบคุมการหลั่งเหงื่อ ทำให้ต่อมเหงื่อไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ร่างกายจะไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิร่างกายได้ตามปกติ เส้นประสาทที่เสียหายชนิดนี้จะส่งผลให้เหงื่อออกมากเวลากลางคืน หรือขณะรับประทานอาหารได้

ดวงตา

สุดท้ายแล้ว เส้นประสาทอัตโนมัติเสื่อมยังส่งผลกระทบต่อดวงตาด้วย โดยส่งผลกระทบต่อรูม่านตา ทำให้ตอบสนองต่อแสงน้อยลง ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนเมื่อมีการเปิดไฟในห้องมืด หรือมีปัญหาเรื่องการมองเห็นขณะขับรถในเวลากลางคืน

เส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อส่วนต้นเสื่อม (Proximal neuropathy) คืออะไร

ผู้ป่วยที่มีเส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อส่วนต้นเสื่อม จะมีอาการปวดที่บริเวณต้นขา สะโพก ก้น หรือขา โดยทั่วไปมักเป็นข้างใดข้างหนึ่งของร่างกาย ชนิดของเส้นประสาทถูกทำลายชนิดนี้จะพบมากในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 หรือในผู้ป่วยเบาหวานสูงอายุ ทำให้มีอาการอ่อนแรงของขาและสูญเสียความสามารถในการนั่งหรือลุกขึ้นยืนเองโดยปราศจากการช่วยเหลือ การรักษาอาการอ่อนแรง หรืออาการปวดจึงมีความจำเป็น ระยะเวลาในการหายจากอาการนี้ค่อนข้างหลากหลายไม่แน่นอน ขึ้นกับชนิดของเส้นประสาทที่ถูกทำลาย

เส้นประสาทที่ทำหน้าที่ควบคุมกล้ามเนื้อมัดเดียวเสื่อม (Focal neuropathy) คืออะไร

การทำลายของเส้นประสาทชนิดนี้จะเกิดขึ้นทันทีทันใด และส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทเฉพาะบางเส้น มักพบที่ศีรษะ ลำตัว และขา ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการดังนี้

  • สูญเสียความสามารถในการโฟกัสวัตถุของดวงตา
  • มองเห็นภาพซ้อน
  • ปวดด้านหลังตาข้างเดียว
  • อัมพาตบริเวณใบหน้าครึ่งซีก หรือเรียกว่า Bell’s palsy
  • มีอาการปวดที่บริเวณด้านหน้าของต้นขา
  • มีอาการปวดที่หน้าอก กระเพาะอาหาร หรือด้านข้าง
  • มีอาการปวดที่ด้านนอกของหน้าแข้ง หรือด้านในของเท้า
  • อาการปวดที่หัวใจ หรือท้อง อาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นโรคหัวใจ หัวใจวาย หรือไส้ติ่งอักเสบ ได้

ความเสื่อมของเส้นประสาทชนิดนี้จะมีอาการปวด และไม่สามารถคาดการณ์ได้ และมักพบในผู้ป่วยสูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน อย่างไรก็ตามมีแนวโน้มว่าอาการจะดีขึ้นได้เองเมื่อเวลาผ่านไปเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน และมักไม่ทำให้เกิดการทำลายในระยะยาว 

ผู้ป่วยเบาหวานจะมีแนวโน้มของการกดทับของเส้นประสาท เช่นที่บริเวณข้อมือ (โรคการกดทับของเส้นประสาทบริเวณข้อมือ (carpal tunnel syndrome)) ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการชา รู้สึกเสียวซ่าที่บริเวณมือ และบางครั้งอาจมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง และปวด ด้วย และเส้นประสาทอื่นๆ ที่มีโอกาสเกิดภาวะนี้อาจทำให้เกิดอาการปวดที่บริเวณด้านนอกของ หน้าแข้ง หรือด้านในของเท้า

โรคเส้นประสาทถูกทำลายจากโรคเบาหวานสามารถป้องกันได้หรือไม่

วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการทำลายของเส้นประสาทก็คือการควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดให้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับค่าปกติมากที่สุดเท่าที่จำเป็นไปได้ การควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสให้เหมาะสมจะทำให้ป้องกันการทำลายของเส้นประสาทในร่างกายได้

จะวินิจฉัยโรคเส้นประสาทถูกทำลายจากโรคเบาหวานได้อย่างไร

แพทย์จะวินิจฉัยโรคนี้โดยอาศัยข้อมูลจากอาการ และการตรวจร่างกาย ระหว่างการตรวจร่างกาย แพทย์จะตรวจความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ แรงของกล้ามเนื้อ การตอบสนองของกล้ามเนื้อ และความไวต่อสิ่งเร้า ได้แก่ การเปลี่ยนท่าทาง แรงสั่น อุณหภูมิ หรือการสัมผัสเบาๆ

การตรวจเท้า

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานทุกรายต้องมีการตรวจเท้าอย่างละเอียดทุกปี เพื่อดูว่าผู้ป่วยเป็นโรคปลายประสาทเสื่อมหรือไม่ ถ้าได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคปลายประสาทเสื่อมจะต้องมีการตรวจที่ถี่มากกว่านี้ การตรวจเท้าโดยละเอียดจะทำการประเมินผิวหนัง กล้ามเนื้อ กระดูก การไหลเวียนเลือด และการรับความรู้สึกที่เท้า แพทย์อาจประเมินการรับความรู้สึกที่เท้าโดย monofilament โดยนำมากดที่บริเวณฝ่าเท้าของผู้ป่วย เพื่อดูว่าผู้ป่วยรู้สึกหรือไม่ หากผู้ป่วยไม่สามารถรู้สึกแรงกดได้จากการทดสอบนี้ แสดงว่าผู้ป่วยสูญเสียการรับความรู้สึกในการป้องกันตนเอง ซึ่งจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลที่เท้า และแผลอาจไม่สามารถหายได้เองตามปกติ นอกจากนี้แพทย์จะตรวจการรับความรู้สึกเกี่ยวกับอุณหภูมิ และแรงสั่นสะเทือนด้วย

 

การตรวจอื่นๆ

แพทย์อาจพิจารณาตรวจอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อการวินิจฉัย ได้แก่

  • การตรวจกล้ามเนื้อและเส้นประสาทด้วยไฟฟ้า (Electromyography) ซึ่งในบางครั้งจะช่วยให้รู้ว่าชนิดและขอบเขตของเส้นประสาทที่ถูกทำลาย การตรวจนี้จะแสดงให้เห็นว่ากล้ามเนื้อมีการตอบสนองต่อกระแสไฟฟ้าที่ส่งผ่านเส้นประสาทข้างเคียงเป็นอย่างไร แต่โดยปกติแล้วมักไม่ค่อยจำเป็นสำหรับการวินิจฉัยโรคเส้นประสาทถูกทำลาย
  • ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งจะดูว่าหัวใจมีการตอบสนองอย่างไรเมื่อมีการหายใจลึก และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงความดันโลหิตและท่าทาง
  • อัลตราซาวน์ (ultrasound) เป็นการใช้คลื่นเสียงเพื่อสร้างเป็นภาพของอวัยวะภายในร่างกาย การอัลตราซาวน์กระเพาะปัสสาวะและส่วนอื่นๆ ในทางเดินปัสสาวะ ตัวอย่างเช่น ใช้ในการประเมินโครงสร้างของอวัยวะในระบบทางเดินปัสสาวะ และดูว่าหลังปัสสาวะแล้ว กระเพาะปัสสาวะสามารถขับปัสสาวะออกมาได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่

โรคเส้นประสาทถูกทำลายจากโรคเบาหวานสามารถรักษาได้หรือไม่

ขั้นตอนแรกของการรักษาคือการทำให้ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดอยู่ในระดับปกติ ซึ่งจะช่วยป้องกันการทำลายเพิ่มเติมในอนาคต การตรวจติดตามระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด การวางแผนการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการใช้ยารักษาโรคเบาหวาน หรือยาฉีดอินซูลิน จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดได้ อาการของโรคนี้อาจแย่ลงเมื่อผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสได้แล้วในระยะแรก แต่เมื่อเวลาผ่านการ การควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในต่ำลงอยู่ในช่วงปกติ จะช่วยลดอาการของโรคเส้นประสาทถูกทำลายได้ การควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดเป็นอย่างดี จะช่วยป้องกันหรือชะลอการเกิดปัญหาเพิ่มเติมในอนาคตได้ ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาเกี่ยวกับสาเหตุของการเกิดโรคเส้นประสาทถูกทำลาย การรักษาใหม่ ซึ่งอาจจะช่วยชะลอ ป้องกัน หรือทำให้การทำลายของเส้นประสาทหายเป็นปกติได้

ข้อมูลที่อธิบายด้านล่างนี้ เป็นการรักษาเพิ่มเติม ซึ่งขึ้นกับชนิดของปัญหาเส้นประสาทถูกทำลายและอาการที่มี

การบรรเทาอาการปวด

แพทย์มักจะรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดจากเส้นประสาทถูกทำลายจากโรคเบาหวานโดยการให้ยารับประทาน อย่างไรก็ตามการรักษาอื่นๆ อาจช่วยผู้ป่วยบางรายได้ ผู้ป่วยที่มีอาการปวดอย่างรุนแรงอาจได้รับประโยชน์จากการได้รับยามากกว่า 1 ชนิด (ยาผสม) และควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับทางเลือกในการรักษาเสมอ

ยาที่ใช้รักษาอาการปวดในโรคเส้นประสาทถูกทำลายจากโรคเบาหวาน มีดังนี้

  • ยาต้านซึมเศร้า เช่น อะมิทริปไทลีน (amitriptyline) อิมิพรามีน (imipramine) และ เดสิพรามีน (desipramine)
  • ยาต้านซึมเศร้าอื่นๆ เช่น ดูล็อกซิทีน (duloxetine) เวนลาฟาซีน (venlafaxine), บูโพเพียน (bupropion), พาร็อกซิทีน (paroxetine) และ ซิต้าโลแพรม (citalopram)
  • การต้านชัก เช่น พรีกาบาลิน (pregabalin) กาบาเพนติน (gabapentin), คาร์บามาซีปีน (carbamazepine) และ ลาโมไทรจีน (lamotrigine)
  • การแก้ปวดชนิดโอปิออยด์ หรือชนิดคล้ายโอปิออยด์ (opioids and opioidlike drugs) เช่น อ๊อกซีโคโดน แบบควบคุมการปลดปล่อยตัวยา (controlled-release oxycodone) ซึ่งเป็นยา โอปิออยด์ และยังมียา ทรามาดอล (tramadol)

ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการซึมเศร้า แต่การใช้ยาต้านซึมเศร้าที่กล่าวไปข้างต้นจะช่วยบรรเทาอาการปวดเส้นประสาทได้ ยาทุกรายการมีผลข้างเคียง และบางยาไม่แนะนำให้ใช้ในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคหัวใจ  สำหรับยาที่มีขายทั่วไป เช่น พาราเซตามอล (paracetamol) และ ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) เป็นยาแก้ปวดที่ไม่ค่อยได้ผลในโรคเส้นประสาทถูกทำลายจากโรคเบาหวานที่มีอาการรุนแรง และเป็นยาที่เมื่อใช้เป็นเวลานานจะมีผลข้างเคียงร้ายแรง ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนจึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้ยานี้

สำหรับยาที่ใช้ทาบริเวณผิวหนัง โดยทั่วไปคือทาที่เท้า เช่น แคปไซซิน (capsaicin) ชนิดครีม และ อิโดเคน (lidocaine) ชนิดแผ่นแปะ  มีการศึกษาการใช้ไนเตรตแบบสเปรย์หรือแผ่นแปะที่เท้าอาจช่วยบรรเทาอาการปวดได้ และการศึกษาเกี่ยวกับสาร alpha-lipoic acid ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และ น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส (Evening Primrose Oil) อาจช่วยบรรเทาอาการและช่วยทำให้การทำงานของเส้นประสาทดีขึ้นในผู้ป่วยบางราย

ปัญหาเกี่ยวกับทางเดินอาหาร

ในการบรรเทาอาการกระเพาะอาหารเฉื่อย ได้แก่ อาการอาหารไม่ย่อย เรอเปรี้ยว คลื่นไส้ อาเจียน  แพทย์แนะนำว่าให้รับประทานอาหารทีละน้อย แต่ให้บ่อยครั้งขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน แต่ถ้าหากมีอาการรุนแรง แพทย์อาจจ่ายยา อิลิโทรมัยซิน (erythromycin) เพื่อเพิ่มการย่อยอาหารให้เร็วขึ้น หรือยา เมโทโคปราไมล์ (metoclopramide) เพื่อเพิ่มการย่อยอาหารให้เร็วขึ้น และช่วยบรรเทาอาหารคลื่นไส้ หรือยาอื่นๆ ที่จะช่วยควบคุมการย่อยอาหาร หรือ ช่วยลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร

การบรรเทาอาหารท้องเสียหรือปัญหาทางลำไส้อื่นๆ แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น เตตร้าซัยคลิน (tetracycline) หรือยาอื่นๆ ที่เหมาะสม

เวียนศีรษะ และอ่อนเพลีย

การลุกหรือนั่งอย่างช้าๆ (ค่อยๆ ลุกนั่ง) จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการเวียนศีรษะ หรืออาการคล้ายจะเป็นลมที่เกิดจากความดันโลหิตและการไหลเวียนของเลือดที่ผิดปกติไปได้ การนอนหัวสูงหรือสวมถุงน่องที่ยืดหยุ่นจะช่วยลดอาการนี้ได้ ผู้ป่วยบางรายอาจได้ประโยชน์จากการเพิ่มเกลือในอาหารและการได้รับฮอร์โมนที่ช่วยให้ร่างกายเก็บกักเกลือ ประโยชน์อื่นๆ จะมาจากยาสำหรับโรคความดันโลหิตสูง นอกจากนี้การออกกำลังกายจะช่วยลดปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือการทำงานที่ไม่สัมพันธ์กันของกล้ามเนื้อได้

ปัญหาเกี่ยวกับระบบปัสสาวะและเพศ

ในการรักษาโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ แพทย์จะจ่ายยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม การดื่มน้ำมาก ๆ จะช่วยป้องกันการติดเชื้อในอนาคตได้ ผู้ที่มีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปัสสาวะเล็ด ควรปัสสาวะให้บ่อยขึ้น เช่น ทุก 3 ชั่วโมง เพราะผู้ป่วยกลุ่มนี้จะไม่รู้ตัวเองว่ากระเพาะปัสสาวะเต็มแล้วหรือยัง

การรักษาภาวะอวัยวะเพศไม่แข็งตัวในผู้ชาย แพทย์จะตรวจก่อนในลำดับแรกว่ามีสาเหตุมาจากฮอร์โมนหรือไม่ ซึ่งขณะนี้มีวิธีในการรักษาอวัยวะเพศไม่แข็งตัวที่มีสาเหตุจากเส้นประสาทเสื่อมหลายวิธี มียาที่จะช่วยรักษาผู้ชายที่มีอาการดังกล่าวนี้ ซึ่งจะช่วยให้อวัยวะเพศแข็งตัวได้โดยการเพิ่มการไหลเวียนเลือดเข้าไปที่อวัยวะเพศชาย บางชนิดเป็นยารับประทาน และบางชนิดเป็นยาฉีดเข้าที่บริเวณอวัยวะเพศชาย หรือเป็นชนิดสอดเข้าที่ท่อปัสสาวะชาย การใช้เครื่องปั้มสุญญากาศสามารถช่วยเพิ่มการไหล่เวียนเลือดที่อวัยวะเพศได้ สำหรับทางเลือกในการรักษาอื่น คือการผ่าตัดใส่อุปกรณ์ที่พองตัวได้เข้าไปในอวัยวะเพศชาย

สำหรับผู้หญิง การใช้เจลหล่อลื่นอาจมีประโยชน์ในผู้ที่มีปัญหาช่องคลอดแห้งจากเส้นประสาทเสื่อมนี้ สำหรับการรักษาปัญหาเกี่ยวกับการเร้าอารมณ์และการถึงจุดสุดยอด แพทย์จะพิจารณาส่งต่อไปรักษาโดยสูตินรีแพทย์

การดูแลสุขภาพเท้า

ผู้ป่วยที่มีโรคเส้นประสาทถูกทำลายจากโรคเบาหวาน จำเป็นต้องดูแลเท้าเป็นพิเศษ เส้นประสาทที่ไปที่เท้าเป็นเส้นประสาทที่ยาวที่สุดในร่างกาย และเป็นเส้นประสาทที่ถูกทำลายได้บ่อยจากโรคนี้ การสูญเสียความรู้สึกที่เท้าจะทำให้เกิดแผล หรือการบาดเจ็บเกิดขึ้นที่เท้าโดยไม่รู้ตัว และจะทำให้เกิดแผลหรือการติดเชื้อได้ ปัญหาเรื่องการไหลเวียนโลหิตที่เท้าจะยิ่งส่งเสริมให้เกิดแผลที่เท้าด้วย การสูบบุหรี่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาที่เท้าและการตัดขา บุคลากรทางการแพทย์สามารถช่วยเหลือคุณในการเลิกบุหรี่ได้

มากกว่า 60% ของการตัดขาที่ไม่ได้มีสาเหตุจากอุบัติเหตุในสหรัฐอเมริกา พบในผู้ป่วยโรคเบาหวาน

การดูแลสุขภาพเท้า มีดังนี้

  • ทำความสะอาดเท้าทุกวันด้วยน้ำอุ่น (ไม่ใช่น้ำร้อน) และสบู่อ่อน ควรหลีกเลี่ยงการแช่เท้า และให้ใช้ผ้าขนหนูนุ่มๆ เช็ดเท้าและซอกนิ้วให้แห้ง
  • สังเกตเท้าและนิ้วเท้าทุกวัน ว่ามีแผล ตุ่มน้ำ รอยแดง บวม หรืออาการผิดปกติใดๆ หรือไม่ การใช้กระจกแบบถือ หรือวางลงกับพื้นจะช่วยให้เห็นพื้นเท้าได้ชัดเจนขึ้น และให้ไปพบแพทย์ทันที หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น
  • ใช้โลชั่นทาเพื่อให้ความชุ่มชื้นที่เท้า แต่ให้หลีกเลี่ยงการทาระหว่างนิ้วเท้า (ซอกนิ้ว)
  • ถ้ามีตาปลา หรือหนังหนาๆ ขึ้นที่เท้าให้ปรึกษาแพทย์ อย่าใช้อุปกรณ์ใดๆ ตัด หรือใช้น้ำยาจี้รักษาเอง
  • ตัดเล็บเท้าทุกสัปดาห์ โดยตัดเล็บให้ปลายตรงเสมอปลายเท้า และตะไบเล็บไม่ให้คม อย่าตัดเล็บโค้งเข้าจมูกเล็บ 
  • สวมรองเท้าตลอด ห้ามเดินเท้าเปล่า เพื่อป้องกันการเกิดบาดแผลที่เท้า การสวมถุงเท้าหนา นุ่ม ไร้ตะเข็บจะช่วยป้องกันการระคายเคืองผิวหนังได้
  • สวมรองเท้าที่พอดีกับเท้า ที่ยังสามารถขยับนิ้วเท้าได้
  • ก่อนสวมรองเท้า ให้สังเกตว่ามีอะไรผิดปกติอยู่ในรองเท้าหรือไม่ เช่น วัตถุมีคม หรือสิ่งของใดๆ เพื่อป้องกันอันตรายหรือการบาดเจ็บที่อาจเกิดกับเท้า

ผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องมีการนัดพบแพทย์เพื่อตรวจเท้าด้วย

 

ข้อควรจำ

  • โรคเส้นประสาทถูกทำลายจากโรคเบาหวาน เป็นโรคเส้นประสาทที่เกิดจากหลายๆ ความผิดปกติของโรคเบาหวาน เช่น การมีระดับน้ำตาลกลูโคสสูง
  • การทำลายของเส้นประสาทสามารถเกิดได้ทั้งร่างกาย ทำให้มีอาการชา และบางครั้งมีอาการปวด ที่มือ แขน เท้า หรือขา และปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร หัวใจ อวัยวะเพศ และระบบอื่นๆ ในร่างกาย
  • การรักษาแรกที่ต้องทำคือการควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ การควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสที่ดีจะช่วยป้องกันหรือชะลอการเกิดปัญหาเพิ่มเติมในอนาคต
  • การดูแลสุขภาพเท้าเป็นเรื่องสำคัญของการรักษาโรคนี้ ผู้ป่วยที่มีการทำลายของเส้นประสาทจำเป็นต้องมีการตรวจสอบเท้าตนเองทุกวัน เพื่อดูว่าเท้ามีความผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่  หากมีความผิดปกติเกิดขึ้นแต่ไม่ได้รับการรักษาจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นแผลติดเชื้อที่เท้าและนำไปสู่การตัดขาได้
  • การรักษายังรวมไปถึงการให้ยาบรรเทาอาการปวด และยาอื่นที่จำเป็น ซึ่งขึ้นกับชนิดของโรคเส้นประสารทเสื่อมที่เป็น
  • การสูบบุหรี่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาที่เท้าและการตัดขา บุคลากรทางการแพทย์สามารถช่วยเหลือให้คุณเลิกบุหรี่ได้

ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลของคุณ


ลบไฟล์
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เห็นไฟล์ได้ค่ะ
ส่งข้อมูล

วันนี้คุณอยากจะถามคุณหมอแบบไหน

@question.title

ถามปกติ ได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ 100 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 24 ชั่วโมง โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

ถามด่วน ได้คำตอบภายใน 60 นาที

ค่าบริการ 200 เหรียญ

คุณหมอตอบภายใน 60 นาที โดยคุณจะได้รับอีเมลแจ้ง เมื่อคุณหมอตอบแล้ว

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 60 นาที เราคืนเหรียญให้ 100 เหรียญและคำถามจะถูกปรับเป็นคำถามปกติ ซึ่งจะได้คำตอบภายใน 24 ชั่วโมง

หากคุณหมอไม่ตอบภายใน 24 ชั่วโมง เราคืนเหรียญให้ทั้งหมด (ไม่คิดค่าบริการ)

คำถามของคุณจะถูกแสดงผลเป็นคำถามแรกๆ บนหน้าถามหมอเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้คุณได้รับความคิดเห็นจากคุณหมอท่านอื่น

ต้องการไป รพ. ใช่มั้ย?

จองคิว 24 ชม. ล่วงหน้า ประหยัดเวลาคุณรอคิวไปหลายชั่วโมง จองเลย

ถ้าไม่มีโรงพยาบาลที่คุณต้องการ เพิ่มโรงพยาบาลที่นี่